ดวงตาสองคู่ประสานกันในแววตาของเหลยอวี๊เฟิงได้เปลี่ยนจากความหงุดหงิดกลายเป็ความสงบสุดท้ายเหลือไว้เพียงความขบขัน เขาหัวเราะจนไหล่ทั้งสองสั่นเบาๆ “ท่านคล้ายกับสหายเก่าคนหนึ่งของข้าเป็อย่างมาก”
คนที่เขานึกถึงก็คือซูฉีฉี
สตรีผู้ที่มีท่าทีไม่ใส่ใจต่อสิ่งใดแต่กลับมีความสามารถที่โดดเด่นมักจะนำความแปลกใจมาให้กับผู้คนอยู่เสมอ
ช่างเหมือนกับเซียวซู่ซู่ที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้เหลือเกิน
เพียงแต่ว่าเซียวซู่ซู่ผู้นี้ไม่มีสิ่งใดขาดและอย่างน้อยนางก็ไม่ถูกใครทอดทิ้ง
ยิ่งไม่ถูกผู้ใดรังเกียจ
สตรีเบื้องหน้านี้เป็ที่จับตามองและเป็ที่รักใคร่ทะนุถนอมของผู้คน
เพียงแต่ว่าความสง่างามความสงบนิ่งและความเฉยชาเช่นนั้น ช่างคล้ายกับซูฉีฉีเหลือเกิน
“โอ้ะ เช่นนั้นหรือ?” ใจของเซียวซู่ซู่รู้สึกหนักอึ้งกะทันหันทว่านางยังคงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
คนอย่างเหลยอวี๊เฟิงนั้นมิใช่ประเภทที่สกุลเซียวจะมีปัญหาด้วยได้นางเซียวซู่ซู่เองก็ไม่อยากจะมีปัญหากับเขา
ต่อให้เซียวมี่ลาออกจากตำแหน่งได้สำเร็จและขอเกษียณกลับบ้านเก่าได้นางก็ไม่เชื่อหรอกว่าฮวาหรูเสวี่ยยังจะคิดจัดการถอนรากถอนโคนพวกนางจนสิ้น
เพราะถึงอย่างไรเสียสกุลเซียวก็ไม่ได้มีความแค้นใดๆ ต่อราชสำนัก
อย่างมากที่สุดพวกเหล่าขุนนางชั้นสูงที่เคยมีปัญหากับสกุลเซียวมาก่อนก็จะมาสร้างความวุ่นวายให้กับพวกนางแต่นางเชื่อว่าเื่เ่าั้สกุลเซียวสามารถรับมือได้มิเช่นนั้นคงไม่ยืนหยัดเป็ร้อยปีเช่นนี้
เพราะฉะนั้น นางจึงไม่คิดที่จะสร้างความสัมพันธ์ใดๆกับเหลยอวี๊เฟิง
เหลยอวี๊เฟิงพยักหน้าเดิมเขาก็สนใจในตัวเซียวซู่ซู่ผู้นี้เป็อย่างมากมิเช่นนั้นคงไม่มาถึงจวนสกุลเซียวด้วยตนเอง
เพียงแต่ว่าเขาคิดไม่ถึงว่านางจะมีท่าทีเช่นนี้
มันกลับทำให้เหลยอวี๊เฟิงมองสตรีที่บอบบางผู้นี้ใหม่อีกครั้งเป็ความจริงที่สตรีของแคว้นป่ายฮวานั้นแตกต่างกับสตรีของแคว้นต้าเยียน
แต่ว่าเขาก็ไม่เคยรู้สึกชื่นชมสตรีของแคว้นป่ายฮวามาก่อนเซียวซู่ซู่นั้นกลับถือเป็ข้อยกเว้น
เหมือนว่ามีเพียงท่วงท่าและบารมีเช่นนี้ถึงจะเหมาะสมกับนางเซียวซู่ซู่รูปลักษณ์ภายนอกที่อ่อนหวาน ความสามารถที่โดดเด่น ประกอบกับนิสัยที่แข็งแกร่งช่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
“เหมือนจริงๆ เพียงแต่ว่าน่าเสียดายที่...” ครึ่งประโยคแรกนั้นเหลยอวี๊เฟิงเอ่ยให้กับเซียวซู่ซู่แต่ครึ่งประโยคหลังเขากลับเอ่ยให้กับตนเอง
เขาเคยรู้สึกไม่สนใจว่าซูฉีฉีจะเป็หรือตายแต่เขารู้สึกเห็นใจนาง กระทั่งยังช่วยนางหลุดรอดจากมือของฮวาเชียนจือมอบยารักษาาแให้กับนาง เพียงแต่ว่าเมื่อเื่ราวเกี่ยวพันไปถึงม่อเวิ่นเฉินเขาก็เลือกที่จะทิ้งซูฉีฉีไปอย่างไม่ลังเล
ต่อให้ซูฉีฉีจะเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ก็ตาม
