บทที่ 4 แคว้นกูโจว จวนไป๋ตี้
[วาสนา: จะค้นหาสิ่งของหรือเหตุการณ์ที่เหมาะสมต่อการพัฒนา ‘มรดกเต๋า’ ของท่านภายในขอบเขตระยะเวลาหนึ่ง]
หลี่ชิงชิวมองดูการแจ้งเตือนตรงหน้าพลางเลิกคิ้ว คำว่า ‘วาสนา’ ย่อมหมายถึงเื่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเงื่อนไขของสำนักชิงเซียวในตอนนี้ การจะพัฒนาขึ้นมานั้นช่างยากเย็นแสนเข็น หากปรารถนาจะก้าวขึ้นเป็สำนักบำเพ็ญเซียนที่แท้จริง ย่อมต้องอาศัยทรัพยากรมหาศาล
ทว่าข้อดีที่มาพร้อมกับวาสนาก็อาจชักนำการแก่งแย่งชิงดีมาให้ ด้วยความสามารถของพวกเขาทั้งเจ็ดในยามนี้ จะรับมือไหวหรือไม่?
คำว่าวาสนา ฟังดูเป็มงคล คงไม่ถึงขั้นทำให้พินาศย่อยยับทั้งสำนัก แต่ต่อให้เป็เพียงศิษย์น้องคนใดคนหนึ่งต้องาเ็ เขาก็ยากจะทำใจยอมรับได้ เพราะที่นี่คือป่าลึก การจะหาหมอมารักษานั้นยากลำบากยิ่งนัก
หลี่ชิงชิวครุ่นคิดไปมา จึงตัดสินใจว่าจะรออีกสักนิด รอให้ศิษย์ทุกคนก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1 เสียก่อนจึงค่อยเปิดใช้วาสนา อย่างไรเสียรางวัลนี้ก็ไม่มีกำหนดเวลาหมดอายุ ใน่เวลาที่แตกต่างกัน ย่อมจะมีวาสนาที่เหมาะสมกับพวกเขาแตกต่างกันไป
เขาไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป หยิบกระบี่ไม้ที่เหลาเองกับมือขึ้นมาฝึกซ้อมต่อ
กระบี่ชุดนี้คือวิชาที่หลินสวิ่นเฟิงทิ้งไว้ให้ นามว่า ‘กระบี่เทพเก้าขั้ว’ ฟังดูเกริกไกรทว่าแท้จริงแล้วมิได้อยู่ในขอบเขตของการบำเพ็ญเซียน แต่ถึงกระนั้นกระบวนท่าก็นับว่าพิสดารแยบคาย หากฝึกฝนจนชำนาญย่อมมีประสิทธิภาพในการต่อกรกับศัตรูได้ดีเยี่ยม
แน่นอนว่าเงื่อนไขคือต้องมีปฏิกิริยาที่ว่องไวพอ มิเช่นนั้นกระบวนท่าอาจถูกทำลายได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เหมือนกับศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมปะทะกับมวยสากลในชาติก่อนของเขา
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระบี่เทพเก้าขั้วสามารถชักนำ ‘พลังลมปราณภายใน’ ได้ เขาจึงกำลังตรึกตรองว่า จะสามารถใช้ ‘ปราณิญญา’ เข้ามาแทนที่ได้หรือไม่
ด้วยลิขิตชะตา ‘ผู้คลั่งไคล้กระบี่โดยกำเนิด’ หลี่ชิงชิวฝึกกระบี่เทพเก้าขั้วเพียงรอบเดียวก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ยิ่งฝึกซ้ำวิชาก็ยิ่งรุดหน้า เพียงผ่านไปสองวัน เพลงกระบี่ของเขาก็เฉียบคมดุจวายุ ทำเอาหลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่นที่อยู่ไม่ไกลอ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใส
เจียงจ้าวเซี่ยที่เดินออกมาจากป่าเห็นภาพนั้นเข้า สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าป่าไปเงียบๆ
ใน่สองวันนี้ พร์ในการหยั่งรู้เพลงกระบี่ของหลี่ชิงชิวสั่นประสาทเขาอย่างรุนแรง
