ครั้นประตูเปิดออก หญิงชราผู้หนึ่งเอียงตัวเพื่อให้เ้าใหญ่เดินเข้าไปในบ้าน เ้าของบ้านมองเพียงครู่เดียวก็รู้ในทันทีว่าคนที่มาคือสตรีที่ปลอมตัวเป็บุรุษ ทว่านางก็ไม่ได้เปิดโปง ด้วยเพราะผู้ที่ซื้อของกับนางล้วนปิดบังตัวตนทั้งสิ้น ไม่ปิดบังตัวตนสินางถึงจะไม่กล้าให้เข้ามาภายในบ้าน
คงเป็ฮูหยินของเศรษฐีสักคนที่ให้สาวใช้มาซื้อยากับนางกระมัง
“้าอะไร” หญิงชราถามเข้าประเด็นในทันที
“ยาที่ทำให้เป็ใบ้และยาสลบ ข้า้าแบบที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่นและใช้เพียงแค่นิดเดียวก็เห็นผล” เ้าใหญ่พยายามดัดเสียงให้เหมือนบุรุษ
หญิงชรายิ้มพร้อมกับชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว “ยี่สิบตำลึง”
เ้าใหญ่หยิบเอาก้อนตำลึงเงินออกมาสองก้อนจากถุงเงินส่งให้หญิงชรา เ้าของบ้านหมุนกายเดินเข้าไปในห้อง เพียงไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับยัดซองกระดาษเล็กๆ สองซองใส่มือนาง “ซองสีขาวคือยาสลบ ซองสีเหลืองคือยาทำให้เป็ใบ้”
เ้าใหญ่เห็นซองยามีขนาดเล็กมากก็รู้สึกเสียดายเงินที่เสียไปเหลือเกิน แต่จะไม่ซื้อก็ไม่ได้
เ้าใหญ่ออกจากบ้านไปยังที่ที่นางแอบเสื้อผ้าเอาไว้ จากนั้นผลัดเปลี่ยนเป็ชุดเดิม เช็ดคราบกระดำกระด่างบนใบหน้าจนหมด แล้วถึงค่อยกลับไปหาบิดามารดา
หยวนเหล่าต้าและเจียงซื่อรับหยวนเสียวเป่าเรียบร้อยแล้ว ต่อมาทั้งสี่คนก็จ้างรถเทียมล่อให้ไปส่งที่หมู่บ้าน
วันถัดมาเ้าใหญ่ออกจากบ้านไปหาเฉินหม่าจื่อั้แ่เช้าตรู่ ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวเป็ฝ่ายมาหาตนเองก่อนก็ดึงนางเข้าไปในบ้านและโอบกอดเอาไว้แน่น
เ้าใหญ่แสร้งทำเป็ยิ้มเหนียมอาย “เงินที่ท่านอยากได้ข้าหามาให้แล้ว แล้วปิ่นปักผมของข้าเล่า”
เฉินหม่าจื่อยิ้มกว้าง “เ้านี่เก่งจริงๆ หาเงินมาได้เร็วถึงเพียงนี้ แต่จะทำอย่างไรดี ข้าหาปิ่นปักผมของเ้าไม่เจอเสียแล้ว รอให้หาเจอเมื่อไหร่ค่อยคืนให้เ้า”
“ท่านคงไม่ได้คิดจะผิดคำพูดใช่หรือไม่”
“ข้าหรือจะผิดคำพูด ข้าสัญญาว่าไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่นอน” เฉินหม่าจื่อพูดพร้อมกับก้มลงไปหอมแก้มเ้าใหญ่
เ้าใหญ่รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมา นางพยายามสะกดกลั้นความรังเกียจที่มีต่อชายหนุ่ม เอ่ยว่า “ข้าจะเชื่อท่านสักครั้งก็ได้” กล่าวจบยื่นห่อผ้าให้แก่ชายหนุ่ม “ข้าไม่มีเงินจึงให้เครื่องประดับแทน หากนำไปจำนำคงจะได้หลายสิบตำลึง”
เฉินหม่าจื่อเปิดห่อผ้าออกดู ข้างในคือเครื่องประดับซึ่งทำจากทอง เพียงดูก็รู้ว่าราคาต้องแพงมากแน่นอน
เวลาเดียวกันนี้เองเ้าใหญ่ยกมืออันสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา แล้วร้องเรียกชื่อชายหนุ่มเสียงหวาน “พี่หม่าจื่อ…”
เพียงแค่ได้ยินเ้าใหญ่เรียกชื่อตนด้วยเสียงอ่อนหวาน เฉินหม่าจื่อก็แทบจะละลายก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้นเองเ้าใหญ่ก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าโปะไปที่จมูกของเฉินหม่าจื่อ อีกฝ่ายนึกว่าเ้าใหญ่้าเล่นเกมกับตนเอง ยื่นมือไปคว้ามือหญิงสาวเอาไว้ พร้อมกับสูดดมเข้าไปเต็มปอด
หากต่อมา…
เฉินหม่าจื่อสลบล้มนอนลงไปกองกับพื้น
เ้าใหญ่รีบชักมือกลับ จากนั้นป้อนผงยาที่ทำให้เป็ใบ้ลงไปในปากของเฉินหม่าจื่อ ก่อนจะเข้าไปค้นตามตู้เสื้อผ้าและหีบใส่ของจนเจอปิ่นปักผมของตนเองในที่สุด
นางกอดปิ่นปักผมเอาไว้แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านของเฉินหม่าจื่อไป
สะใภ้สี่สกุลหยวนหลี่ซื่อที่ออกไปทำงานแต่เช้าเห็นเ้าใหญ่วิ่งออกจากบ้านของเฉินหม่าจื่ออย่างรีบร้อน ประกอบกับท่าทางดูร้อนรนก็ถึงกับใอ้าปากค้าง
นาง…นางเห็นอีกแล้ว!
