เสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นหินดังติ๋งติ๋งเป็จังหวะสม่ำเสมอ ก้องสะท้อนไปมาราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตาย
ภายในคุกใต้ดินของป้อมปราการทมิฬ หรือที่เหล่าทหารเรียกขานกันด้วยชื่อที่แสนจะเสียดสีว่าห้องอุ่น บรรยากาศภายในกลับตรงกันข้ามกับชื่ออย่างสิ้นเชิง มันคือห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ก่อด้วยหินูเาไฟสีดำสนิท ไร้ซึ่งหน้าต่าง มีเพียงช่องลมเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามืออยู่บนเพดานสูงลิบ ที่ปล่อยให้ลมหนาวจากภายนอกพัดกรูเกรียวเข้ามาหมุนวนอยู่ภายใน
ความชื้นแฉะเกาะพราวตามผนังหิน ราขึ้นเป็หย่อมๆ กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นฟางเน่าๆ คละคลุ้งไปทั่ว สร้างความสะอิดสะเอียนให้กับผู้มาเยือนยิ่งนัก แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคืออุณหภูมิ มันเย็นเย็นจนเืในกายแทบจะจับตัวเป็น้ำแข็ง
ร่างแน่งน้อยของแอนนั่งขดตัวกลมอยู่ที่มุมห้อง บนกองฟางเก่าๆ ที่ทั้งแข็งและสากระคายผิว สภาพของนางเอกซูเปอร์สตาร์ผู้เคยเฉิดฉายบนพรมแดง ยามนี้ดูไม่ต่างอะไรกับลูกนกปีกหักที่ตกน้ำป๋อมแป๋ม
ผ้าคลุมขนสัตว์ราคาแพงของท่านอ๋องหลี่เหว่ยถูกทหารยามกระชากกลับคืนไปั้แ่หน้าประตูคุก เหลือทิ้งไว้เพียงร่างบางในชุดไทยจักรีที่ขาดวิ่น สไบแพรสีกลีบบัวที่เคยงดงาม ตอนนี้เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและโคลน อีกทั้งยังถูกกรีดขาดจนแทบไม่เหลือสภาพที่จะปกปิดความงดงามของเรือนร่างได้
“ฮึกหนาวแม่จ๋าแอนหนาว”
เสียงหวานครางเครือแ่ ริมฝีปากอิ่มที่เคยถูกแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีสด กลับซีดเผือดจนเป็สีม่วงคล้ำ ฟันซี่เล็กๆ กระทบกันดังกึกๆ อย่างควบคุมไม่ได้ ผิวขาวจัดที่เปิดเปลือยต่ออากาศเย็นเริ่มขึ้นเป็ตุ่มหนังไก่และมีรอยจ้ำแดงๆ จากการถูกความเย็นกัดกิน
แอนกอดเข่าตัวเองแน่น พยายามซุกหน้าลงกับท่อนแขนเพื่อหาไออุ่นอันน้อยนิด ความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย โดยเฉพาะที่เท้าเปล่าเปลือยซึ่งเริ่มไร้ความรู้สึก
ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพความทรงจำที่แสนสุขสบายเตียงนอนขนาดคิงไซส์หนานุ่มที่คอนโด เครื่องทำน้ำอุ่นฮีตเตอร์และอาหารร้อนๆ ฝีมือแม่ ความคิดเ่าั้ยิ่งตอกย้ำความหดหู่ให้กัดกินหัวใจจนน้ำตาไหลพราก
“ฉันจะมาตายที่นี่ไม่ได้นะ”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองที่กำลังมึนงง แอนเงยหน้าขึ้นจากเข่า ปาดน้ำตาที่แก้มออกด้วยท่าทางที่เริ่มเปลี่ยนไป
เธอคือใคร? เธอคือแอน อัญชัน นางเอกเ้าน้ำตาผู้กวาดรางวัลตุ๊กตาทองมาแล้ว 3 ปีซ้อน เธอเคยรับบทเป็ขอทาน เป็คนบ้า เป็เ้าหญิงตกยาก เธอผ่านความลำบากในกองถ่ายมานับไม่ถ้วน แม้จะไม่ใช่ของจริงเท่าครั้งนี้ แต่จิติญญาของนักสู้ในตัวเธอมันร้องบอกว่าห้ามยอมแพ้
