พริบตาที่เชือกสีทองรัดพันขาของมันเอาไว้ สีหน้าอู๋เซินก็ฉายแววสิ้นหวัง
มันจดจำเชือกสีทองเส้นนี้ได้ นี่เป็เชือกที่ก่อนหน้านี้ผู้ดูแลหลี่มอบให้แก่ฟางฮ่าวเพื่อใช้จับตัวปักษาไร้เงา มันยังทราบอีกว่าเชือกทองเส้นนี้มีพลังที่จะยืดและหดได้ แต่ทว่า... ั้แ่เมื่อใดที่มันยืดได้ยาวปานนี้?
สถานการณ์ยามนี้ไม่อนุญาตให้อู๋เซินได้ครุ่นคิดอันใดต่อ เชือกสารพัดนึกเรืองแสงสีทองออกมาและเริ่มหดรั้งอย่างรวดเร็ว เมื่อรวมกับแรงดึงอันมหาศาลจากไป๋หยุนเฟย คนทั้งสองก็ถูกลากเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม
เดิมที อู๋เซินยินดียิ่งนักที่สามารถหลบหลีกพ้นจากทวนเปลวอัคคีได้ มันเชื่อว่าศัตรูซัดวัตถุิญญาที่ร้ายกาจที่สุดออกมาทั้งยังฝากความหวังทั้งมวลเอาไว้ นับว่าโง่งมอย่างแท้จริง แต่ยามนี้เมื่อเหตุการณ์กลายเป็เช่นนี้ คนโง่งมที่แท้ก็เป็มันเอง! ไป๋หยุนเฟยยังมีไม้ตายที่ร้ายกาจยิ่งกว่าให้ใช้อีก!
มีดปีกเพลิง!
ชั่วขณะที่มีดเพลิงยาวสองวาบผ่านร่างไป อู๋เซินกำลังจะสั่งให้ะเิตัวเองออกไป มันก็ต้องแตกตื่นที่พบว่าแขนซ้ายของมันถูกแยกออกไปจากร่างแล้ว ความเ็ปที่เกิดขึ้นทำให้มันอ้าปากกว้างพร้อมกับกระอักโลหิตออกมา ขณะที่อู่เซินตะลึงลานไม่ยินยอมรับความตายก็พบว่าร่างของตนถูกเปลวเพลิงกลืนกินลงไป สุดท้ายมันก็ถูกเผาจนกลายเป็เถ้าถ่าน
หลังจากหยั่งเท้าลงสู่พื้น ไป๋หยุนเฟยไม่กล้าลดความตื่นตัวลง หลังจากหันมองรอบข้างก็เพียงเห็นวิหคสายฟ้าที่เข้ามาถึงในระยะห้าวาแล้ว! ทว่าในยามนี้ วิหคสายฟ้ากลับหยุดเคลื่อนที่ลงเพียงกระพือปีกแ่เบาพยุงตัวลอยอยู่กลางอากาศ กระแสพลังอันปั่นป่วนพลุ่งพล่านในตัวของมันก็ค่อยๆสลายไปพร้อมกับที่มันลงสู่พื้นและปราศจากความเคลื่อนไหวใดอีก
“เฮ้อ...”
