ทุกพื้นที่ในดินแดนดาวตกล้วนมีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่มีวันหยุดพัก
ในเก้าอาณาจักร เนื่องด้วยมีสำนักของผู้ฝึกปราณดำรงอยู่ คนมากมายที่ขอบเขตไม่สูงแต่เนื่องจากรุ่นของบิดาเป็ผู้าุโในสำนัก ต่อให้ตนเองจะอ่อนแอ ทว่ากลับได้รับความนับถือเพราะฐานะของตัวเอง
แต่อาณาจักรเลี่ยคงนั้นไม่เหมือนกัน
อาณาจักรเลี่ยคงที่ไม่เหมาะสำหรับการฝึกตนของผู้ฝึกปราณเป็สถานที่ที่พวกคนชั่วร้ายเลวทรามของเก้าอาณาจักรมารวมตัวกัน ทำให้การต่อสู้ของที่แห่งนี้ยิ่งโเี้และนองเืมากยิ่งกว่า
ที่นี่นับถือแต่ผู้แข็งแกร่ง นับถือแต่คนที่มีความสามารถ
แม้แต่ไช่โยวเองก็ตาม ทั้งๆ ที่เขาเป็ถึงบุตรของไช่หลันผู้นำกะโหลกเื ก็ยังจำเป็ต้องใช้การเข่นฆ่าครั้งแล้วครั้งเล่า ใช้การฝึกขัดเกลาตนเองในเทือกเขาฮ่วนคงมานานปีถึงจะค่อยๆ ได้รับความเคารพนับถือและการยอมรับจากพวกยอดฝีมือในกะโหลกเื
ขนาดไช่โยวยังเป็เช่นนี้ สมาชิกคนอื่นๆ ของกะโหลกเืก็ยิ่งต้องเป็แบบนี้
ในสายตาของไช่เยว่ ในเมื่อเนี่ยเทียนได้รับป้ายตัวตนขุนนางต่างถิ่นมาจากพี่ชายของนางก็น่าจะต้องมีความสามารถที่สอดคล้องกับฐานะของตัวเอง
แน่นอนที่นางย่อมคิดว่าเนี่ยเทียนที่เพิ่งได้รับป้ายตัวตนขุนนางต่างถิ่นมาควรต้องแสดงความสามารถของตัวเองออกมาให้ดีในการลงมือต่อเดือนดับครั้งนี้
ใช้การสังหารสมาชิกของเดือนดับมาพิสูจน์ตัวเองต่อคนอื่นๆ ของกะโหลกเืว่าเขาเหมาะสมกับการที่ได้รับป้ายตัวตนขุนนางต่างถิ่น และก็ถือว่าเป็การให้เกียรติพี่ชายนาง
หากเนี่ยเทียนไม่แข็งแกร่งมากพอ ไม่แสดงความสามารถออกมาต่อหน้าคนอื่นๆ ของกะโหลกเื คนอื่นๆ ก็จะสงสัยความสามารถในการดูคนของพี่ชายนาง
ทว่าเนี่ยเทียนกลับเอาแต่มองดูดาย ก็ไม่รู้ว่าเกรงกลัวที่จะต้องต่อสู้กับเดือนดับหรือมีจุดประสงค์อื่นกันแน่
ในสายตาของนาง ความนิ่งเฉยของเนี่ยเทียนแท้จริงแล้วเป็การทำลายบารมีน่าเกรงขามของพี่ชายนาง ดังนั้นนางจึงไม่พอใจอย่างมาก จึงพูดออกมาตรงๆ
เนี่ยเทียนหัวเราะเฮอๆ ไม่ได้สนใจคำต่อว่าต่อขานของนาง แสร้งทำเป็ว่าไม่ได้ยิน
และเนี่ยเทียนก็มองออกถึงความแคลงใจในสายตาของสือชิง รู้ว่าแม้แต่สือชิงเองก็ยังสงสัยในความสามารถของเขา
“ทำไมล่ะ? ยอมรับว่ากลัวแล้วรึ?” ไช่เยว่ทำเสียงขึ้นจมูกหนึ่งครั้ง กล่าวอย่างเอาแต่ใจว่า “หากเ้ากลัวก็รีบคืนป้ายตัวตนขุนนางต่างถิ่นมาเสียดีๆ! เ้าอย่ามาสร้างความอัปยศให้แก่กะโหลกเืของข้า อย่าให้คนอื่นต้องดูถูกว่ากะโหลกเืของข้ารับคนเข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ!”