เขามั่นใจเสมอว่าตนเองคืออัจฉริยะ เพียงแต่ขาดโอกาส ทว่าหลี่ชิงชิวฝึกกระบี่ครั้งแรกกลับกุมเคล็ดวิชาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ เขามั่นใจว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลี่ชิงชิวไม่เคยฝึกกระบี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ตัวเขาเองที่กุมเคล็ดวิชาเก้าขั้วได้รวดเร็ว เป็เพราะมีพื้นฐานกระบี่ที่แ่ามาั้แ่อยู่ในตระกูลตอนเด็ก ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าพร์ในเชิงกระบี่ของหลี่ชิงชิวนั้นสูงส่งกว่าตนเสียอีก
หลี่ชิงชิวไม่รู้ว่าเจียงจ้าวเซี่ยกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อวานค่าความภักดีของเจียงจ้าวเซี่ยเพิ่มขึ้นมาอีก 2 แต็น เขาจึงไม่กังวล
แผงหน้าจอมรดกเต๋านั้นมีความนึกคิดราวกับมีชีวิต สามารถไขข้อข้องใจให้เขาได้ เช่นเื่ความภักดี
ค่าความภักดีสูงสุดคือ 100 และตอนนี้ของเจียงจ้าวเซี่ยสูงถึง 98 แทบจะเป็ความภักดีจนตัวตาย
ผ่านไปราวครึ่งก้านธูป จางยวี่ชุนวิ่งหน้าตั้งมาหาหลี่ชิงชิวเพื่อรายงานผลงานของตน หลี่ชิงชิวดีใจมากจึงตัดสินใจว่าคืนนี้จะเพิ่มกับข้าวพิเศษเพื่อให้ทุกคนได้ฉลองร่วมกัน
จางยวี่ชุนตื้นตันใจยิ่งนัก รู้สึกว่าศิษย์พี่ใหญ่ให้ความสำคัญกับตนมาก
ทว่าเมื่อเขาเดินเข้าห้องครัวเพื่อหั่นเนื้อ เขากลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
ฉลองให้ข้า... แล้วไฉนข้ายังต้องเป็คนทำกับข้าวเองอีกล่ะนี่?
ฤดูคิมหันต์ผ่านพ้น สารทฤดูย่างกราย เทือกเขาไท่คุนซึ่งเป็ที่ตั้งของสำนักชิงเซียวถูกปกคลุมด้วยสายฝนพรำและไอหมอกหนาตา
นับจากหลินสวิ่นเฟิงจากไปได้สามเดือนแล้ว บัดนี้นอกจากอู๋หมานเอ๋อร์ ศิษย์น้องคนอื่นๆ ล้วนกลั่นปราณิญญาออกมาได้สำเร็จ สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงชิวรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก
ยามใกล้เที่ยง ภายในลานเรือน หลี่ชิงชิวนอนเอนกายบนเก้าอี้โยก มือทั้งสองประสานท้ายทอยชมทัศนียภาพท่ามกลางสายฝน เหนือศีรษะมีเพิงกันฝน บนโต๊ะข้างกายวางผลไม้ไว้อย่างสำราญอารมณ์
ั้แ่หลี่ชิงชิวนำพาเหล่าศิษย์น้องบำเพ็ญปราณิญญาสำเร็จ บารมีของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ทุกคนต่างเชื่อฟังคำสั่งเขาอย่างไร้ข้อกังขา แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ย อย่างมากที่สุดก็เพียงขัดขอด้วยคำพูด ทว่าการกระทำนั้นซื่อสัตย์ยิ่งนัก
หลี่ซื่อเฟิงในชุดชุดกันฝนใบไม้วิ่งพรวดเข้ามาในลานเรือน ร่างกายเล็กจ้อยทำเอาชายชุดลากไปกับพื้นถนนที่เปียกแฉะไปด้วยโคลน
เขารีบวิ่งมาข้างกายหลี่ชิงชิวพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ มีคนผู้หนึ่งมาที่หน้าประตูสำนัก บอกว่าเป็สหายเก่าของอาจารย์ ท่านสั่งข้าไว้ว่าถ้าใครถามหาอาจารย์ให้บอกว่าไม่รู้ เมื่อครู่ข้าก็ตอบไปเช่นนั้น แต่เขาบอกว่าอยากจะขอเข้ามาพักค้างแรมสักคืนขอรับ”
สหายเก่าของอาจารย์รึ?