หลังจากระบายลมหายใจออกด้วยความโล่งใจ ไป๋หยุนเฟยก็พลันถูกความรู้สึกหน้ามืดวิงเวียนจู่โจมใส่จนไม่อาจยั้งร่างต้องโงนเงนถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นด้านหลัง ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยสิ้นเรี่ยวแรงแพร่กระจายไปทั่วร่างเป็สัญญาณเตือนว่ามันใช้พลังิญญาออกไปจนหมดสิ้น
หลังจากเปลี่ยนเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มพลังิญญาออก ไป๋หยุนเฟยจึงเร่งฟื้นฟูพลังโดยอาศัยแหวนช่องมิติระดับ +10 ที่ช่วยเร่งความเร็วในการฟื้นฟูพลังิญญา
เสียงฝีเท้าดังติดต่อกันแว่วมาจากด้านขวา สร้างความตื่นตัวแก่ไป๋หยุนเฟยจนหันขวับไปมอง เมื่อเห็นว่าที่เข้ามาเป็จิ้งิเฟิง ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มขึ้น “เรียบร้อยแล้ว?” มันเอ่ยปากถาม
“ย่อมแน่นอน ข้าจัดการเรียบร้อยั้แ่ที่เ้าสังหารคนแรกไป จึงคิดจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเ้าจะจบการต่อสู้ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้? เ้าสังหารศัตรูไปสองคนโดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย” จิ้งิเฟิงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนพลางยักไหล่
เมื่อเหลียวมองไปยังทิศที่จิ้งิเฟิงจากมา ก็เห็นที่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยวามีไท่ผิงและฟ่างฮ่าวทอดร่างอยู่ พวกมันทั้งคู่มีรอยแผลเหวอะหวะบนลำคอซึ่งยังคงมีโลหิตสดๆพุ่งออกมาไม่หยุด บนใบหน้าของพวกมัน สีหน้าก่อนตายของทั้งคู่ฉายแววตื่นตะลึงไม่รู้สึกตัว หนึ่งมีดที่เชือดคอหอยทำให้พวกมันหลั่งโลหิตและิญญาต้องหลุดจากร่างแน่นอน
ภาพที่เห็นทำให้แก้วตาไป๋หยุนเฟยหดลงเล็กน้อย แต่ก็กลับเป็ปกติอย่างรวดเร็ว มันพยักหน้าแก่จิ้งิเฟิงเล็กน้อย จากนั้นหลับตาลงเพื่อฟื้นฟูพลังิญญาของตนเองต่อ
ก่อนหน้านี้ จิ้งิเฟิงขอต่อไป๋หยุนเฟยว่าจะรับมือกับฟางฮ่าวและไท่ผิงด้วยตนเอง เพื่อให้ไป๋หยุนเฟยจดจ่อกับการต่อสู้ของตน เพราะจดจ่อสมาธิทั้งมวลกับการต่อสู้มันจึงไม่ได้ให้ความสนใจว่าจิ้งิเฟิงจะสังหารทั้งคู่อย่างไร แต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่คิดจะเอ่ยปากถาม มันทราบดีว่าจิ้งิเฟิงยังซุกงำความลับไว้อีกมากมาย แต่นั่นไม่ใช่เื่สลักสำคัญ อย่างน้อยที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ยอมรับว่าจิ้งิเฟิงคู่ควรที่จะนับเป็สหายอันมีค่าต่อความเชื่อถือของมัน และสำหรับไป๋หยุนเฟยเท่านี้ก็เกินพอแล้ว
แต่กระนั้นสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบก็คือ ความจริงที่ว่าจิ้งิเฟิงกลับเป็ฝ่ายต้องตื่นตะลึงหลายต่อหลายครั้งยิ่งกว่าไป๋หยุนเฟยอีก
“ก่อนหน้านี้เ้าสังหารภูติญญาระดับกลางไปสอง และครานี้เ้ายังสังหารภูติญญาระดับปลายและกลางอีก เ้าวัตถุิญญากี่ชิ้นกันแน่ และเ้าปิดบังความลับอะไรเอาไว้อีก...” ใบหน้าจิ้งิเฟิงบิดเบี้ยวยามจับจ้องไปที่ไป๋หยุนเฟยที่กำลังฟื้นฟูพลัง ความคิดของมันปั่นป่วนวุ่นวายจนแยกแยะไม่ออก คงมีแต่ตัวจิ้งิเฟิงเท่านั้นที่จะทราบว่าตัวมันคิดอะไรอยู่
