“เพียงเท่านี้ ข้าก็รักนางไปแล้ว” หวงซีเหรินรีบพูดตัดบท
“เช่นนั้น ข้าจะไปสู่ขอนางให้กับเ้า หลังจากเอาสินค้าไปส่งยังจวนตระกูลจิวแล้ว เ้าต้องพาข้าเข้าวังหลวงทันที ไม่ว่านางจะเป็ใครก็ตาม ข้าจะสู่ขอนางมาเป็ภรรยาของเ้าให้จงได้ แต่เ้าต้องสัญญา ว่าจะรีบมีหลานสืบสกุลของเราโดยเร็วที่สุด” แม้บิดาจะไม่ไต่ถามความเป็มาของนางเท่าใด หากแต่คำพูดนั้นคล้ายบีบเขาจนไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้
หวงซีเหรินยังคงควบม้าตรงไปตามถนนเรื่อย ๆ แลไม่อาจ อาจสลัดความคิดฟุ้งซ่านลงได้
“คุณชาย..หลังจากนี้ท่านจะทำเช่นไร” อู่เจ๋อเอ่ยถามหลังจากเขาเองก็ขบคิดเื่นี้ด้วยความหนักใจไม่ต่างกัน พร้อมเสียงฝีเท้าของรถม้ายังคงดังลอดมาเป็ระยะ
“ข้ายังคิดไม่ตกเช่นกัน ที่ผ่านมาข้าพยายามบ่ายเบี่ยงเลื่อนการแต่งงานมาตลอด ถึงขนาดขอยื้อเวลาเพื่อไปศึกษาต่อยังวังหลวงเป็เวลาสองปีก็แล้ว ยังไม่สามารถทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนใจได้..”
“จะว่าไป แม่นางไป่หลานเป็หญิงที่งดงามแลอ่อนหวานไม่น้อย หากท่านตบแต่งกับนาง ข้าก็เชื่อเหลือเกินว่าท่านจะมีความสุขไปตลอดชีวิต” หวงซีเหรินได้ยินดังนั้นจึงเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับอู่เจ๋อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จะมีความสุขได้อย่างไร ในเมื่อข้ามิได้มีใจให้นาง การแต่งงานควรเกิดจากความรักของคนทั้งสอง หาใช่เพียงความเหมาะสมเท่านั้น ดูเหมือนท่านพ่อจะเข้าใจมิได้บังคับก็จริง...แต่ท่านพ่อก็เร่งเวลาจนข้าเองก็อึดอัดใจอยู่ไม่น้อย ใช่ว่าข้าอยากจะหาเื่ใส่ตัว...แต่หากไม่ปฏิเสธไปเช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจหยุดยั้งการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นได้ แลคนที่เ็ปคงไม่พ้นแม่นางไป่หลานเสียเอง” อู่เจ๋อชะงักในคำตอบของผู้เป็นาย เมื่อพิจารณาดูแล้วจึงปล่อยยิ้มออกมา เมื่อเข้าใจเหตุผลทั้งหมดที่ซีเหรินทำ
“คุณชายทำถูกต้องแล้ว ส่วนเื่ที่ยังมาไม่ถึง คุณชายอย่าได้กังวล ข้าเชื่อว่าเราต้องหาทางออกให้กับเื่นี้จนได้”
“ขอบใจเ้า ที่คอยเป็ผู้รับฟังเสมอมา” ชายหนุ่มหันมาตบบ่าอู่เจ๋อ พลันถอนหายใจแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังตลาดกวางผูทันที
สายธารน้ำไหลรินลงสู่ทางใต้ กระทบกับแสงแดดอ่อนพร้อมลมอ่อนพัดโชยตลอดเวลา ร่างของหญิงสาวนั่งแช่อยู่บนโขดหินริมธารน้ำ พร้อมกับคันเบ็ดเล็กในมือที่กำหลวม ๆ นางนั่งเฝ้ารอให้ปลามาติดเหยื่อนานหลายชั่วยามแล้ว ยังไม่มีปลาตัวไหนมาติดเหยื่อ