หลี่ชิงชิวขมวดคิ้ว ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปดูเอง เ้าอย่าวิ่งเล่นซนกลางฝนนัก หากลื่นตกเขาไปจะกลายเป็เื่โง่เขลาเอาได้”
กล่าวจบ เขาก็หยิบร่มกระดาษน้ำมันข้างกาย แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่
หลี่ซื่อเฟิงแลบลิ้นปลิ้นตาใส่แผ่นหลังของหลี่ชิงชิว พอศิษย์พี่ใหญ่ลับตาตรงหัวมุม เขาก็รีบยื่นมือน้อยๆ ที่เปื้อนโคลนไปหยิบผลไม้บนโต๊ะเข้าปากทันที
จากตัวเรือนเดินไปเพียงไม่กี่สิบเมตรตามทางเดินคดเคี้ยวก็จะถึงซุ้มประตูสำนัก ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาที่ทัศนวิสัยกว้างไกล สามารถมองเห็นทิวเขาซ้อนสลับกันได้ หลี่ชิงชิวมักจะมาหยุดยืนชมทิวทัศน์ที่นี่ทุกวัน
เขามองจากระยะไกล เห็นบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดกันฝนใบไม้ประทับยืนอยู่หน้าประตูสำนัก ยืนหันหลังให้เขา ดูจากรูปร่างท่าทางแล้วคงเป็ผู้มีฝีมือที่ไม่ธรรมดา
แม้หลี่ชิงชิวจะก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณแล้ว แต่ในใจยังคงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เพราะเขายังไม่แน่ใจว่า ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 1’ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในยุทธภพแล้ว จะมีโอกาสชนะมากน้อยเพียงใด
ถึงเขาจะคิดว่าวรยุทธของหลินสวิ่นเฟิงเป็เพียงวิชาสามหาวระดับพื้นๆ แต่จากเื่เล่าที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟัง ชาวยุทธในโลกนี้แข็งแกร่งมิใช่น้อย การเหยียบกำแพงทะยานขึ้นฟ้า หรือสยบพยัคฆ์ราบคาบนั้นเป็เื่ที่ทำได้จริง ยิ่งมี ‘พลังภายใน’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อาจจะเก่งกาจเหมือนในนิยายกำลังภายในที่เขาเคยอ่านในชาติก่อนก็เป็ได้
บางที หลินสวิ่นเฟิงอาจจะเก่งกาจมาก เพียงแต่ไม่เคยสำแดงให้ลูกศิษย์เห็นเท่านั้น
หากไร้ซึ่งฝีมือจริง หลินสวิ่นเฟิงจะออกพเนจรยุทธภพและช่วยเหลือเด็กกำพร้ากลับมามากมายเช่นนี้ได้อย่างไร
แม้หลี่ชิงชิวจะไม่เคยลงเขามาตลอดสิบหกปี แต่เขายังจำความทรงจำในวัยเยาว์ได้ ตอนที่เขายังเป็ทารกห่ออ้อมกอด โลกภายนอกดูจะวุ่นวายโกลาหลยิ่งนัก เขายังจำได้ว่าหลินสวิ่นเฟิงอุ้มเขาฝ่าการสู้รบ สายตาของเขาถูกบังไว้ ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าขบวนม้าและเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน... นั่นน่าจะเป็สมรภูมิ
บุรุษในชุดกันฝนได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลังจึงหันกลับมามอง เมื่อเห็นหนุ่มน้อยหน้าตาหมดจดสวมชุดผ้าป่านถือร่มเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก็ผลิยิ้ม
ไม่รอให้หลี่ชิงชิวกล่าววาจา เขาเป็ฝ่ายเอ่ยถามก่อนว่า “เ้าคือหลี่ชิงชิว หรือจางยวี่ชุน?”
หลี่ชิงชิวได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อตนเองและศิษย์น้องรองได้ถูกต้อง ความระแวดระวังในใจก็ลดลงไปมาก แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอาจารย์ ถึงขั้นเคยพูดคุยเื่ของพวกเขา
“ผู้น้อยคือหลี่ชิงชิว ไม่ทราบว่าาุโท่านนี้มีนามว่ากระไร และมีความสัมพันธ์เยี่ยงไรกับท่านอาจารย์ของข้าหรือขอรับ?” หลี่ชิงชิวหยุดเท้าลง ประสานมือทำความเคารพ โดยรักษาระยะห่างจากบุรุษผู้นั้นไว้เจ็ดก้าว
บุรุษผู้นี้ใบหน้ากร้านโลกมิได้แต่งองค์ทรงเครื่องนัก ดูท่าทางเหมือนจอมยุทธพเนจร นอกจากห่อผ้าบนหลังแล้ว ที่เอวยังห้อยขลุ่ยยาวไว้เล่มหนึ่ง เขายิ้มอย่างผ่าเผยให้ความรู้สึกว่าเป็คนใจคอกว้างขวาง
“ข้ามีนามว่า เจียงคว่อเทียน เป็สหายร่วมเป็ร่วมตายกับอาจารย์ของเ้ามาสิบหกปี ตอนเ้ายังเล็ก ข้ายังเคยอุ้มเ้าเลยด้วยซ้ำ!”