ผ่านไปหลายอึดใจไป๋หยุนเฟยก็ฟื้นฟูพลังพอที่จะยืนขึ้นอีกครั้งได้ ขณะสำรวจบริเวณโดยรอบมันก็หันไปหาทวนเปลวอัคคีซึ่งปักตรึงอยู่กับพื้น ขณะชักทวนขึ้นมาไป๋หยุนเฟยก็กล่าวกับจิ้งิเฟิง “เก็บกวาดพื้นที่เช่นเดียวกับที่เคยทำเถอะ พวกเราจะเผาศพเป็เถ้าถ่านให้หมด”
เย่เทียนเหวินมองดูไป๋หยุนเฟยที่กำลังเก็บมีดสั้นที่ซัดออกไปอยู่ในพุ่มไม้กลับใส่แหวนช่องมิติ จากนั้นหันมองดูเทียนิและจิ้งิเฟิงที่รีบไปช่วยค้นหามีดสั้นที่เหลือ สุดท้ายจึงมองดูพื้นที่อันยุ่งเหยิงแต่‘หมดจด’โดยรอบ เย่เทียนเหวินก็ลอบคร่ำครวญในใจ ขณะหันไปหาเย่เฉวียนอาของมันก็เอ่ยปากขึ้น “อารอง คนทั้งสี่ที่พวกเราััได้ล้วนตายหมดสิ้นแล้วจริงหรือ? พวกมันล้วนเป็ชนชั้นภูติญญา สองในสี่เป็ระดับต้น ส่วนอีกสองเป็ระดับกลางคนหนึ่งระดับปลายคนหนึ่ง พวกมันถูกคนเพียงสองคนสังหารอย่างรวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร?”
ทั้งคู่มาถึงที่นี่หลังการต่อสู้จบไปแล้วหลายอึดใจ แต่พวกมันสามารถััได้ถึงการต่อสู้ก่อนที่จะมาถึง แต่เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงทั้งคู่กำลัง‘เก็บกวาด’พื้นที่อยู่ ทั้งคู่ก็อับจนคำพูด เย่เทียนเหวินถึงกับสงสัยว่าััิญญาของตนเองผิดพลาดไปหรือไม่ จึงรีบสอบถามเย่เฉวียนเพื่อยืนยันความสงสัย
เย่เฉวียนกลับแตกต่างจากเย่เทียนเหวิน มันรู้สึกได้ถึงการปะทุของพลังธรรมชาติได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับที่พลังิญญาอันปั่นป่วนสี่จุดที่จู่ๆก็หายวับไปในพริบตา แม้ไม่ต้องมาเห็นด้วยตาของตนเองเย่เฉวียนก็คาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าเกิดอะไรขึ้น ชิ้นส่วนปริศนาที่หายไปเพียงหนึ่งชิ้นก็คือมันคาดเดาไม่ออกว่าทั้งคู่สามารถเอาชนะและสังหารศัตรูทั้งสี่ได้รวดเร็วปานนี้ได้อย่างไร และจากที่มองดูคนทั้งสอง พวกมันยังไม่ได้รับาเ็อันใดอีกด้วย...
ขณะสั่นศีรษะ เย่เฉวียนก็พบว่าไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงและเทียนิตรงเข้ามาหาตนเองแล้ว มันจึงกระซิบเสียงค่อย “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สองคนนี้ไม่อาจล่วงเกิน ในเมื่อสามารถสังหารคนจากสำนักเ้าอสูรทั้งยังทำลายร่องรอยว่าพวกมันมีส่วนเกี่ยวข้องทิ้งไปหมดแล้ว แต่... แต่เื่นี้มิอาจไม่ระวัง หากเื่นี้ทำให้สำนักเ้าอสูรโกรธแค้น ตระกูลเย่สิบตระกูลก็ยังไม่พอให้พวกมันล้างสังหารได้”
เย่เทียนเหวินพยักหน้าเห็นพ้อง “ถูกแล้ว ค่อยหารือเื่นี้หลังจากพวกเรากลับบ้านเถอะ คล้ายกับว่าเทียนิมีความสัมพันธ์อันแแ่ต่อพวกเขาทั้งคู่ อีกอย่างพวกเราก็ไม่ควรละลาบละล้วงถึงรายละเอียด คืนนี้รอพวกเราสอบถามจากเทียนิแล้วค่อยคิดอ่านวางแผนต่อไป...”
