3
ล้ำเส้นข้อตกลง
(ปัจจุบัน)
“อย่าคิดว่าจดทะเบียนสมรสเพียงเท่านี้ จะทำให้เธอเป็เ้าชีวิตพี่ได้ทุกอย่าง”
เมื่อเดินออกจากที่ว่าการอำเภอ ทั้งคู่ต่างเดินถือใบทะเบียนสมรสในมือคนละใบ
ใบหน้าของทั้งสองคน ไม่ได้มีใครทำท่าว่ามีความสุขกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
“พี่ชัชไม่ต้องกลัวนะคะ หนูนิดรู้ตัวว่าเป็ใคร และไม่ลืมว่าการจดทะเบียนครั้งนี้ มันก็แค่กระดาษ”
เธอคิดอย่างที่พูดจริงๆ ถึงแม้ชัชนนท์จะเป็เพียงผู้ชายคนเดียวในหัวใจเธอ แต่เธอก็รู้ว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะคิดกับเธอมากเกินกว่าคำว่ารัก
คุณปู่รออยู่ที่รถ เพื่อความแน่ใจ ท่านเลือกที่จะมาที่อำเภอด้วย เพราะกลัวทั้งคู่จะหาวิธี ปลอมแปลงทะเบียนสมรส
หลังจากเสร็จสิ้นเื่การจดทะเบียน คุณปู่ก็นัดให้ทนายความของตระกูลมา เพราะท่านรู้ตัว ว่าเวลาของท่านเหลือไม่มาก
เงินในบัญชีของทั้งคู่ถูกโอนให้จากคุณปู่เท่าๆกัน โดยเงินค่าเล่าเรียน ทนายความจะทำหน้าที่ในการดูแลให้จนถึงวันที่หนูนิดเรียนจบ
สมบัติทุกอย่างคุณปู่ยังไม่ยกให้ใคร จนกว่าทะเบียนสมรสจะมีอายุครบสิบปี ทุกอย่างที่เป็ของคุณปู่จะตกเป็ของชัชนนท์ แต่ถ้ามีการหย่ากันเกิดขึ้นก่อน สมบัติทุกชิ้นจะเป็ของหนูนิดแต่เพียงผู้เดียว
“เข้าใจปู่นะชัช อย่าทำให้ปู่ต้องนอนตายตาไม่หลับ”
คำพูดที่ดูจริงจัง แววตาที่ดูมีความเศร้าอยู่ในนั้น ทำให้ชัชนนท์ได้แต่พยักหน้า เข้าใจในสิ่งที่ผู้มีพระคุณ้า
นอกจากเื่จดทะเบียนสมรสแล้วคุณปู่ก็ไม่ได้บังคับ ให้ทั้งคู่ต้องปฏิบัติต่อกันแบบ สามีภรรยาจริงๆ เพราะเื่แบบนี้คงแล้วแต่ใจของทั้งคู่
ชัชนนท์สั่งให้หนูนิดเก็บเื่การจดทะเบียนสมรสให้เป็ความลับที่สุด เพราะตอนนี้เขาเพิ่งสมหวังกับการสารภาพรักกับหมอเจียวไปเอง
“ไม่ต้องกลัวค่ะพี่ชัช หนูนิดจะปิดปากตัวเองให้สนิทที่สุด”
ยิ่งชัชนนท์พูดถึงเื่การจดทะเบียนขึ้นมาทีไร หนูนิดรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ผู้หญิงที่ไร้ค่า แต่ถ้าเธอไม่ทำ คนที่จะไม่เหลืออะไรคือชัชนนท์ ผู้ชายที่เธอทั้งรักและบูชา และคุณปู่ก็จะเป็กังวล
ั้แ่จดทะเบียนสมรสกัน บ่อยครั้งมาก ที่หนูนิดต้องกลับบ้านเอง เพราะชัชนนท์อ้างว่ามีงานที่ต้องไปทำกับเพื่อนอาจารย์ด้วยกัน
อาการคุณปู่เริ่มแย่ลงทุกวัน คุณหมอให้คุณปู่ไปนอนรักษาที่โรงพยาบาล แต่ท่านก็ไม่ยอมไป
“คุณหมอถึงจะไปฉันก็ต้องตาย ขอตายอยู่ที่บ้าน กับคนที่ฉันรักดีกว่า”
คำตอบเดิมๆที่คุณหมอจะได้ยินทุกครั้ง ที่ขอร้องให้คุณปู่ไปโรงพยาบาล อาการที่ทรุดลงทุกวัน ไม่นานคุณปู่ก็จากไปอย่างสงบ
ในงานศพของคุณปู่ หนูนิดถูกแนะนำให้สังคมรู้จักว่าเป็หลานบุญธรรม ที่คุณปู่รับเลี้ยงมาั้แ่เกิด