ในเวลาสำคัญ เขายังคงไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
ตอนนั้นเขาเคยคิดเสียใจกับการกระทำของตนแต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว จึงพูดได้เพียงแค่น่าเสียดายจริงๆ
“น่าเสียดายอันใด?” น้ำเสียงของเซียวซู่ซู่เข้มขึ้นเล็กน้อย
เพียงชั่วพริบตาเดียว นางก็ได้สูญเสียความสงบนิ่งในตอนแรกไปแล้ว
และยิ่งไม่มีความนิ่งเฉยและความเป็มิตรอีก
เหลยอวี๊เฟิงเองก็นิ่งไปชั่วขณะ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเบาๆก่อนจะสังเกตเซียวซู่ซู่ให้ละเอียดอีกครั้งก่อนจะสะบัดเอาความว้าวุ่นในใจออกไป “ไม่มีอะไร อย่างไรเสียเื่นี้ก็ไม่เกี่ยวกับท่านอยู่แล้ว”
“ก็จริง”เซียวซู่ซู่รู้ว่าตนเองนั้นได้เสียมารยาทอีกแล้วตอนนี้นางก็ได้ก้าวลงมาจากบันไดและเอ่ยตอบกลับมาประโยคหนึ่งพร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม
เพียงแต่ว่าเหลยอวี๊เฟิงกลับไม่คิดที่จะปล่อยไปเสียอย่างนั้นเขาเหม่อมองไปในทิศทางอันไกลโพ้นอีกครั้งพลางคิดว่าฤดูใบไม้ผลิใกล้จะจบลงแล้วฤดูร้อนเองก็ใกล้เข้ามาขึ้นทุกที ถือเป็่เวลาของการกำเนิดชีวิตใหม่
ทุกคนในจวนสกุลเซียวเองก็กำลังมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่ดีขึ้น
“คุณหนูเล็กสกุลเซียว ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยงั้นหรือ? ต้องรู้ว่าฮวาเชียนจือและฮวาเชียนเย่ไม่มีทางปล่อยเนื้อชิ้นใหญ่อย่างสกุลเซียวไปง่ายๆอย่างแน่นอน” หลังจากเงียบไปเนิ่นนานเหลยอวี๊เฟิงก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งครั้งนี้เขาพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาอีกทั้งยังแฝงไปด้วยความขมขู่เล็กน้อย
“แล้วอย่างไร?” สิ่งที่เซียวซู่ซู่เกลียดที่สุดนั้นคือการโดนขมขู่ชาติที่แล้วก็เกลียด ชาตินี้ยิ่งเกลียด
คำพูดของฮวาเชียนจือในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหูวันนี้เหลยอวี๊เฟิงก็มาเอ่ยเช่นนี้กับนางอีก ทำให้อารมณ์ดีๆของนางมลายหายไปในทันที
จนใกล้ที่จะะเิโทสะออกมาแล้ว
“ไม่อย่างไร เพียงแต่คิดว่าฮูหยินเฒ่าคงไม่อาจลาออกจากตำแหน่งและกลับบ้านเก่าได้โดยง่าย” เหลยอวี๊เฟิงแหงนหน้าขึ้นขณะที่เอียงพิงเข้ากับเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน
เหลยอวี๊เฟิงที่เป็เช่นนี้ เซียวซู่ซู่คุ้นเคยเป็อย่างยิ่ง
โดยปกติแล้ว เขาจะมีท่าทีเช่นนี้เวลาเผชิญหน้ากับม่อเวิ่นเฉิน
อีกทั้งยังทำให้ม่อเวิ่นเฉินแสดงท่าทางอับจนปัญญาออกมาอีกด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดที่เขาเอ่ยขึ้นเซียวซู่ซู่ก็มีสีหน้าคล้ำขึ้นอีกครั้ง นางจ้องไปทางเหลยอวี๊เฟิงอย่างไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป “ท่านคิดจะทำอะไร?”