ภายในเมืองเกายี่ ในคฤหาสน์ตระกูลเย่
ยามนี้เป็เวลาเที่ยงคืน แต่ห้องโถงกลับยังคงสว่างไสวราวกับกลางวัน
ยามที่ไป๋หยุนเฟยและพวกเดินเข้าสู่ห้องโถง คนแรกที่เอ่ยปากขึ้นกลับไม่ใช่บุรุษวัยกลางคนหน้าละม้ายกับเทียนิจนน่าใซึ่งกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งเ้าบ้าน แต่เป็หญิงชราผมขาวโพลนถือไม้เท้าที่อยู่ข้างกายมัน
“ิเอ๋อร์ ิเอ๋อร์ของย่า ในที่สุด... ในที่สุดเ้าก็กลับบ้าน! เ้าทำให้ย่ากังวลแทบตาย เ้าได้รับความลำบากอย่างไรบ้างที่ข้างนอก? ดูเ้าสิ ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก! เ้าไปไหนมา... บิดาเ้าบอกว่าคนเลวจากตระกูลจ้าวคิดจะลักพาตัวเ้า มานี่มาให้ย่าของเ้าได้มองใกล้ๆ --- เ้าาเ็หรือ? อย่าลอบออกไปจากบ้านอีกเลย โลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตราย มิหนำซ้ำเ้าก็ไม่ทราบเื่ราวอันใด หากเกิดเื่...”
ราวกับหญิงชราไม่ได้สังเกตเป็ไป๋หยุนเฟยหรือคนอื่นๆจึงไม่ได้เหลียวแลแม้แต่น้อย เพียงตรงเข้าหาเทียนิที่อยู่ด้านซ้าย หลังจากจับข้อมือไว้แแ่ก็มองดูเทียนิด้วยแววตารักเวทนาพร้อมกับกล่าววาจามากมายในคราเดียว ยากจะจินตนาการได้จริงๆว่าหญิงชราเช่นนางไฉนมีเรี่ยวแรงกล่าววาจายาวเหยียดโดยไม่หยุดพักเช่นนี้ได้ ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าก็คือนางยังคงกล่าววาจาไม่หยุดโดยไม่ได้สนใจต่อผู้อื่นรอบข้างตนเองและเทียนิ
เทียนิแสดงสีหน้าหมดความอดทนขณะผลักมือหญิงชราออกอย่างไม่พอใจ “ท่านย่า ข้าเคยบอกท่านไปหลายครั้งแล้ว อย่าปฏิบัติต่อข้าเช่นเด็กเจ็ดขวบอีก ท่านเป็เช่นนี้ทุกครั้ง ช่างน่ารำคาญ...”
“เทียนิ!” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วพลางตำหนิเสียงต่ำ
“อ๊ะ?” เทียนิสะดุ้งใ ก่อนจะหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยความสับสน
“หรือเ้าลืมเลือนที่ข้าเคยบอกต่อเ้าแล้ว?”
“ข้า... ข้าเปล่า” เทียนิเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ มันกล่าวเสียงแ่เบาว่า “ร้อยคุณธรรม กตัญญูมาอันดับหนึ่ง พี่ไป๋ข้าไม่ได้ลืมเลือน ต้องขออภัยด้วย...”
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะ “ที่เ้าสมควรต้องขออภัยไม่ใช่ข้า”
“ถูกแล้ว...” เทียนิหันกลับไปหาหญิงชราตรงหน้าพร้อมกับโค้งศีรษะคารวะ “ท่านย่า ข้าขออภัย ข้าทำให้ท่านต้องกังวล ต่อไปข้าจะไม่เหลวไหลเช่นนี้อีก...”
ทันทีที่กล่าวจบ ทุกคนก็ตะลึงงัน ทุกคนในตระกูลเย่ต่างอ้าปากค้างเพ่งตามองเทียนิราวกับได้พบเห็นเื่ราวอันน่าเหลือเชื่อ