“หนูนิดไปต้อนรับแขกเถอะ เื่ในครัวเดี๋ยวพี่จัดการเอง”
ส้มอยากให้หนูนิดออกไปต้อนรับแขกคู่กับชัชนนท์มากกว่า ที่เอาตัวเองมาหลบหน้าผู้คนอยู่ในครัว
“ให้หนูนิดอยู่ในนี้เถอะค่ะ ถ้าออกไปพี่ชัชอาจจะไม่สบายใจ” คนตอบนั่งลงด้วยความรู้สึกที่ไร้ค่าลงทุกวัน
หลังจาเสร็จสิ้นงานศพ ชัชนนท์ให้หนูนิดย้ายไปอยู่คอนโดที่เขาซื้อไว้นานแล้ว ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัย เพราะเขาจะได้ไม่ต้องคอยไปรับไปส่งหนูนิดทุกวัน
“พี่พาเธอมาอยู่ที่นี่ ในฐานะน้องสาว ดังนั้น เราต้องมาทำข้อตกลงกัน และห้ามล้ำเส้นโดยเด็ดขาด”
เมื่อถึงคอนโดมิเนียม ชัชนนท์ก็รีบบอกข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันที่หนูนิดจะต้องปฏิบัติตาม
“ซ้ายมือคือห้องนอนของเธอ ห้ามเธอเข้าไปในห้องนอนของฉันเด็ดขาด แม้แต่ทำความสะอาดก็ไม่ต้อง”
“ค่ะ แล้วมีอะไรอีกคะ”
หนูนิดกอดอกมองไปทางอื่น เหมือนไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งชัชนนท์กำลังพูด
“อาหารเช้า อาหารเย็น ทำเผื่อพี่ทุกวัน แต่ห้ามโทรหา โทรตามหรือโทรถาม ว่าพี่ไปไหน กลับกี่โมง”
“หนูนิดก็ไม่เคยโทรนี่คะ”
หญิงสาวไม่เข้าใจ ว่าเขาจะคิดข้อตกลงนี้ขึ้นมาทำไม เพราะก่อนหน้านี้เธอก็ไม่เคยโทรศัพท์ถามชายหนุ่มแบบนี้อยู่แล้ว
“ก็ตอนนั้นเรายังเป็พี่น้องกันธรรมดา แต่ตอนนี้เธอมีทะเบียนสมรส พี่กลัวเธอจะลืมตัว”
ชัชนนท์พยายามคิดข้อตกลงทุกอย่าง เพื่อไม่ให้หนูนิดเข้ามาทำลายความสัมพันธ์ระหว่าเขากับหมอเจียว
“ว่าข้อตกลง ข้อต่อไปเลยค่ะ” หญิงสาวยังคงแสดงออกแบบไม่รู้สึกอะไร
“หลังสี่ทุ่มไปแล้ว เธอห้ามออกมานั่งเล่น ให้อยู่แต่ในห้องนอนอย่างเดียว เพราะพี่้าความเป็ส่วนตัว”
ชัชนนท์ออกกฎข้อนี้ เพราะกลัวหนูนิดจะใช้ความเป็ผู้หญิงมาทำให้ร่างกายของเขาอยู่เหนือคำสั่งการ
“มีอะไรอีกไหมคะ นิดจะได้ไปจัดของ”
“ยังไม่จบ งานบ้านทุกอย่าง รีดผ้า ซักผ้า กวาดห้อง ถูห้อง เธอต้องทำ ตอนอยู่ที่บ้านคุณปู่ มีพี่ส้มคอยทำให้ตลอด ลำบากเสียบ้าง”
ชัชนนท์้าให้หนูนิดยิ่งลำบาก แล้วก็จะได้ยิ่งเกลียดเขามากๆ เมื่อครบสิบปีจะได้ยอมหย่าให้เขาง่ายๆ
“แล้วเธอก็มีแฟนได้ตามปกตินะหนูนิด พี่ให้อิสระเต็มที่ เพราะเราไม่ได้เป็อะไรกัน แค่นี้แหละ ไปเก็บของเถอะ”
ข้อตกลงข้อสุดท้าย เหมือนชายหนุ่ม้าจะตอกย้ำความสัมพันธ์ของเขากับหนูนิด แต่มันก็เป็ความจริง เพราะมันก็แค่เพียงกระดาษแผ่นเดียว เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
ั้แ่มาอยู่ที่คอนโดมิเนียม หนูนิดต้องนอนดึกทุกคืน เพราะกว่าจะทำกับข้าว ทำงานบ้าน ก็ดึกแล้ว
“หนูนิดเป็อะไรหรือเปล่า”
ยอร์ชเพื่อนชายคนสนิท แอบเห็นเพื่อนสาวของเขานั่งหลับในอยู่บ่อยๆเวลาเรียน
“เปล่า เรานอนดึกเลยง่วง”