“ไม่ได้คิดจะทำอะไร เพียงแต่คิดว่าอยากให้ท่านช่วยข้าคว้าชัยชนะของการแข่งขันครั้งหนึ่งขอเพียงคว้าชัยชนะมาได้ ไม่ว่าท่านจะเสนอข้อแม้อะไร ข้าก็จะรับปากท่านอย่างไม่มีข้อแม้” ทันใดนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็มีสีหน้าจริงจังท่านั่งของเขาก็กลับมานิ่งตรงเช่นเดิม
ขณะมองไปทางเซียวซู่ซู่
เขาอยากจะได้เจียวเหว่ยเหลือเกิน
แต่ว่า ม่อเวิ่นเฉินกลับ...
เขาเองก็จนปัญญาแล้วจึงเดินทางมาไกลถึงแคว้นป่ายฮวาเพื่อขอความช่วยเหลือ
เดิมเขาก็ไม่คิดจะข่มขู่เซียวซู่ซู่ เพียงแต่ว่าสาวน้อยผู้นี้กลับไม่คิดจะให้ความร่วมมือ
เขาจึงต้องทำเช่นนี้
แม้ว่าจะใช้วิธีชั่วร้ายไปหน่อยแต่เขาก็บอกกับตนเองว่าจะดูแลสกุลเซียวเป็อย่างดี
อีกทั้งตอนนี้สกุลเซียวก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายจริงๆ
เซียวมี่คิดว่าการลาออกจากตำแหน่งกลายเป็สามัญชนธรรมดาจะสามารถหลบหนีจากทุกสิ่งได้เช่นนั้นนางก็คงจะประเมินฮวาเชียนจือและฮวาเชียนเย่น้อยเกินไปหน่อยแล้ว
เหลยอวี๊เฟิงนั้นถือได้ว่ารู้จักนิสัยของฮวาเชียนจือเป็อย่างดี
“แล้วถ้าหากพ่ายแพ้?” เซียวซู่ซู่มิได้มีท่าทีตื่นใ แต่กลับเอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง
น้ำเสียงนั้นมีความจิกกัดเล็กน้อยพร้อมกับแววตาที่ไม่ค่อยจะเป็มิตรนัก
นางมิได้ล่าถอยแม้แต่น้อย แต่กลับจ้องตรงไปทางเหลยอวี๊เฟิง
เหลยอวี๊เฟิงหัวเราะออกมา พลางยักไหล่ของตนเบาๆ “หากแพ้ก็แสดงว่าข้าโชคร้าย”
คนผู้นี้ให้ความสำคัญกับเจียวเหว่ยถึงเพียงใดเซียวซู่ซู่รู้ดี พิณที่คุณภาพดีถึงเพียงนั้น นางเองก็ชื่นชอบเป็อย่างมากและมันเองก็เคยช่วยให้นางเอาชนะคนอย่างเฝินเหวินได้อีกด้วย
ครั้งนั้น นางถูกม่อเวิ่นเฉินบีบบังคับ
จึงต้องคว้าชัยชนะมาให้ได้
ครั้งนี้ เป็เหลยอวี๊เฟิง
นางก้มศีรษะลงมองมือทั้งสองของตนและนางเองก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเหลยอวี๊เฟิง จริงอยู่ว่าหากฮวาเชียนเย่และฮวาเชียนจือไม่ยอมปล่อยมือสกุลเซียวก็จะไม่มีวันได้รับความสงบสุข
ดูเหมือนว่า นางจำเป็ต้องก้มศีรษะแล้ว
เพื่อสกุลเซียว นางต้องก้มศีรษะให้แก่เหลยอวี๊เฟิง
“เมื่อใด ที่ใด” เซียวซู่ซู่เงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“หนึ่งเดือนหลังจากนี้ ที่สำนักเหลย” เหลยอวี๊เฟิงถอนหายใจออกมายาวๆ ในที่สุดสาวน้อยตรงหน้าก็ไม่ดื้อดึงอีกแล้วถ้าหากนางไม่ยอมตกลงอีก เขาเองก็ไม่รู้จะทำเช่นใดแล้ว
สำนักเหลย คำสามคำนี้ทำให้ใจของเซียวซู่ซู่จมดิ่งลงอีกครั้งก่อนที่นางจะพยายามบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ลง
ยังต้องกลับไปที่สถานที่แห่งนั้น
