เมื่อเห็นว่ามู่หลิงจูเกาลำคอและใบหน้าตนเองจนปรากฏรอยเืจางๆ เสนาบดีมู่ที่นั่งอยู่ด้านล่างก็พุ่งขึ้นไปบนเวทีทันที แล้วตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง “เร็ว รีบพาคุณหนูออกไปจากที่นี่!”
“อ๊า คันยิ่งนัก ...” มู่หลิงจูพร่ำพูดคำเดิมไม่หยุดปาก พยายามดิ้นรนดึงเสื้อตัวนอกออก แต่ยังดีที่บ่าวรับใช้ประจำจวนสกุลมู่เข้ามาหยุดไว้ได้ทัน ก่อนจะพาตัวนางลงจากเวที
กลุ่มคนจากสกุลมู่เองก็ออกจากหอชมอักษรไปตามๆ กัน
้าชั้นสอง มู่อวิ๋นจิ่นเห็นภาพด้านล่างก็หัวเราะชอบใจในทันที ภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้นนางยิ้มจนตาหยี ดูอารมณ์ดีจนปิดไม่มิด
“นี่น่ะหรือเหตุผลที่เ้ามั่นใจว่ามู่หลิงจูจะไม่ชนะในวันนี้?” ชายชุดม่วงกล่าวขึ้นเบาๆ ขณะที่มองมาทางมู่อวิ๋นจิ่น หากเพียงสังเกตจะพบว่าตรงมุมปากชายผู้นี้ดูคล้ายจะเผยรอยยิ้มออกมา
“ขอบใจท่านมากที่วันนี้จัดที่นั่งทำเลดี ๆ แบบนี้ให้ข้า ข้าขอตัวก่อน” มู่อวิ๋นจิ่นไม่ตอบคำถามของชายหนุ่มชุดม่วงตรงๆ นางก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินจากไป
ติงเสี่ยนเห็นว่าคำพูดของเ้านายตัวเองถูกเมินเฉยอีกครั้ง ก็เคลื่อนตัวไปขวางหน้ามู่อวิ๋นจิ่นไว้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ขณะกำลังจะอ้าปากพูด ชายชุดม่วงกลับยังคงท่าทีนิ่งเฉย ทำให้เขาจำต้องยอมปิดปาก แล้วถอยหลังหนึ่งก้าวแต่โดยดี
ขณะที่มู่อวิ๋นจิ่นเดินผ่านติงเสี่ยน นางเหลือบมองอีกฝ่ายั์ตาฉายแววลำพองใจ จากนั้นนางก็เดินลงชั้นล่างไป
หลังจากที่มู่อวิ๋นจิ่นจากไป ติงเสี่ยนก็เดินไปตรงจุดที่มู่อวิ๋นจิ่นเคยนั่ง แล้วเอ่ยปากพูดกับชายชุดม่วง “องค์ชาย สตรีเมื่อครู่นี้ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก ให้ข้าไปสั่งสอนนางดีหรือไม่”
ชายชุดม่วงได้ยินดังนั้นก็มองติงเสี่ยนด้วยสายตาเรียบเฉย “นางเป็แค่นังจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่ง เ้าไม่จำเป็ต้องลงมือกับนางหรอก”
พูดจบ เขาก็มองเห็นของบางอย่างทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย
เขาพบว่าตรงจุดที่มู่อวิ๋นจิ่นนั่งอยู่ก่อนหน้า เวลานี้มีจี้หยกสีขาวตกอยู่ จี้หยกถูกร้อยด้วยดิ้นเงินและดิ้นทอง ประณีตเป็พิเศษ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ของที่สตรีชั้นสูงใช้กัน
ชายชุดม่วงหยิบจี้หยกขึ้นมาดูอย่างละเอียดครู่หนึ่ง เขาพบว่ารอบตัวจี้หยกมีแสงสว่างสีขาวเปล่งประกาย ทั้งยังมีอักษรสลักอยู่สองคำคือคำว่า “อวิ๋นจิ่น”
ชายชุดม่วงพลันสีหน้าเคร่งขรึมลง มือของเขาออกแรงกำจี้หยกแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาเรียกสติกลับมา “ติงเสี่ยน ในเมืองเตี๋ยฮวาแห่งนี้มีสตรีนามว่าอวิ๋นจิ่นกี่คน”
ติงเสี่ยนตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาเกาศีรษะพลางคิดสักพัก แล้วจึงเอ่ยปากด้วยท่าทางไม่สู้ดีนัก “เรียนองค์ชาย ตามที่ข้าน้อยรู้มามีเพียงแค่คุณหนูสามแห่งจวนเสนาบดีมู่เท่านั้นขอรับ...”