เมื่อได้ยินหลี่ชิงชิวแนะนำตัว เจียงคว่อเทียนก็มีแววตาที่อ่อนโยนลงยิ่งกว่าเดิม
หลี่ชิงชิวจำชื่อนี้ได้จริงๆ เมื่อสิบหกปีก่อน ยามที่อาจารย์พาเขาหนีซัดเซพเนจรมา ก็ได้พบกับเจียงคว่อเทียนผู้นี้ และเขาเป็ผู้คุ้มกันพวกเขาสองศิษย์อาจารย์มาจนถึงตีนเขาไท่คุน
“ที่แท้คือท่านลุงเจียงนี่เอง ข้ามักจะได้ยินอาจารย์เอ่ยถึงท่านอยู่บ่อยครั้งขอรับ!” หลี่ชิงชิวรีบกล่าวอย่างกระตือรือร้นทันที
“ท่านลุงรึ? โอโฮ ที่แท้อาจารย์ของเ้าก็ยังยอมรับข้าเป็พี่ใหญ่ลับหลังอยู่รึนี่?”
“ย่อมเป็เช่นนั้นขอรับ ท่านอาจารย์มักเอ่ยถึงท่านว่า ในยุทธภพนี้มีคนที่ท่านยกย่องไม่มากนัก และท่านก็คือหนึ่งในนั้น ท่านอาจารย์ยึดถือท่านเป็แบบอย่างในหลายๆ เื่เลยทีเดียว”
หลี่ชิงชิวกล่าววาจาลื่นไหลไร้สะดุด แน่นอนว่าเขากำลัง ‘ปั้นน้ำเป็ตัว’ เพราะหลินสวิ่นเฟิงไม่เคยเอ่ยถึงชื่อเจียงคว่อเทียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เจียงคว่อเทียนหัวเราะอย่างร่าเริง ยิ่งมองหลี่ชิงชิวก็ยิ่งถูกชะตา ความขุ่นเคืองที่มีต่อหลินสวิ่นเฟิงในใจมลายหายไปสิ้น
ทั้งสองสนทนากันพักหนึ่ง หลี่ชิงชิวจึงเชิญเขาเข้าสู่เรือนพักเพื่อพูดคุยกันต่อ
หลี่ซื่อเฟิงเห็นทั้งคู่เดินมาก็รีบคว้าผลไม้สองลูกแล้ววิ่งกลับเข้าห้องตนเองไปทันที
สำหรับการกระทำของศิษย์น้องเล็ก หลี่ชิงชิวชินชาเสียแล้ว เขาแสร้งทำเป็มองไม่เห็น แล้วเชิญเจียงคว่อเทียนนั่งลงใต้ต้นไม้พร้อมรินน้ำชาให้
เจียงคว่อเทียนดื่มน้ำพลางกวาดสายตามองสำนักชิงเซียว
สำนักแห่งนี้ยังคงทรุดโทรมเหมือนเดิม เ้าหลินสวิ่นเฟิงนั่นไม่เคยคิดจะพัฒนาสำนักให้ดีขึ้นเลยจริงๆ
เจียงคว่อเทียนวางชามน้ำลง มองมาที่หลี่ชิงชิวแล้วกล่าวเข้าเื่ทันที “เื่ของอาจารย์เ้า ข้าพอจะรู้มาบ้างแล้ว เมื่อเดือนก่อนข้าพบกับเขาที่ที่ทำการแคว้นกูโจว เขาบอกว่าจะไปเสาะหาเซียน และไหว้วานให้ข้าช่วยดูแลพวกเ้า พวกเ้าจงตามข้ากลับไปที่ จวนไป๋ตี้ (สำนักจักรพรรดิขาว) เถิด จวนไป๋ตี้นับเป็หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งยุทธภพแคว้นกูโจว ชื่อเสียงขจรขจาย อยู่ที่นั่นย่อมดีกว่ารั้งอยู่บนเขานี้เป็ไหนๆ”
จวนไป๋ตี้!