“ถ้านี่คือละครฉากหนึ่ง ฉันก็ต้องเล่นให้รอดจนจบเื่”
แอนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้ปอดจะแสบเพราะความเย็น เธอเริ่มสำรวจตัวเอง จัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่เท่าที่ทำได้ ดึงเศษผ้าที่ขาดวิ่นมาผูกมัดจัดทรงใหม่ให้ดูมิดชิดขึ้น แต่กลับดูเย้ายวนอย่างมีจริตมากกว่าเดิม
สไบที่ขาดวิ่นถูกเธอนำมาพันรอบอกอิ่ม เน้นให้เห็นร่องอกลึกที่เบียดชิดกัน และเปิดเผย่ไหล่ลาดมนกับกระดูกไหปลาร้าที่สวยงาม มันคือเทคนิคการแต่งกายแบบวับๆ แวมๆ ที่เธอถนัดนักยิ่ง ปิดไม่มิด ยิ่งน่าค้นหา
ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววสิ้นหวัง เริ่มเปลี่ยนเป็ประกายมุ่งมั่นแกมเ้าเล่ห์
“ในเมื่อคุยกันไม่รู้เื่ฉันก็จะใช้ภาษากายเนี่ยแหละ เอาตัวรอด”
นางเอกสาวบอกกับตัวเอง ในวงการบันเทิงเต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด เธอยังเอาตัวรอดมาได้ นับประสาอะไรกับยุคโบราณที่ผู้ชายแพ้มารยาหญิงยิ่งกว่าอะไรดี
แผนการเอาชีวิตรอดฉบับซูเปอร์สตาร์เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ บัดนี้
*****************************
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ แต่เสียงโซ่ตรวนที่หน้าประตูกรงเหล็กดังกึงกัง ปลุกให้แอนตื่นตัวขึ้นจากภวังค์
“เฮ้ย นังปีศาจ ถึงเวลาข้าวแล้ว”
เสียงหยาบกระด้างของผู้คุมดังขึ้น พร้อมกับถาดไม้เก่าๆ ที่ถูกสอดเข้ามาทางช่องด้านล่างของกรงขัง บนถาดนั้นมีชามดินเผาบิ่นๆ ใส่ข้าวต้มที่ดูเหมือนน้ำล้างจาน มีเศษผักเหี่ยวๆ ลอยฟ่อง และกลิ่นเหม็นบูดโชยออกมาจนแอนต้องยกมือปิดจมูก
ผู้คุมร่างอ้วนฉุ หนวดเครารุงรัง ยืนเกาะลูกกรงจ้องมองเข้ามา สายตาของมันกวาดมองร่างบางที่นั่งขดตัวอยู่ในเงามืดด้วยความหื่นกระหาย มันเคยได้ยินกิตติศัพท์ความงามของเชลยสาวคนนี้จากพวกทหารยามหน้าห้องโถง แต่ยังไม่มีโอกาสเห็นชัดๆ
“กินเข้าไปซะ อย่าเื่มาก!” มันตะคอก
แอนมองดูอาหารหมูตรงหน้าแล้วสะอิดสะเอียน แต่เธอรู้ดีว่านี่คือโอกาส เธอไม่ยอมคลานเข้าไปกินเหมือนสัตว์ แต่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ขาจะสั่นพั่บๆ แต่เธอก็ฝืนทรงตัวให้สง่างามที่สุด ราวกับกำลังเดินอยู่บนแคทวอล์ก ไม่ใช่พื้นคุกสกปรก
ร่างระหงในชุดไทยขาดวิ่นค่อยๆ เยื้องย่างออกมาสู่แสงคบเพลิงหน้ากรงขัง ทุกจังหวะการก้าวเดินทำให้สะโพกผายของเธอไหวระริก ผ้านุ่งที่เลิกขึ้นสูงเผยให้เห็นท่อนขาเรียวขาววับแวม
ผู้คุมอ้าปากค้าง มันไม่เคยเห็นสตรีใดงดงามและเย้ายวนขนาดนี้มาก่อน ผิวพรรณของนางขาวสว่างจนแทบจะเรืองแสงได้ในความมืด ใบหน้ารูปไข่ที่แม้จะเปื้อนฝุ่นแต่กลับขับเน้นดวงตาคู่โตให้ดูโดดเด่น