หลี่ซื่อยกมือขยี้ตาเพื่อดูว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่ ทว่าพอเพ่งมองให้ดีอีกที ก็พบว่าคนคนนั้นคือเ้าใหญ่จริงๆ!
เ้าใหญ่วิ่งออกมาจากบ้านของเฉินหม่าจื่อ เื่นี้น่าใเกินไปแล้ว!
สิ่งแรกที่หลี่ซื่อคิดได้คือต้องรีบกลับบ้านไปเล่าเื่นี้ให้สามีฟัง ทว่าพอใจเย็นลงและขบคิดให้ละเอียดอีกที นางก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป เ้าใหญ่ประดุจสมบัติล้ำค่าของบ้าน ใครก็ไม่อาจพูดหรือแตะต้องได้ ซ้ำนางไม่มีหลักฐาน หากพูดออกไปอาจถูกสามีด่าว่าหรือทำร้ายก็เป็ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้นางจึงเก็บเื่นี้ไว้กับตัว กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟเอาไว้ได้ฉันใด มีความลับก็ไม่อาจอำพรางเอาไว้ได้ฉันนั้น สะใภ้สี่สกุลหยวนอยากรู้เหลือเกินว่าหากถึงวันที่เื่นี้ถูกเปิดเผย คนสกุลหยวนจะยังเห็นเ้าใหญ่เป็ดังไข่มุกล้ำค่าอยู่อีกหรือไม่
นางยังคงจดจำยามที่คลอดเ้าสี่เ้าห้าออกมาได้ ยามนั้นคนในครอบครัวต่างมาอย่างรังเกียจ บุตรทั้งสองของนางไม่สบาย บ้านใหญ่ก็ไม่ยอมออกเงินพาพวกเขาไปรักษา แต่กลับเอาไปซื้อเนื้อและปิ่นปักผมให้เ้าใหญ่
ครั้นเฉินหม่าจื่อฟื้นขึ้นมาอีกทีก็เลย่เที่ยงไปแล้ว เขาไม่ใช่คนดีจึงรู้จักวิธีการเช่นนี้เป็อย่างดี ยามนี้เขารู้สึกปวดหัวประหนึ่งจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ ลำคอก็เจ็บมาก ครั้นมองไปรอบๆ ห้อง พบว่าข้าวของถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย
เฉินหม่าจื่อเจ็บคอมากและอยากจะไอ ทว่าพอเปล่งเสียงไอ สิ่งที่ออกมากลับเป็เื! ชายหนุ่มใจนแทบสิ้นสติ พยายามเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือ แต่ก็กลับไม่มีเสียงใดออกมา!