.........................................
มู่อวิ๋นจิ่นเพิ่งจะแอบกลับเข้ามาในเรือนมวลบุปผา ก็เห็นจื่อเซียงยืนอยู่ที่สวนดอกไม้ กุมมือเดินวนไปวนมาด้วยท่าทีร้อนรน
เมื่อเห็นดังนั้น มู่อวิ๋นจิ่นจึงเอ่ยขึ้นอย่างเบื่อหน่ายว่า “ข้ากลับมาแล้ว” พลางเอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมหน้าลง
ครั้นจื่อเซียงได้ยินเสียงของมู่อวิ๋นจิ่นก็สูดหายใจลึก แล้วเดินเข้าไปต้อนรับคุณหนูของตน “คุณหนู ท่านกลับมาก็ดีแล้วเ้าค่ะ ทำบ่าวร้อนใจแทบตายเลยจริงๆ กลัวว่าจะมีคนมาที่เรือนมวลบุปผาแล้วไม่พบคุณหนูเ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้น มู่อวิ๋นจิ่นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็เดินเข้าเรือนไป
จื่อเซียงเองก็เดินตามมู่อวิ๋นจิ่นเข้ามาด้วย
“คุณหนู เมื่อครู่บ่าวไปห้องครัวแล้วระหว่างทางกลับ บ่าวเห็นคุณหนูสี่ถูกหามตัวกลับมา สภาพย่ำแย่ยิ่งนัก นายท่านและฮูหยินที่อยู่ข้างๆ ก็สีหน้าไม่สู้เช่นกัน..” จื่อเซียงกล่าว พลางมองไปทางมู่อวิ๋นจิ่น ราวกับอยากจะเอ่ยอะไร แต่นางกลับเลือกที่จะนิ่งเงียบไว้
มู่อวิ๋นจิ่นย่อมรู้ว่าจื่อเซียงอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เห็นว่านางดูไม่มีความกล้าที่จะพูดออกมามู่อวิ๋นจิ่นเลยพูดแค่ว่า “งั้นหรือ ข้าไม่เห็นจะรู้เื่นี้เลย”
กล่าวจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็หยิบถุงกระดาษมันออกมาหนึ่งใบ แล้วโยนให้จื่อเซียง “ขนมนี่ข้าเพิ่งซื้อมาจากตลาด เ้าลองชิมดูสิ”
จื่อเซียงรับถุงกระดาษมันไป เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่ของมู่หลิงจู นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหยิบขนมขึ้นมากัดไปหนึ่งคำ
มู่อวิ๋นจิ่นนั่งอยู่ในห้องนอน คิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในหอชมอักษรเมื่อครู่ก่อน แล้วยิ้มมุมปากเบา ๆ
คิดไม่ถึงว่าแค่ผงคันหยิบมือเดียว เจอกับผิวนุ่มนิ่มของมู่หลิงจูเข้าจะได้ผลมากขนาดนี้
มู่อวิ๋นจิ่นอารมณ์ดีเป็พิเศษ นางบิดี้เีพร้อมกับหาว ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงนอน แล้วปิดเปลือกตาลงอย่างสบายๆ
เพิ่งจะหลับตาลงได้เพียงครู่เดียว นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาในเรือนมวลบุปผา มุ่งหน้าตรงมายังห้องนอนของนาง
หลังจากนั้นไม่นาน ด้านนอกประตูก็มีเสียงตื่นตระหนกของจื่อเซียงดังขึ้น
“คุณชายรอง คุณหนูกำลังพักผ่อนอยู่ด้านใน ไม่สะดวกพบท่าน ท่านมาใหม่วันหลังเถอะเ้าค่ะ”
“ไสหัวไป! ในจวนนี้มีใครที่ข้าพบไม่ได้บ้าง บ่าวชั้นต่ำอย่างเ้ากล้ามาขวางทางข้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ” เสียงตวาดกร้าวของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นที่ด้านนอกประตู