แอนหยุดยืนห่างจากกรงขังเพียงคืบ เธอไม่พูดอะไร แต่ใช้สายตา ดวงตากลมโตคู่สวยช้อนมองผู้คุมผ่านขนตายาวงอน แววตานั้นเศร้าสร้อย หวาดกลัว แต่ก็แฝงความเว้าวอนอย่างลึกซึ้ง ริมฝีปากอิ่มสีซีดเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกแล้วปล่อยลมหายใจออกมาเป็ไอขาว
เธอค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นกอดอกตัวเอง ลูบต้นแขนเปลือยเปล่าช้าๆ เพื่อสื่อสารว่าหนาวเหลือเกินพี่จ๋า
“จะเ้าหนาวรึ?” ผู้คุมถามเสียงตะกุกตะกัก ความดุร้ายเมื่อครู่หายวับไปกับตา
แอนพยักหน้าช้าๆ ส่งสายตาปิ๊งๆ แบบที่เคยใช้ตกแฟนคลับมานักต่อนัก เธอค่อยๆ ยื่นมือลอดลูกกรงออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวแตะที่แขนเสื้อขนสัตว์อันสกปรกของผู้คุม
ััแ่เบานั้นเหมือนไฟช็อต ผู้คุมร่างั์สะดุ้งโหยง
“นะหนาวช่วย” แอนพยายามพูดภาษาไทยสั้นๆ ผสมกับทำท่าสั่นสะท้านที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มากกว่าน่าสมเพช
เธอขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด เบียดหน้าอกอวบอิ่มที่ถูกพันด้วยสไบบางๆ เข้ากับลูกกรงเหล็กเย็นเฉียบ จนเนื้อนุ่มนิ่มนั้นปลิ้นล้นออกมาให้เห็นร่องอกลึกชัดเจน
ผู้คุมกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ สายตาจับจ้องอยู่ที่เนินเนื้อขาวผ่องนั้นตาไม่กะพริบ สติสตังของมันกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว ความอยากรู้อยากลองและความสงสารปนราคะเข้าครอบงำ
“ข้ามีเสื้อ ถ้าเ้ายอมให้ข้าเอ่อจับนิดจับหน่อย” มันพูดเสียงสั่น มือไม้เริ่มแกะเชือกผูกเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเอง
มันยื่นมือหยาบกร้านลอดลูกกรงเข้ามา หมายจะคว้าจับมือนุ่มนิ่มของแอน แอนแสร้งทำเป็ใเล็กน้อย แต่ไม่ได้ชักมือหนีทันที เธอเล่นตัวนิดๆ พอให้ดูมีจริต
“ขอเสื้อ” เธอทำปากจู๋ อ้อนวอนเสียงหวาน
ผู้คุมรีบถอดเสื้อคลุมตัวเหม็นของมันออก ยื่นส่งให้พร้อมกับพยายามจะสอดมือเข้ามาลูบไล้แขนขาวเนียนของเธอ
“มามะคนสวยให้พี่ดูหน่อยซิว่าผิวเ้าจะลื่นมือแค่ไหน”
แอนกัดฟันกรอดในใจ อีตานี่กลิ่นตัวแรงชะมัด แต่เพื่อความอยู่รอด เธอต้องทน เธอทำท่าจะรับเสื้อ
แต่ทว่ายามนั้นเอง
ปัง!
เสียงประตูเหล็กหน้าทางเข้าคุกถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ผู้คุมสะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับแทบไม่ทัน เสื้อคลุมร่วงหล่นลงพื้น ส่วนแอนหวีดร้องด้วยความใ ถอยกรูดไปชิดผนังด้านหลัง
เงาทะมึนของบุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในแสงสลัว รัศมีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างนั้นจนอากาศที่หนาวอยู่แล้วยิ่งะเืจับขั้วหัวใจ ท่านอ๋องหลี่เหว่ย!
