สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบในยามเช้าตู่ ชะล้างคราบฝุ่นผงและความวุ่นวายจากงานเลี้ยงเมื่อคืนวานให้จางหายไป เมืองหลวงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้น
ภายในห้องนอนเรือนตระกูลเซี่ย เซี่ยเหยียนอวี่นั่งเหม่อมองสายฝนผ่านหน้าต่างบานเดิม มือเรียวยกขึ้นนวดคลึงบริเวณหน้าอกข้างซ้ายเบาๆ ความเ็ปจากการที่ิญญาไม่เสถียรยังคงรบกวนเขาเป็ระยะ ราวกับเข็มเล่มเล็กๆ ที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อ
"ยาต้มเสร็จแล้ว"
เสียงของไป๋เหวินเจี๋ยดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นยาสมุนไพรที่คุ้นเคย หมอหนุ่มวางถ้วยยาร้อนๆ ลงบนโต๊ะ สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก ขอบตาคล้ำเล็กน้อยจากการอดนอนเฝ้าอาการคนไข้
"ขอบใจท่านมาก พี่ไป๋" เหยียนอวี่รับถ้วยยามาเป่าเบาๆ "ท่านควรกลับไปพักผ่อนบ้าง เื่ฉินลี่หรงจบลงชั่วคราวแล้ว ท่านไม่ต้องกังวล"
"จบงั้นหรือ?" ไป๋เหวินเจี๋ยแค่นหัวเราะ นั่งลงฝั่งตรงข้าม "ฉินลี่หรงถูกขังคุกก็จริง แต่คนอย่างมันมีรากฐานในราชสำนักมานาน ข้าเกรงว่าคุกหลวงจะขังมันไว้ได้ไม่นาน... และที่สำคัญ อาการของท่าน..."
หมอหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องหน้าเหยียนอวี่เขม็ง
"เมื่อคืนตอนที่ท่านเผชิญหน้ากับมัน ข้าสังเกตเห็น... ปลายเล็บของท่านเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ นั่นเป็สัญญาณว่าิญญาของท่านกำลังถูกกัดกินเร็วขึ้น ยาเทียบเดิมอาจจะเอาไม่อยู่แล้ว"
เหยียนอวี่ก้มลงมองเล็บมือตัวเอง รอยสีม่วงจางๆ ปรากฏขึ้นที่โคนเล็บจริงดังว่า
"ข้ารู้..." เหยียนอวี่ตอบเสียงเรียบ "การเปลี่ยนแปลงอดีต ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ข้าเตรียมใจไว้แล้ว"
"แต่ข้ายังไม่ได้เตรียมใจที่จะเห็นคนไข้ของข้าตาย!" ไป๋เหวินเจี๋ยสวนกลับเสียงดัง ก่อนจะลดเสียงลงอย่างรู้สึกผิด "ขออภัย... ข้าแค่เครียด ข้ากำลังพยายามหาสูตรยาใหม่ในตำราโบราณ มันต้องมีวิธีสักอย่างที่จะผสานิญญาของท่านให้มั่นคงขึ้น"
"ข้าเชื่อใจท่าน" เหยียนอวี่ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้ความกังวลของหมอหนุ่มทุเลาลงเล็กน้อย "แต่ตอนนี้ ข้ามีเื่ต้องไปทำ... องค์ชายจวิ้นอี่ส่งเทียบเชิญมา ให้ข้าเข้าเฝ้าที่ตำหนักหนังสือ"
ไป๋เหวินเจี๋ยขมวดคิ้ว "องค์ชายอีกแล้ว? พระองค์ทรงดูติดพันกับท่านมากเหลือเกิน่นี้"
"ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?" เหยียนอวี่ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แววตาเปลี่ยนเป็ลึกล้ำ "ยิ่งพระองค์อยู่ใกล้ข้ามากเท่าไหร่... พระองค์ก็จะยิ่งปลอดภัยจากฉินลี่หรงมากเท่านั้น"
…
…
...
ณ คุกหลวง แดนขังนักโทษการเมือง
บรรยากาศในคุกใต้ดินอับชื้นและหนาวเหน็บ กลิ่นเหม็นสาบของฟางเน่าและสิ่งปฏิกูลคละคลุ้งไปทั่ว แต่ฉินลี่หรงกลับนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองฟางอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังนั่งเจริญสมาธิในวัดวาอาราม
ชุดขุนนางที่เคยหรูหราบัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อน แต่แววตาของเขากลับวาวโรจน์ยิ่งกว่าเดิม
"นายท่าน..."