“ผู้าุโสือ ข้าจำเป็ต้องใช้สมาธิในการรื้อค่ายกลนำส่งหลังนี้ ท่านบอกให้นางหุบปากได้หรือไม่?”
และเวลานี้เอง เผยฉีฉีที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างค่ายกลนำส่งของเดือนดับและมุ่งมั่นใช้เวทลับห้วงมิติไปแก้ไขโครงสร้างของมันก็พลันโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเ็าทั้งที่ไม่ขยับตัว และหน้าก็ไม่ได้เงยขึ้น
“คนที่จะต้องหุบปากคือเ้าต่างหาก!” ไช่เยว่เดือดดาลขึ้นมาทันใด
มือทั้งสองข้างของนางเท้าเอวฉับคล้ายลูกเจี๊ยบตัวเล็กที่ชอบต่อสู้ตัวหนึ่ง พลันเปลี่ยนเป้าหมายเตรียมย้ายมาเล่นงานเผยฉีฉีแทน
อันที่จริงคนที่นางโกรธแค้นก็คือเผยฉีฉีนั่นแหละ
ที่นางพุ่งเป้าเล่นงานเนี่ยเทียนก็เพราะเกี่ยวข้องกับเผยฉีฉี
---เนี่ยเทียนเป็พวกเดียวกับเผยฉีฉีและหลีเหย่ นางจึงมองเนี่ยเทียนเป็ศัตรูไม่ต่างกัน
ไช่โยวต้องเสี่ยงอันตรายเพราะเผยฉีฉีครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ทำให้นางมองเผยฉีฉีเป็ศัตรูตัวฉกาจหมายเลขหนึ่ง ดังนั้นคนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเผยฉีฉี นางจึงไม่คิดจะเป็มิตรด้วย
แต่ขณะที่นางกำลังจะแผลงฤทธิ์ สือชิงกลับกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา “พอแล้ว อย่าถ่วงเวลาทำธุระของคุณหนูเผย หากคุณหนูเผยไม่สามารถทำลายค่ายกลนำส่งได้ พวกเราอาจจะต้องเผชิญหน้ากับการไล่ฆ่าจากผู้แข็งแกร่งของเดือนดับในภายหลัง ต้องหัดรู้จักแยกแยะเื่สำคัญ อย่าเสียงดังโวยวายอีกเลย”
สือชิงเองก็แอบคลางแคลงใจ
เขาเองก็รู้จักเผยฉีฉี หลีเหย่ และอาจารย์ของพวกนางไม่น้อย
เขารู้ดีว่าในเมืองโพ่เมี่ย อาจารย์และศิษย์อย่างพวกเผยฉีฉีสามคนมีฐานะสูงส่ง ต่อให้เป็ผู้นำของกะโหลกเืก็ยังปฏิบัติกับพวกเขาอย่างมีมารยาท
อีกทั้งใต้สังกัดของเผยฉีฉีและหลีเหย่ยังมีผู้ฝึกลมปราณหลายคนของเมืองโพ่เมี่ยคอยช่วยทำธุระให้ แต่ดูเหมือนว่าเผยฉีฉีและหลีเหย่ต่างก็ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา
หลีเหย่มองเนี่ยเทียนเป็สหาย ถึงกับพาเนี่ยเทียนไปยังห้องฝึกตนของกองบัญชาการกะโหลกเืด้วยตัวเอง อีกทั้งเพื่อเนี่ยเทียนแล้วยังขอให้สือชิงหาห้องฝึกตนให้ก่อนเวลาอีกด้วย ความสัมพันธ์ของพวกเขาย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หากเป็แค่หลีเหย่ก็ยังพอว่า แต่นี่เผยฉีฉีที่เย่อหยิ่งเ็า ทั้งยังโอหังจนไม่เห็นหัวใคร
นางกลับถึงขนาดบอกให้ไช่เยว่หุบปาก เห็นได้ชัดว่ากำลังปกป้องเนี่ยเทียน นี่ไม่สอดคล้องกับนิสัยของเผยฉีฉีอย่างมาก และก็ผิดปกติอย่างมากด้วย
“เ้าหัวเทียนผู้นี้...เป็ใครกันแน่?” ดวงตาสือชิงเปล่งประกายวิบวับ แอบครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง
“ใครใช้ให้เ้าอวดดีนัก! อวดดีอะไรของเ้าห๊ะ!” ไช่เยว่ที่ถูกเขาตำหนิใช้กระบี่ในมือทิ่มแทงลงไปบนศพที่มีรอยแทงนับร้อยรอยจนร่างเละไปหมดเพื่อระบายความไม่พอใจในใจของตัวเอง