เฉินหม่าจื่อไม่สนใจจะไปเอาเื่เ้าใหญ่ที่บ้าน เขานำห่อผ้าใส่เครื่องประดับที่เ้าใหญ่ให้มาใส่ไว้ในอกเสื้อ แล้ววิ่งออกจากบ้านไปยังบ้านหมอประจำหมู่บ้าน
หมอตรวจดูแล้วกล่าวว่าอาการที่เขาเป็ไม่อาจรักษาให้ได้ จึงแนะนำให้เขาลองไปหาหมอในอำเภอ เฉินหม่าจื่อทำตามคำแนะนำจึงเร่งไปหาหมอในอำเภอ เขาไม่ได้ไปขอยืมเกวียนเทียมวัวที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน เพราะเกรงว่าจะช้าเกินไป หากวิ่งเข้าไปในตำบลแล้วค่อยจ้างรถเทียมล่อเข้าไปในอำเภออีกทีจะดีกว่า
เฉินหม่าจื่อสื่อสารกับคนอื่นด้วยการทำมือบอกจุดหมายปลายทางแก่คนขับรถเทียมล่อ อีกฝ่ายถามเพื่อยืนยันว่าเขา้าจะเข้าไปในอำเภอใช่หรือไม่ เขารีบพยักหน้า เมื่อคนขับรถเทียมล่อบอกราคา เขาก็ยื่นเงินให้ทันที
ครั้นมาถึงในอำเภอ ชายหนุ่มรีบนำเครื่องประดับไปจำนำ เมื่อได้เงินมาถึงค่อยไปที่โรงหมอ เพราะกลัวว่าหากช้ากว่านี้เขาอาจจะเป็ใบ้ไปตลอดชีวิต
เฉินหม่าจื่อไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า หลังนำของมีค่าไปจำนำได้เงินไปแล้ว เ้าของโรงรับจำนำได้ให้คนแอบสะกดรอยตามตนเอง อีกทางหนึ่งก็ได้ให้คนไปแจ้งเื่ต่อที่ว่าการ
คดีปล้นฆ่าก่อนหน้านี้ทำให้ที่ว่าการปวดหัวไม่ใช่น้อย ทั้งยังได้รับแรงกดดันอย่างมาก ส่งกำลังเ้าหน้าที่ออกตามหาตัวคนร้ายแทบจะทุกตารางนิ้ว พ่อบ้านของพ่อค้าที่ถูกปล้นฆ่าได้แจ้งต่อที่ว่าการไว้ว่าตอนเกิดเหตุพ่อค้ามีสิ่งใดติดตัวบ้าง ที่ว่าการจึงสั่งให้คนวาดภาพเหมือนและส่งไปตามโรงรับจำนำแต่ละแห่ง
ครั้นคนของโรงรับจำนำแห่งหนึ่งมาแจ้งเบาะแสแก่เ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอ พวกเขาจึงรีบไปจับกุมตัวคนในทันที
เฉินหม่าจื่อถูกจับตอนอยู่ในโรงหมอ เขาพยายามจะอธิบายแต่ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ จะเขียนเพื่อแก้ตัวก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะเขาไม่รู้หนังสือ
ที่ว่าการอำเภอตามพ่อบ้านของพ่อค้ามายืนยันเครื่องประดับ จนมั่นใจว่าเครื่องประดับที่เฉินหม่าจื่อนำไปจำนำกับโรงรับจำนำนั้นคือสิ่งของที่ถูกขโมยไปจากตัวพ่อค้า แม้ไม่มีพยาน แต่ในเมื่อหลักฐานพร้อม เฉินหม่าจื่อจึงถูกนำตัวเข้าคุกในทันที
เฉินหม่าจื่อ “…”
นางแพศยาผู้นั้นถึงกับเล่นงานเขา!
น่าเสียดายที่เขาไม่อาจพูดได้ จึงไร้โอกาสแก้ตัวให้ตนเอง
หลังเฉินหม่าจื่อถูกจับได้ ที่ว่าการอำเภอมีคำสั่งให้ผู้ใหญ่บ้านของแต่ละหมู่บ้านมายืนยันตัวตน ขั้นตอนนี้กินเวลาตลอดทั้งคืน เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านบางคนมาจากหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ห่างไกล จึงต้องใช้เวลาในการเดินทางเข้ามาในอำเภอค่อนข้างนาน
หลังจากผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเ้าเจี่ยวยืนยันตัวตนว่าเฉินหม่าจื่อเป็คนในหมู่บ้านจริง วันต่อมาเ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอก็ไปตรวจค้นที่บ้านของเฉินหม่าจื่ออย่างเอิกเกริก พอคนในหมู่บ้านรู้ว่าเฉินหม่าจื่อถูกจับข้อหาปล้นฆ่าก็ไม่มีผู้ใดมีสีหน้าใ ด้วยเดิมทีเฉินหม่าจื่อผู้นี้ก็ไม่ใช่คนดี เขามักจะขโมยไก่ตีสุนัขของผู้อื่นอยู่บ่อยๆ อยู่แล้ว
ความจริงสำหรับคนในหมู่บ้านแล้ว หยวนเหล่าเอ้อร์ก็ไม่ใช่คนดีเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะปากไม่ดีมากกว่า แต่เขาไม่เคยกระทำการอันชั่วช้า แม้จะขโมยไก่อยู่บ้าง หากแต่เป็การขโมยไก่ของบ้านตัวเองมาฆ่ากิน และแม้จะมีคนเคยสงสัยว่ามาหยวนเหล่าเอ้อร์ขโมยไก่ของบ้านตนเองไป ทว่าก็ไม่มีหลักฐานชี้ชัด
เ้าหน้าที่ของที่ว่าการจดบันทึกคำบอกเล่าเกี่ยวกับเฉินหม่าจื่อจากปากชาวบ้านทุกคนเอาไว้ จากนั้นเดินทางกลับไปพร้อมกับข้าวของของชายหนุ่ม
แม้เ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอจะกลับไปแล้ว ทว่าชาวบ้านหมู่บ้านเ้าเจี่ยวยังคงพูดถึงเื่นี้ แม้แต่ยามที่พวกเจินเจินกลับมาที่หมู่บ้านก็ยังได้ยินเด็กสามขวบพูดถึงเื่นี้