“คุณชายรอง นี่เป็ห้องนอนของสตรี หากท่านอยากพบคุณหนู จะอย่างไรก็ควรให้บ่าวเข้าไปเรียนคุณหนูเสียก่อน” คำพูดบอกกล่าวปนเสียงสะอื้นของจื่อเซียงดังมาจากด้านนอก
“ไสหัวไปะ! ไม่อย่างนั้นคุณชายอย่างข้าจะตีเ้าให้ตาย”
คนทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ ประตูที่แต่เดิมปิดสนิทพลันถูกเปิดออก มู่อวิ๋นจิ่นเอนตัวพิงกรอบประตู กอดอกมองคนตรงหน้าที่อยู่ในชุดผ้าไหมสง่างาม ชายที่สวมรัดเกล้าหยกทั่วร่างยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา
จื่อเซียงเพิ่งเรียกเขาว่าคุณชายรอง แสดงว่าคนผู้นี้จะต้องเป็บุตรคนที่สองนามว่า มู่อี้หยาง อย่างแน่นอน
‘คิดไม่ถึงว่า เสนาบดีมู่ผู้รักความมีหน้ามีตาขนาดนั้น กลับปล่อยให้ขยะเช่นนี้เที่ยวใช้อำนาจอาละวาดไปทั่ว หรือเพียงเพราะเขาเป็บุตรชายงั้นสินะ’
มู่อวิ๋นจิ่นคิดได้เช่นนั้น ก็หัวเราะอย่างเ็าก่อนจะเหลือบมองไปทางจื่อเซียงที่ดวงตาแดงก่ำ “จื่อเซียง เ้าเข้าไปข้างในก่อน”
จื่อเซียงส่ายหน้าทันที นางยืนขวางระหว่างมู่อี้หยางและมู่อวิ๋นจิ่น ไม่ยอมหลบไปไหน
มู่อวิ๋นจิ่นเห็นภาพนี้ก็ไม่รู้จะยิ้มหรือร้องไห้ดี นางคว้าไหล่จื่อเซียงแล้วดึงให้มาหลบด้านหลังของตน
“นี่เ้ากำลังแสดงความรักลึกซึ้งระหว่างนายบ่าวงั้นหรือ มู่อวิ๋นจิ่นคนขี้ขลาดอย่างเ้าเปลี่ยนไปแล้วหรืออย่างไร ไม่หลบหลังบ่าวชั้นต่ำเหมือนแต่ก่อน วันนี้เ้าไปกินดีหมีหัวใจเสือมางั้นหรือ ถึงกล้าโผล่หน้าออกมาแบบนี้”
คำพูดของมู่อี้หยางทำให้มู่อวิ๋นจิ่นกระตุกยิ้มขึ้นทันควัน นางโน้มตัวไปด้านหน้ามู่อี้หยาง แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ใช่ ข้ากินดีหมีหัวใจเสือมา รสชาติดีมากเลย ข้าแบ่งให้พี่รองกินด้วยกันสักหน่อยดีหรือไม่”
“นี่เ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้างั้นหรือ”
“มู่อวิ๋นจิ่น ข้าจะบอกเ้าให้นะ อย่าคิดว่าเ้ามีฉินไท่เฟยคอยให้ท้ายแล้วข้าจะกลัวเ้า! นางแก่แล้วจะอยู่ได้อีกกี่ปีกัน อีกทั้งเ้าคิดจริงหรือว่าองค์ชายหกจะแต่งงานกับเ้าจริงๆ อย่าฝันกลางวันไปหน่อยเลย กระสอบฟางชื่อเสียงเหม็นโฉ่อย่างเ้าน่ะหรือ ต่อให้ขายให้หอโคมเขียวเงินค่าตัวยังจุนเจือครอบครัวได้แค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วองค์ชายหกจะสนใจเ้าจริงๆ หรือ”
“ให้มันเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อย รีบเอาเครื่องประดับที่ฉินไท่เฟยให้เ้ามาให้ข้าไปชดใช้หนี้ดีกว่า แบบนี้แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า ไม่อย่างนั้นข้าจะไปฟ้องท่านพ่อว่าเ้าลบหลู่ข้าผู้เป็พี่ชาย ถึงตอนนั้นเ้าจะโดนลงแส้อีกสักหลายสิบไม้”