ทว่าเสียงของนางก็ยังเบาลง ไม่ได้เอะอะเสียงดังอย่างในตอนแรกอีก
นางเองก็ไม่ได้โง่ แน่นอนว่าย่อมเข้าใจว่าหากเผยฉีฉีทำลายค่ายกลนำส่งของเดือนดับได้สำเร็จจะมีความหมายเช่นไรต่อกะโหลกเืของพวกนาง
หากเดือนดับสูญเสียฐานที่ตั้งลับนี้ไป ใน่ระยะเวลาสั้นๆ ก็ยากที่จะก่อเื่ขึ้นในเทือกเขาฮ่วนคงได้อีก
และผู้แข็งแกร่งอีกส่วนหนึ่งของเดือนดับที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ก็จะกลายมาเป็เหยื่อของกะโหลกเืและเปลวอัคคี ซึ่งจะลดทอนกำลังของเดือนดับไปได้มาก
แม้ว่าจะไม่พอใจในตัวเผยฉีฉี แต่เพื่อกะโหลกเืแล้ว นางก็ยังตัดสินใจยอมข่มกลั้นอารมณ์ลงไปก่อน
เมื่อนางเงียบเสียงลง เนี่ยเทียนก็สบายหูตามไปด้วย เขามองเหม่อไปยังเผยฉีฉี รอให้นางทำลายค่ายกลนำส่งนั้นได้
พวกกู๋อวี่และไช่โยวที่ไล่ตามไปสังหารคนของเดือนดับซึ่งหนีกระเจิงกันไปยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาใน่ระยะเวลาสั้นๆ คนของกะโหลกเืล้วนเข้าใจดีว่าสมาชิกเดือนดับที่หนีไปจากที่นี่ย่อมคิดหาวิธีไปรวมตัวกับพวกหม่าจิ่วแน่นอน
หากปล่อยให้พวกเขาไปรวมตัวกับหม่าจิ่วได้จริงๆ คิดจะสังหารพวกเขาอีกครั้งก็จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามสังหารคนเ่าั้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่พวกเขาจะไปรวมตัวกับหม่าจิ่ว
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง
บนร่างของเผยฉีฉีก็พลันมีคลื่นห้วงมิติกระเพื่อมออกมาอย่างรุนแรง ดวงตาคู่งามของนางฉายแสงคมกล้า มือเรียวราวลำเทียนตบลงไปบนมุมหนึ่งของค่ายกลนำส่งหลังนั้นอย่างแรง
“กร๊อบ!”
ค่ายกลนำส่งที่ประกอบขึ้นมาอย่างแ่าพลันแตกหักออกหนึ่งส่วน ซึ่งส่วนที่แตกหักออกมานั้นก็คล้ายจะเป็ชิ้นส่วนหนึ่งของค่ายกล
แสงสว่างน้อยๆ เปล่งวาบ ส่วนประกอบของค่ายกลชิ้นนั้นถูกเผยฉีฉีเก็บเอาไปอย่างไม่ลังเล
หลังจากนั้นมือทั้งสองข้างของนางก็เคลื่อนไหวหมุนวนต่อเนื่อง ค่อยๆ แยกชิ้นส่วนค่ายกลนำส่งของเดือนดับออกช้าๆ แล้วทยอยเก็บชิ้นเข้าไปไว้ในแหวนเก็บของทีละชิ้น
ค่ายกลนำส่งแห่งมิติชิ้นหนึ่งที่มีราคาไม่ธรรมดาซึ่งเดือนดับต้องจ่ายทรัพยากรมหาศาลถึงจะสร้างขึ้นมาได้กลับหายวับไปอย่างรวดเร็ว
“เรียบร้อยแล้ว” เผยฉีฉีมีท่าทีเหนื่อยล้าเล็กน้อย นางนั่งลงไปที่เดิมแล้วหยิบเอาหินวิเศษและยาออกมาฟื้นพลัง พร้อมเอ่ยเบาๆ กับสือชิง “ท่านสามารถแจ้งให้ผู้าุโกู่ทราบได้แล้ว บอกให้พวกเขาไล่สังหารคนของเดือนดับที่หนีไปได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าภายหลังจะมีผู้แข็งแกร่งของเดือนดับจากพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างตามมาช่วยอีก”
“ขอบคุณคุณหนูเผยมาก!” สือชิงฮึกเหิมเป็กำลัง
ความสำเร็จของเผยฉีฉีทำให้พวกเขาหมดสิ้นซึ่งความกังวล พวกเขาไม่เพียงไม่ต้องถอนกำลังออกจากที่นี่ ยังสามารถรอลงมือกับพวกหม่าจิ่วได้อีกด้วย!