“เ้าปลาน้อย ตอนนี้ท้องข้าหิวจะแย่ เ้าช่วยมากินเหยื่อหน่อยได้ฤาไม่” หลันฮวาพูดบางเบาอย่างไร้อารมณ์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าฝีมือการตกปลาของนางนั้นแย่เพียงใด ก่อนจะหมดความอดทนแล้วตัดสินใจยกเบ็ดขึ้น พลันเบิกตากว้างเมื่อเหยื่อที่นางเกี่ยวไว้หายไปไม่เหลือร่องรอย
“หนอย...เ้าปลาน้อย! บังอาจมาตอดกินเหยื่อของข้าจนหมด” หญิงสาวพลันลุกขึ้นแล้วพูดด้วยความโมโห
“แอบตอดกินเหยื่อข้าทีละนิด จนหมดไม่เหลือเช่นนี้ เหิมเกริมเกินไปแล้ว หากฉลาดนัก ทำไมถึงยังเกิดมาเป็ปลา ไม่เกิดมาเป็คนให้มันรู้แล้วรู้รอด!” หลันฮวาบ่นพึมพำ พร้อมกับเตะน้ำที่กำลังไหลเป็สายไปมาเพื่อระบายโทสะ
“คิดเหรอว่าข้าจะยอม วันนี้ข้าจะจับพวกเ้ากินให้ได้” ว่าแล้วร่างบางก็สะบัดตัวขึ้นไปหาเหยื่อ มาติดปลายเบ็ดอีกครั้งด้วยความเจ็บใจ
“คราวนี้ข้าจะดูซิ..ว่าพวกเ้าหรือข้า ที่ฉลาดกว่ากัน หึ!วันนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะเอาพวกเ้าไปทำเป็ปลาตากแห้งให้จงได้” ว่าแล้วหญิงสาวก็โยนเบ็ดลงน้ำอีกครั้ง พลางนั่งลงบนโขดหินแล้วตั้งหน้าตั้งตารอปลาติดเหยื่อ พร้อมกับท้องที่ร้องดังลั่นทวงถามหาอาหารไม่หยุด
เมื่อเวลาผ่านไป คันเบ็ดที่นางวางไว้ข้างกายก็ขยับส่งสัญญาณว่ามีบางอย่างกำลังดึงเหยื่ออยู่ใต้น้ำ หญิงสาวดีใจอย่างถึงที่สุด รีบจับคันเบ็ดขึ้นมาพร้อมกับความหวัง ก่อนรอยยิ้มของนางจะหุบลง เมื่อปลายเบ็ดพ้นน้ำแล้วเห็นเพียงปลาตัวเล็กติดขึ้นมาแทนปลาตัวใหญ่
“ตัวเท่านี้จะพอให้ข้าอิ่มได้อย่างไร” แต่แล้วนางก็จับมันมาผูกกับเถาวัลย์ไว้ แล้วตั้งหน้าตั้งตารอปลาตัวใหญ่ต่อไป
นับจากเช้าจรดค่ำหญิงสาวได้ปลาเพียงสองตัวเท่านั้น ซึ่งมีขนาดเท่ากับนิ้วชี้ของนาง หลันฮวาถอนหายใจพลางยกปลาในมือขึ้นดูด้วยความท้อใจ
“วันนี้ข้าล้มเหลวอีกตามเคย แต่พรุ่งนี้ข้าจะมาจับเพื่อนของพวกเ้าอีก ข้าไม่ยอมแพ้หรอก” หญิงสาวพูดด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะเห็นปลาที่ถืออยู่พยายามดิ้นไปมา เพื่อเอาตัวรอด คล้ายกับนางในเวลานี้ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีลมหายใจ
“เอาล่ะ..วันนี้ข้าจะใจดีปล่อยพวกเ้าไป เพราะอย่างไรข้าก็กินเ้าไม่อิ่มอยู่ดี” หลันฮวาใจอ่อนยอมปล่อยปลาสองตัวให้แหวกว่ายพ้นตัวไป
ก่อนดวงตะวันสีอ่อนจะค่อย ๆ จางจากขอบฟ้า หญิงสาวรีบมุ่งหน้าเดินกลับไปยังศาลเ้าล้างทันที โดยไม่มีปลาติดมือมาแม้แต่ตัวเดียว ด้วยความหิวโหยนางรีบเดินตรงมายังโถเก็บอาหาร พลันเขย่าและเทลงพื้น พบว่าทุกอย่างว่างเปล่า ไม่เหลือแม้แต่ธัญพืชเพียงเมล็ดเดียวให้ได้ประทังชีวิต นางเดินก้มหน้าลงด้วยความผิดหวัง แล้วเดินกลับมานั่งยังกองฟาง พลางคู้เข่าเข้าหากัน ก่อนจะล้วงเงินที่ได้จากการขโมยขึ้นมาพร้อมถอนหายใจ