เสียงกระซิบแ่เบาดังมาจากเงามืดนอกกรงขัง ผู้คุมคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับยัดห่อผ้าเล็กๆ ผ่านซี่กรงเข้ามา
"คนของเรารับทราบคำสั่งแล้วขอรับ... พวกเขาบอกว่าพิธีกรรมต้องใช้เวลาเตรียมการเจ็ดวัน และต้องใช้สื่อกลางที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย"
ฉินลี่หรงรับห่อผ้านั้นมาเปิดออก ด้านในมีกริชเล่มเล็กที่สลักลวดลายอักขระประหลาด และตุ๊กตาผ้าตัวเล็กๆ ที่ถูกเย็บอย่างหยาบๆ
"เจ็ดวัน..." ฉินลี่หรงพึมพำ มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม "นานไปหน่อย แต่ก็คุ้มค่าที่จะรอ"
เขามองตุ๊กตาผ้าในมือ ก่อนจะหยิบเศษผ้าสีขาวชิ้นเล็กๆ ที่เขาแอบเก็บได้จากชายเสื้อของเหยียนอวี่ในงานเลี้ยงออกมา แล้วยัดมันเข้าไปในตัวตุ๊กตา
"เซี่ยเหยียนอวี่... เ้าคิดว่าเ้าชนะข้าด้วยเล่ห์กลตื้นๆ งั้นหรือ? เ้าอาจจะรู้จักอนาคต แต่เ้าคงไม่รู้จักศาสตร์มืดของชนเผ่าเหมียวที่ข้าไปร่ำเรียนมา..."
ฉินลี่หรงใช้กริชกรีดนิ้วตัวเอง ปล่อยให้เืหยดลงบนตุ๊กตา พลางบริกรรมคาถาเสียงต่ำที่ฟังไม่ได้ศัพท์
"ในเมื่อข้าอยู่ไม่เป็สุข... เ้าและคนรักของเ้า ก็จงเตรียมตัวพบกับฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่นได้เลย!"
…
…
...
ณ ตำหนักหนังสือส่วนพระองค์
กลิ่นหอมของกระดาษและหมึกจีนลอยอบอวล องค์ชายจวิ้นอี่ทรงประทับอยู่ที่โต๊ะทรงงาน พระหัตถ์ถือพู่กันค้างไว้ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่สายฝนเริ่มซาเม็ดลง
"ฝ่าา นายน้อยเซี่ยมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ" หลิวจื้อเฉินเข้ามารายงาน
จวิ้นอี่สะดุ้งเล็กน้อย รีบวางพู่กันลง "ให้เข้ามาได้"
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกเปิดออก เหยียนอวี่เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นเคย แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่ความงดงามนั้นกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย กลับดูเปราะบางน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น
"ถวายบังคมฝ่าา"
"ข้าบอกแล้วว่าอยู่กันตามลำพังไม่ต้องมากพิธี" จวิ้นอี่ลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาหา "อาการป่วยของเ้าเป็อย่างไรบ้าง?"
"ดีขึ้นมากแล้วพะย่ะค่ะ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย"
จวิ้นอี่มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกล่องไม้กำมะหยี่ใบเล็กออกมา
"ข้ามีของจะให้เ้า"
เหยียนอวี่รับกล่องมาเปิดดู ภายในบรรจุปิ่นปักผมหยกขาวตัวเรือนแกะสลักเป็รูปดอกเหมยพันเลื้อย เนื้องามละเอียดและดูบริสุทธิ์ยิ่งนัก
แต่สิ่งที่ทำให้เหยียนอวี่ตะลึง ไม่ใช่ความงามของมัน... แต่เป็ความทรงจำ
ปิ่นอันนี้ คือของขวัญชิ้นแรกที่จวิ้นอี่เคยมอบให้เขาในชาติก่อน วันที่พวกเขาหมั้นหมายกัน
"ฝ่าา..." เหยียนอวี่มือสั่น "นี่คือ..."
"ข้าเห็นมันในท้องพระคลังเมื่อวาน" จวิ้นอี่เอ่ยเสียงนุ่ม "ทันทีที่เห็น ข้าก็รู้สึกว่ามันต้องเป็ของเ้า... แปลกไหม ทั้งที่มันเป็ของเก่าเก็บ แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนเคยเห็นเ้าใส่มันมาก่อน ในความทรงจำที่เลือนราง"
เหยียนอวี่กำกล่องไม้แน่น ความรู้สึกจุกแน่นในอกตีตื้นขึ้นมา
เขาจำได้...