“ไม่ต้องเกรงใจ” ท่าทีของเผยฉีฉีเฉยเมย นางหลับตาลงช้าๆ แล้วจึงพูดว่า “อ้อ ใช่แล้ว ค่ายกลนำส่งของเดือนดับหลังนี้ในเมื่อข้าเป็คนรื้อถอน มันก็ย่อมต้องตกมาเป็ของข้า”
“แน่นอน แน่นอน” แม้ว่าสือชิงจะเสียดาย แต่กลับยังคงพยักหน้า ตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
เขารู้ดีว่าค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังหนึ่งนั้นมีมูลค่าน่าตะลึงเพียงใด
ในหุบเขา เมื่อเอาทรัพย์สินบนร่างของผู้ฝึกลมปราณทุกคนของเดือนดับที่ตายไปมารวมกันแล้วเกรงว่าก็คงยังเทียบกับค่ายกลนำส่งหลังนั้นไม่ได้
สิ่งที่จำเป็ที่สุด และขาดไม่ได้มากที่สุดสำหรับขั้วอิทธิพลที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงอย่างกะโหลกเืของพวกเขาก็คือค่ายกลนำส่งแห่งมิติเช่นนี้
หากสามารถนำค่ายกลนำส่งหลังนี้กลับไปยังเมืองโพ่เมี่ย มอบให้กับไช่หลันผู้เป็ผู้นำ ไช่หลันย่อมปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง คงจะมอบวัตถุดิบมากมายที่เหมาะกับการฝึกตนของพวกเขามาให้อย่างไม่ขี้เหนียว
ฐานะและตำแหน่งของเขาและกู๋อวี่ในกะโหลกเืก็จะต้องเพิ่มสูงขึ้นเพราะค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังนั้น
ทว่าต่อให้อยากได้แค่ไหน แต่เขาเองก็ไม่กล้าคิดเพ้อฝัน
การต่อสู้ครั้งนี้เผยฉีฉีเป็กุญแจสำคัญอย่างแท้จริง หากไม่มีนางช่วยระงับค่ายกลนำส่งแห่งมิติ กะโหลกเืย่อมไม่กล้าเข้ามาในที่แห่งนี้
ไม่มีนาง ค่ายกลหลังนั้นก็รื้อถอนไม่ได้ หากพวกเขาเข้ามาใกล้หุบเขานี้มากเกินไปก็จะมีแต่ผลเสียที่ตามมาไม่สิ้นสุด
ในเมื่อเผยฉีฉีไม่ได้ร่วมต่อสู้ แต่ผลกระทบที่นางมีต่อตลอดทั้งสถานการณ์ครั้งนี้ก็มากพอที่นางจะได้รับค่ายกลนำส่งเป็รางวัลแห่งชัยชนะ
ต่อให้เป็ไช่เยว่ที่เกลียดนางอย่างถึงที่สุดก็ยังไม่พูดมากหรือโต้แย้งกับเื่นี้
นี่หมายความว่านางเองก็คิดว่าการที่เผยฉีฉีจะเอาค่ายกลนำส่งหลังนั้นไปครองถือเป็เื่ที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
หลังจากนั้นสือชิงจึงใช้หินส่งข้อความเสียงบอกข่าวแก่กู๋อวี่และไช่โยว บอกให้พวกเขารับรู้สถานการณ์ของทางฝั่งนี้ ให้พวกเขาเปิดฉากสังหารได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้แข็งแกร่งของเดือนดับตามมาช่วย
ครึ่งคืนที่เหลือ
เผยฉีฉีกำลังฟื้นตัว สือชิงและไช่เยว่ที่ให้การคุ้มกันอยู่ข้างๆ ก็หลับตาปรับลมหายใจ
สมาชิกกะโหลกเืที่รู้ว่าสถานการณ์ทางฝั่งนี้มั่นคงแล้วจึงไม่มีใครกลับมา ยังคงไล่ล่าตามไปสังหารคนของเดือนดับ