“รอยแผลครั้งก่อนคงยังไม่หายดีใช่หรือไม่”
มู่อี้หยางกล่าวจบก็เรอกลิ่นสุราลอยฟุ้ง จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาหมายจะคว้าเครื่องประดับของนาง
“พี่รองความจำไม่ดีอย่างนั้นหรือ ข้าเพิ่งจะบอกว่าวันนี้ข้าไปกินดีหมีหัวใจเสือมา ดังนั้นแล้ววันนี้ท่านจะไม่ได้เครื่องประดับชิ้นนี้ไป แต่ว่าในฐานะที่ข้าก็เป็น้องสาวท่าน จะปล่อยให้พี่ชายอย่างท่านมาเสียเที่ยวได้อย่างไรกัน...…”
พูดจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็ทะยานตัวเตะกลางหว่างขาของมู่อี้หยาง ชายหนุ่มโดนเตะจนกระเด็นไป ทันใดนั้นเอง มู่อี้หยางก็น้ำลายฟูมปาก สลบนิ่งคาพื้นไปเสียแล้ว
“กรี๊ด!!!” จื่อเซียงเห็นภาพนั้นก็กรีดร้องด้วยความใ
มู่อวิ๋นจิ่นหาวหวอดพลางเหลือบมองจื่อเซียง “วางใจได้ ข้าไม่ได้เตะเขาถึงตายหรอก”
“เฮ้อ อ่อนแอจริงๆเลย แค่เตะทีเดียวก็มีสภาพแบบนี้แล้ว มีปัญญาแค่นี้ก็คงรังแกข้าได้แต่เมื่อก่อนเท่านั้นแหละ” มู่อวิ๋นจิ่นส่ายหน้าอย่างไม่ยี่หระ แล้วเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว
หลังจากเดินมาถึงข้างกายมู่อี้หยางที่นอนสลบอยู่บนพื้น มู่อวิ๋นจิ่นก็ใช้เท้าเตะมู่อี้หยางอีกครั้ง จนชายหนุ่มกระเด็นออกนอกประตูเรือนมวลบุปผา
ร่างของมู่อี้หยางร่วงลงบนพื้นหญ้าด้านนอกเหมือนสะพานโค้ง มู่อวิ๋นจิ่นก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ไหว “ที่แท้แรงเท้าของข้าก็ดีขนาดนี้เลยสินะ”
จื่อเซียงตกตะลึงอย่างถึงที่สุดจนอ้าปากค้างไปแล้ว หากเป็แต่ก่อนบอกว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะจัดการมู่หลิงจูกับมู่อี้หยางที่มาหาเื่อย่างง่ายดายเช่นนี้คงทำให้นางยากจะเชื่อ แต่เมื่อครู่คุณหนูของนางเตะมู่อี้หยางจนร่างกระเด็นไปในทีเดียว
คุณหนูคงไม่ได้ถูกปีศาจสิงหรอกนะ
“คุณหนู คุณชายรองสลบอยู่ที่หน้าประตูเรือนของพวกเรา หากว่าถูกคนพบเข้าจะทำอย่างไรเ้าคะ” จื่อเซียงขมวดคิ้วกล่าวขึ้น พลางมองประตูบานใหญ่ที่ถูกมู่อวิ๋นจิ่นปิดลงแล้ว
มู่อวิ๋นจิ่นกลับไม่สนใจ นางยักไหล่แล้วเอ่ยขึ้น “คุณชายรองสลบไปงั้นหรือ ข้าไม่เห็นจะรู้เื่เลย...”
“คุณหนู ...” จื่อเซียงหลุดขำมู่อวิ๋นจิ่น นางพลันรู้สึกว่าที่คุณหนูมีนิสัยเช่นนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนักอย่างน้อยก็ไม่ถูกคนอื่นมารังแกง่าย ๆ
“ข้าไปนอนต่อล่ะ” มู่อวิ๋นจิ่นยื่นมือออกไปหยิกแก้มจื่อเซียง แล้วเดินตรงเข้าห้องนอนไป
จื่อเซียงยิ้ม แล้วกินขนมที่มู่อวิ๋นจิ่นเพิ่งนำมาฝากนางเมื่อครู่นี้ต่อ
..............................................