หลี่ชิงชิวเคยได้ยินหลินสวิ่นเฟิงเอ่ยถึงสำนักนี้เช่นกัน จวนไป๋ตี้เป็หนึ่งในไม่กี่สำนักยุทธที่มีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับราชสำนัก ว่ากันว่าพี่น้องของเ้าจวนรับราชการเป็ขุนนางใหญ่
การได้เข้าร่วมกับจวนไป๋ตี้นับเป็เื่ดีสำหรับพวกหลี่ชิงชิวอย่างแท้จริง
ทว่าน่าเสียดายที่หลี่ชิงชิวได้เปิดใช้งานแผงหน้าจอมรดกเต๋าแล้ว เขาจำเป็ต้องดำรงตำแหน่งเ้าสำนักเท่านั้น จึงจะสามารถเลือกชะตาและรับรางวัลสืบทอดได้อย่างต่อเนื่อง
หากไปอยู่ที่จวนไป๋ตี้ เขาคงเป็ได้เพียงเบี้ยล่างคอยรับใช้ ย่อมไม่ได้รับอิสระและไม่มีอนาคตที่รุ่งโรจน์เท่าที่เป็อยู่ตอนนี้
หลี่ชิงชิวแสร้งทำท่าทีลังเล ก่อนจะตัดสินใจอย่างแน่วแน่และกล่าวว่า “ท่านลุงเจียง ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านยิ่งนัก ทว่าข้าและเหล่าศิษย์น้องไม่อยากเข้าไปพัวพันกับบุญคุณความแค้นในยุทธภพอีก แม้ชีวิตบนเขาจะลำบากไปบ้าง แต่ก็สงบสุขและเป็อิสระ พวกเราขอไม่ลงเขาไปขอรับ”
เจียงคว่อเทียนฟังแล้วก็มองหลี่ชิงชิวด้วยความหลากใจ
หลินสวิ่นเฟิงกำชับหนักหนาว่า หลี่ชิงชิวศิษย์คนโตมีความฝันอยากสะพายกระบี่ท่องโลกมาแต่เด็ก หากพาไปจวนไป๋ตี้แล้ว เมื่อหลี่ชิงชิวเติบโตขึ้น หลินสวิ่นเฟิงหวังจะให้เขามอบอิสระแก่หลี่ชิงชิว
เขาไม่นึกเลยว่าหลี่ชิงชิวจะเลือกเช่นนี้
เจียงคว่อเทียนรู้สึกเอ็นดูและสงสารหลี่ชิงชิวจับใจ
เด็กคนนี้ยอมสละความฝันส่วนตัว เพื่อที่จะดูแลเหล่าศิษย์น้องอย่างนั้นรึ?
“หากเ้ากังวลเื่ศิษย์น้อง ก็หาจำเป็ไม่ จวนไป๋ตี้จะดูแลพวกเขาเป็อย่างดี ส่วนเ้าอยากจะไปที่ใด ย่อมไปได้ตามใจปรารถนา” เจียงคว่อเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหวังให้เปลี่ยนใจ
หลี่ชิงชิวเตรียมจะอ้าปากตอบ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากในห้องพักข้างๆ เ้าพวกตัวน้อยเ่าั้กำลังแนบหูแอบฟังอยู่ที่ประตู
เขาจึงเปลี่ยนใจกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันที “ท่านลุง ข้าปรารถนาจะกุมชะตาชีวิตไว้ในมือตนเองมากกว่า เหล่าศิษย์น้องของข้า ข้าดูแลเองย่อมสบายใจที่สุดขอรับ”
เขากล่าวไม่ดังนัก ทว่าเขามั่นใจว่าเหล่าศิษย์น้องที่แอบฟังอยู่ย่อมได้ยินชัดเจน
เจียงคว่อเทียนนึกถึงการแก่งแย่งภายในจวนไป๋ตี้ ก็รู้สึกว่าทางเลือกของหลี่ชิงชิวอาจไม่ใช่เื่แย่เสมอไป
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงคว่อเทียนก็ปลดห่อผ้าบนหลังวางลงบนโต๊ะ เขาเปิดห่อผ้าออก เผยให้เห็นเสื้อผ้า คัมภีร์ลับ อาวุธลับ และสิ่งของประหลาดอีกเล็กน้อย
เจียงคว่อเทียนหยิบคัมภีร์ลับเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ของเ้าฝากฝังข้าให้ดูแลพวกเ้า ข้าจะนิ่งดูดายก็กะไรอยู่ คัมภีร์เล่มนี้ข้าอุตส่าห์เสาะหามาด้วยความยากลำบาก เ้าจงแอบฝึกฝนให้ดี อย่าได้ให้ใครรู้เชียว”
หลี่ชิงชิวมิได้มองไปยังคัมภีร์ในมือของเขา ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่ มีดสั้นเล่มหนึ่ง ภายในห่อผ้า ใบมีดบางราวดั่งใบหลิว เต็มไปด้วยสนิมเขรอะขระ ราวกับถูกฝังดินมานานนับพันปี
เขา... ััได้ถึง ‘ปราณิญญาแห่งฟ้าดิน’ ที่แผ่ออกมาจากมีดสั้นเล่มนั้น!