ด้วยความเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำ เนี่ยเทียนจึงนั่งลงที่เดิมและชุบหลอมมหาสมุทริญญาของตัวเอง
ก่อนหน้านี้เขากินเนื้อของแรดหินทองเข้าไป จิงชี่เืเนื้อที่รวมตัวกันขึ้นมาถูกปราณเืสีเขียวเส้นนั้นที่อยู่ในหัวใจของเขาเขมือบกลืนไปอย่างบ้าคลั่ง
เนื่องจากมีสือชิงและไช่เยว่อยู่ใกล้ เขาไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้จึงไม่ได้กินเนื้อแรดหินทองต่อ
ขณะที่เขากำลังชุบหลอมมหาสมุทริญญาอยู่นั้นก็แบ่งสมาธิไปสังเกตปราณเืสีเขียวด้วย
ปราณเืสีเขียวเส้นนั้นขดตัวอยู่ในหัวใจของเขา มันยังคงกระสับกระส่าย ยังคงเรียกร้องด้วยความไม่พอใจ คล้ายกำลังรอจะดูดซับจิงชี่ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
“ช่างเป็ถ้ำที่ไร้ก้นจริงๆ” เนี่ยเทียนปลงอนิจจัง
พร์ในการถ่ายโถนพลังชีวิตที่ฟื้นตื่นขึ้นมาจากสายเืแห่งชีวิตก็ไม่รู้ว่าต้องมีจิงชี่เืเนื้อมากน้อยเท่าไหร่ถึงจะเกิดการแปรสภาพ
คราวนี้ความผิดปกติของปราณเืสีเขียวทำให้เนี่ยเทียนััได้ว่าบางทีสายเืแห่งชีวิตของเขาอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และพัฒนาไปอีกขั้น
ทว่าสายเืแห่งชีวิต้าจิงชี่เืเนื้อในปริมาณที่มากมหาศาล ซึ่งทำให้เขาปวดหัวยิ่งนัก
ขณะที่เขากำลังรับัั ปราณเืสีเขียวเส้นเล็กๆ นั่นก็คล้ายแม่น้ำที่แห้งขอดซึ่งจำเป็ต้องใช้ปราณเืจำนวนมากกรอกเทลงไปถึงจะค่อยๆ ถูกเติมเต็ม
มีเพียงเต็มเติมมันแล้วเท่านั้น มันถึงจะสงบจิตสงบใจ จำศีลเพื่อรอการแปรสภาพและนำความมหัศจรรย์ครั้งใหม่มาให้แก่เขาอีกครั้ง
ก่อนที่ฟ้าจะสาง
“แค่กๆ!” เสียงกระแอมไอเบาๆ พลันดังมาจากที่ไกล
ไม่นานผู้ฝึกลมปราณที่มีใบหน้าซีดขาวลักษณะขี้โรคคนหนึ่งก็พลันเหยียบเข้ามาในหุบเขา
ตอนที่เสียงกระแอมเพิ่งจะดังขึ้น สือชิงยังคงคิดไปว่าเป็สมาชิกของกะโหลกเืคนหนึ่งที่หาคนของเดือนดับไม่เจอเลยกลับมาก่อน
ทว่าเมื่อผู้ฝึกลมปราณคนนั้นเข้ามาในหุบเขาแล้วมองเขาด้วยสายตาแฝงไว้ด้วยความสนุก เขาถึงพลันตัวสั่นเยือก หน้าก็มืดคล้ำลง
เผยฉีฉีที่ยังคงใช้หินวิเศษมาฟื้นฟูพลังกายก็ลุกพรวดขึ้นยืนคล้ายเจอกับศัตรูตัวฉกาจ
เนี่ยเทียนและไช่เยว่ไม่เข้าใจสถานการณ์ ทำเพียงแค่มองนิ่งไปยังคนผู้นั้น
“หลี่หลางเฟิง!” สือชิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง สีหน้าเคร่งขรึมถึงขีดสุด แล้วตวาดขึ้นมา “ไม่นึกเลยว่าเ้าจะอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคง!”