ขณะนั้นเอง ภายในหอมุกดากลับวุ่ยวายเป็อย่างยิ่ง
มู่หลิงจูหลับตาปี๋นอนอยู่บนเตียง บนใบหน้า ลำคอ และแขนขาเต็มไปด้วยรอยเืแดงเป็จ้ำ หมอหลายคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง พากันขมวดคิ้วแน่นระหว่างตรวจและรักษานาง
“ท่านหมอ ตรวจเจออะไรหรือไม่” ชูปี้ชิงมองไปที่หมอคนหนึ่งที่กำลังตรวจชีพจรของมู่หลิงจูอยู่
ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่านหมอก็ส่ายหน้า “ชีพจรไม่มีจุดที่ผิดปกติ แต่คุณหนูสี่กลับเกาตัวเองจนเป็เช่นนี้ อาจเป็ไปได้ว่าจะเป็ฝีมือคนกระทำ”
“มองออกไหมว่าเป็เล่ห์กลอันใด” ซูปี้ชิงเอ่ยถาม
ท่านหมอถอนหายใจ “ข้าผู้แซ่หรงขอตรวจดูก่อน”
เสนาบดีมู่ยืนหน้าทะมึนอยู่ด้านข้าง มองมู่หลิงจูแล้วก็ขมวดคิ้วมองไปทางซูปี้ชิง “หลิงเอ๋อร์เกิดเื่ในระหว่างเข้าร่วมงานประชันอักษร เกรงว่าคงเป็ฝีมือของคนที่อิจฉานาง!”
“ท่านพี่ เื่นี้ไม่เพียงทำให้หลิงเอ๋อร์ต้องขายหน้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับต้องเสียอับดันหนึ่งในงานประชันอักษร และแต่ยังทำให้จวนเสนาบดีมู่ของพวกเราต้องถูกผู้คนหัวเราะเยาะ เื่นี้ไม่อาจให้อภัยได้เด็ดขาด จะต้องลากตัวผู้ที่บงการอยู่เื้ัออกมาให้จนได้” ซูปี้ชิงกล่าว
“ใช่ ท่านพี่กล่าวได้ถูกต้อง ไม่รู้ว่าใครเป็คนลงมือทำเื่นี้กัน ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก ท่านพี่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดนะเ้าคะ” ฮูหยินรองเว่ยหานเฉี่ยวกล่าวเสริมอย่างประจวบเหมาะ
ขณะที่เสนาบดีมู่กำลังจะเอ่ยปาก จู่ ๆ ก็มีบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งมาด้านนอกประตู แล้วะโรายงานต่อเสนาบดีมู่ “แย่แล้วขอรับนายท่าน คุณชายรองเกิดเื่แล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะ” เสนาบดีมู่และเว่ยหานเฉี่ยวเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“คุณชายรองถูกพบตัวขณะนอนหมดสติน้ำลายฟูมปากอยู่หน้าเรือนมวลบุปผาขอรับ...”
บ่าวรับใช้กล่าวจบ เว่ยหานเฉี่ยวก็ร่างโงนเงน ก่อนจะเอนตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเสนาบดีมู่ “ฮือๆ ท่านพี่ เกิดเื่ขึ้นกับอี้หยางด้วยหรือนี่ จะต้องมีคนจ้องทำร้ายจวนเสนาบดีมู่ของพวกเราอยู่แน่ๆ!”
ซูปี้ชิงจ้องมองเว่ยหานเฉี่ยวที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเสนาบดีมู่ พลางกล่าวอย่างเ็าว่า "หานเฉี่ยว เ้าจะมัวร้องไห้อยู่ที่นี่ทำไม ไม่รีบไปดูอี้หยางหรอกหรือ"
"ใช่ ข้าจะต้องรีบไปดูเขา ท่านพี่ท่านไปดูอี้หยางเป็เพื่อนข้าหน่อยนะเ้าค่ะ"