นางอยากถามว่าม่อเวิ่นเฉินจะอยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่แต่ก็ห้ามตนเองไว้ได้ทัน
อยู่ๆ นางก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแต่เพื่อสกุลเซียวแล้วนางก็จำเป็ที่จะต้องเข้มแข็ง
นางกลอกตารอบหนึ่งบังคับให้อารมณ์ของตนสงบลง
“ถ้าหากข้าชนะ คนในสกุลเซียวกว่าหนึ่งร้อยคนล้วนฝากไว้ที่ท่าน” เซียวซู่ซู่เอ่ยข้อแม้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบนางมิได้โง่เหมือนเช่นชาติก่อนของตน พยายามสุดชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนอื่น สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมา
อีกทั้งยังถูกดาบทะลุผ่ากลางหัวใจอีกด้วย
“ได้ ต่อให้ท่านแพ้ ความปลอดภัยของสกุลเซียวก็จะอยู่ในความดูแลของสำนักเหลย” เหลยอวี๊เฟิงกลับตอบรับด้วยท่าทางใจกว้าง เขายกมือขึ้นตบบนอกของตนก่อนจะพยักหน้าแรงๆ
ขอเพียงประโยคนี้ของเขาฮวาหรูเสวี่ยก็ไม่กล้าทำตามใจตนมากเกินไปแล้ว
เพราะฉะนั้นขอเพียงเขายินยอมจะคุ้มครองสกุลเซียว ต่อให้ลำบากสักเพียงใดพวกนางก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ขอบประตูและเซียวเอินที่ยืนอยู่นอกประตูต่างก็ถอนหายใจออกมายาวๆอย่างโล่งอก เช่นนี้พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว
“ได้ คำไหนคำนั้น” เซียวซู่ซู่เองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกในเมื่อเหลยอวี๊เฟิง้าเช่นนี้ แม้แความกดดันในใจของนางก็ไม่มีอีกแล้ว
นางเองก็ไม่กล้ารับปากว่าตนจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้
ตอนแรกที่นางเอาชนะเฝินเหวินได้ก็เพราะว่าถูกบีบจนไม่มีทางเลือกอื่น
ม่อเวิ่นเฉินในตอนนั้นก็เหมือนกับยมทูตที่พร้อมจะพรากชีวิตผู้คนไม่ปล่อยให้นางซูฉีฉีมีทางเลือกอื่น
แม้ว่าการตัดสินใจในตอนแรกของนางจะเป็การยินยอมพร้อมใจก็ตาม
ตอนที่เหลยอวี๊เฟิงจากไปก็พอดีกับเวลาที่เซียวมี่ออกจากท้องพระโรง
ทว่า สีหน้าของเซียวมี่ดูไม่ค่อยจะดีนัก
และหลังจากที่ทุกคนในสกุลเซียวรู้ว่าเซียวซู่ซู่ได้ดึงสำนักเหลยมาเป็พรรคพวกได้แล้วพวกเขาต่างก็มีสีหน้ายินดี ตอนนี้ ไม่มีใครกังวลถึงผลลัพธ์หลังออกจากท้องพระโรงของเซียวมี่แล้ว
เซียวเหยียนและเซียวจู๋นั้นเป้นผู้ที่ขี้ขลาดที่สุดตอนนี้เมื่อเห็นว่ามารดาของตนกลับมา พวกนางก็รุดหน้าขึ้นไปและเริ่มเล่าเื่ที่เหลยอวี๊เฟิงมาจวนให้ฟังเซียวมี่ฟังทันทีทำให้เซียวซู่ซู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่มีโอกาสที่จะพูดแทรกขึ้นได้
สีหน้าของเซียวมี่ที่แต่เดิมย่ำแย่ก็เปลี่ยนเป็ดีขึ้นก่อนที่นางจะหันมองไปทางเซียวซู่ซู่ “มีเื่เช่นนี้จริงหรือ? ถือว่าพระเ้าคุ้มครองสกุลเซียวของเราจริงๆ”