“อืม อยู่มาพักหนึ่งแล้ว วันนี้เตรียมจะกลับพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง” พอหลี่หลางเฟิงเอ่ยขึ้นมาก็ไออย่างรุนแรงอีกสองครั้ง ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกับคนป่วยหนัก “กะโหลกเืของพวกเ้าก็มีความสามารถเสียจริง ถึงขนาดรื้อเอาค่ายกลนำส่งของเดือนดับไปเก็บไว้ได้”
กล่าวมาถึงตรงนี้เขาก็ส่ายหัวด้วยสีหน้าจนใจ “อย่างไรเสียข้าก็เป็ขุนนางต่างถิ่นของเดือนดับที่ใครก็รู้จัก ได้รับการดูแลจากเดือนดับเมื่ออยู่พื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง ข้าเข้ามาเทือกเขาฮ่วนคงก็อาศัยค่ายกลนำส่งของเดือนดับที่พวกเ้าเก็บเอาไปเช่นกัน พวกเ้าเก็บค่ายกลนำส่งไปแล้ว แล้วข้าจะกลับพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างอย่างไรเล่า?"
สือชิงหน้านิ่งราวกับผิวน้ำ “เ้า้าอะไร?”
หลี่หลางเฟิงไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่มองประเมินคนที่อยู่ในหุบเขา ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ใช่คนของเดือนดับ ไม่จำเป็ต้องมีเื่กับอาจารย์ของนางมารเผยเพื่อเดือนดับ ลูกสาวคนเดียวของไช่หลันข้าก็สังหารไม่ได้ มิฉะนั้นหากเ้านั่นเป็บ้าขึ้นมา เกรงว่าข้าก็คงอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงไม่ได้อีก”
“แต่ข้าก็เป็ขุนนางต่างถิ่นของเดือนดับ ในเมื่อมาแล้วก็ย่อมต้องทำอะไรบ้าง”
“สือชิง ข้าสังหารเ้าก็เท่ากับเป็การให้คำอธิบายแก่เดือนดับ และไม่ต้องกังวลว่าไช่หลันจะลงมือต่อข้า ดังนั้นข้าก็ขอโทษด้วย คงต้องลำบากเ้าแล้วล่ะ”
ขณะที่สือชิงหน้าตาน่าเกลียดถึงขีดสุดเขาก็หันไปมองเนี่ยเทียนแล้วกล่าวว่า “เ้าเป็ใคร?”
ไม่รอให้เนี่ยเทียนพูด เขาก็เอ่ยขึ้นมาราวพึมพำกับตัวเองว่า “ขอบเขตกลาง์ ไม่สวมอาภรณ์ของกะโหลกเื ดูท่าทางแล้วคงไม่มีความสำคัญ ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่าเ้าดวงซวยก็แล้วกัน ถือว่าเ้าเป็ตัวแถมของสือชิง ข้าจะเอาศีรษะเ้าส่งไปให้เดือนดับพร้อมกับเขาเลย คงแลกอะไรมาได้บ้างไม่มากก็น้อย”
“เขาเป็คนของข้า!” เผยฉีฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
หลี่หลางเฟิงหน้าไม่เปลี่ยนสี “อาจารย์ของเ้ามีลูกศิษย์แค่สองคนคือเ้าและหลีเหย่ ขอแค่ข้าไม่ยุ่งกับเ้าและหลีเหย่ อาจารย์ของเ้าย่อมไม่ยื่นมือเข้าแทรก ส่วนคนอื่นน่ะหรือ ฆ่าแล้วก็ฆ่าไป เ้าคิดว่าอาจารย์ของเ้าจะไล่ล่าเพื่อตามสังหารข้าไปทั่วโลกเพราะคนผู้นี้น่ะหรือ?”
“อ้อ ใช่แล้ว ค่ายกลนำส่งของเดือนดับที่เ้าเก็บไปก็ส่งมาให้ข้าด้วย”
“จากนั้นเ้าก็ไปได้”
-----