วันนั้นจวิ้นอี่บรรจงปักปิ่นนี้ให้เขาด้วยตัวเอง พร้อมคำสัญญาว่าจะรักและดูแลตลอดไป แต่สุดท้าย... ปิ่นนี้ก็ถูกกระชากออกและเหยียบย่ำจนแตกหักในวันที่เขาถูกเนรเทศ
"กระหม่อม... รับไว้ไม่ได้" เหยียนอวี่พยายามจะยื่นคืน "มันสูงค่าเกินไป"
"รับไว้เถอะ" จวิ้นอี่ดันมือเขากลับ กุมมือเรียวนั้นไว้แน่น "ถือเสียว่าเป็เครื่องรางคุ้มครอง... ข้าสั่งให้ช่างหลวงสลักชื่อข้าไว้ด้านใน หากใครกล้าหาเื่เ้า เพียงแค่เ้าโชว์ปิ่นนี้ มันจะรู้ทันทีว่าเ้าเป็คนของใคร"
ััอุ่นวาบจากฝ่ามือใหญ่ส่งผ่านมาถึงเหยียนอวี่อีกครั้ง
และในวินาทีนั้นเอง...
วูบ!
ภาพนิมิตแล่นปราดเข้ามาในหัวของจวิ้นอี่อย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ไม่ใช่ภาพการฆ่าฟัน แต่เป็ภาพในห้องหอคืนวันแต่งงาน แสงเทียนสลัวส่องกระทบใบหน้าแดงซ่านของเหยียนอวี่ที่กำลังเขินอาย ปิ่นหยกขาวชิ้นนี้ปักอยู่บนมวยผมงดงาม และเสียงกระซิบหวานหูที่บอกว่า
“ท่านพี่... ข้ารักท่าน”
"อึก!"
จวิ้นอี่เซถอยหลัง ยกมือกุมขมับด้วยความเ็ปรวดร้าวที่แล่นพล่าน เหงื่อแตกพลั่ก
"ฝ่าา!" เหยียนอวี่และหลิวจื้อเฉินร้องขึ้นพร้อมกัน
"ข้า... ข้าไม่เป็ไร..." จวิ้นอี่หอบหายใจหนักหน่วง พยายามประคองสติ ดวงตาคมกริบเบิกโพลง จ้องมองเหยียนอวี่ด้วยความตื่นตะลึงระคนสับสน
เสียงนั้น เสียงเรียก ท่านพี่ ที่หวานจับใจนั้น...
มันไม่ใช่แค่ความฝัน... มันเหมือนความจริงที่ถูกผนึกไว้
"เหยียนอวี่..." จวิ้นอี่เรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงสั่น "เมื่อครู่นี้... ข้าเห็น..."
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงะเิดังสนั่นก็ดังขึ้นมาจากทิศทางของประตูวัง
ตูม!!!
แรงสั่นะเืทำให้ข้าวของในห้องล้มระเนระนาด จื้อเฉินรีบพุ่งเข้ามาบังตัวองค์ชายและเหยียนอวี่ไว้
"เกิดอะไรขึ้น!?" จวิ้นอี่ตวาดถาม
ทหารยามวิ่งหน้าตื่นเข้ามา "ทูลฝ่าา! เกิดเหตุะเิที่หน้าประตูวัง! มีกลุ่มคนชุดดำบุกเข้ามา... พวกมันใช้มนต์ดำแปลกประหลาด ทหารของเราต้านไม่อยู่เลยพะย่ะค่ะ!"
เหยียนอวี่เบิกตากว้าง
มนต์ดำ? หรือว่าฉินลี่หรง...
เขารู้ทันทีว่าเกมนี้ได้ยกระดับความอันตรายขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ไม่ใช่แค่การชิงไหวชิงพริบทางการเมือง... แต่เป็าที่ใช้ศาสตร์มืดเข้ามาเกี่ยวข้อง
จวิ้นอี่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แววตาแห่งความสับสนเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกร
"จื้อเฉิน! นำองครักษ์เงาไปต้านพวกมันไว้! ปกป้องวังหลวงให้ได้!"
"รับด้วยเกล้า!"
"ส่วนเ้า..." จวิ้นอี่หันมามองเหยียนอวี่ คว้าข้อมือเขาไว้แน่น "อยู่กับข้า... ห้ามห่างกายข้าแม้แต่ก้าวเดียว!"