คนตอบยังทำหน้างัวเงีย เพราะยังง่วงนอนอยู่เลย ถึงแม้จะถูกเพื่อนปลุกแล้วก็ตาม
“ไหนว่าย้ายมาอยู่คอนโดใกล้มหาวิทยาลัยกับพี่ชายแล้ว ก็ไม่น่าจะต้องนอนดึกเลย”
ฝ้ายเพื่อนสนิทอีกคน ถามด้วยความสงสัย เพราะจากคอนโดมามหาวิทยาลัย ถึงจะไม่ไกล้มากแต่ก็เดินทางไม่ถึงสิบนาที
“เราดูหนังดึก บางวันก็อ่านหนังสือจนดึก เลยง่วงแบบนี้ ไม่มีอะไรหรอก”
เพราะไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองคน ถามอะไรมากไปกว่านี้ หนูนิดจึงตอบคำตอบที่น่าจะทำให้ทั้งคู่พอใจแล้วเลิกถามได้
ั้แ่ย้ายมาอยู่คอดดได้เกือบเดือน ชัชนนท์กลับคอนโดดึกทุกคืน หนูนิดคิดว่าเขาคงกินข้าวเย็นมาแล้ว แต่ตอนเช้า พอมาเปิดดู กับข้าวก็หมดทุกวัน
“เมื่อคืนซื้อผักกับเนื้อสัตว์มาแช่ไว้ให้ในตู้เย็น เห็นมันใกล้จะหมด ถ้าอะไรขาดเหลือก็ไปซื้อเอา ซื้อไม่ถูกไม่รู้ว่าอะไรขาดเหลือบ้าง”
ชายหนุ่มวางเงินไว้ที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะออกจากห้องไปมหาวิทยาลัย
วันนี้หนูนิดมีเรียนแค่่บ่าย เธอจึงไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยพร้อมกับชายหนุ่ม
เสื้อผ้ากองโต ถูกซักและตากในวันนี้ เพราะเป็วันที่หนูนิดมีเรียนบ่ายแค่สี่ชั่วโมง เธอจึงต้องจัดการเสื้อผ้าตากให้เสร็จสิ้น พรุ่งนี้จะได้รีบรีด
“หนูนิดจะรีบไปไหน ฝนทำท่าจะตก เดี๋ยวเราไปส่ง” ยอร์ชะโตามหลังเพื่อนสาว ที่เขาอแบชอบมานาน
แต่หนูนิดก็ไม่ได้หันมาตอบ
ด้วยความห่วงเสื้อผ้า ที่ตากไว้จะเปียกฝน และลมแรงแบบนี้ หนูนิดกลัวลมจะพัดเอาเสื้อผ้าของชัชนนท์ปลิวไปไหนต่อไหน
ยังไม่ทันออกพ้นจากมหาวิทยาลัย ฝนก็กระหน่ำลงมา หนูนิดตัดสินใจวิ่งผ่าฝนกลับคอนโด เพราะเสื้อผ้าที่ตากอาจไม่ทันเปียก ถ้าฝนไม่สาดมาโดน
เมื่อถึงห้อง เสื้อยังคงไม่เปียกหนูนิด ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอค่อยๆเก็บเสื้อผ้า มาแขวนเพื่อจะเตรียมรีดในคืนนี้เลย
กว่าจะได้อาบน้ำสระผมก็เกือบชั่วโมง เพราะหญิงสาวรีบทำกับข้าวก่อน จึงเปลี่ยนแค่เสื้อผ้าที่เปียกออก
อาบน้ำเสร็จก็เกือบสองทุ่ม หนูนิดรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็ไข้ แต่ก็หายาแก้ไข้ที่คอนโดไม่เจอเลย เธอจึงกินน้ำอุ่นเข้าไปแทนหวังว่าจะพอช่วยได้
รีดผ้าไปได้แค่ครึ่งทาง หนูนิดก็ยอมแพ้ เพราะรู้สึกร้อนๆหนาวๆ ไปหมดทั้งตัว จึงเก็บอุปกรณ์และพาตัวเองเข้านอน
หนูนิดสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าร้องจากข้างนอก หญิงสาวรู้สึกร้อนไปหมดทั้งตัว เธอค่อยพยุงตัวเองเดินไปเคาะที่ห้องของชัชนนท์เผื่อเขาจะมียาแก้ไข้บ้าง
ไม่มีเสียงตอบกลับมา หญิงสาวจึงแน่ใจว่าเขายังไม่กลับ หนูนิดตัดสินใจ ทำผิดข้อตกลง เธอจะโทรไปหาเขาเพื่อจะฝากซื้อยา
“พี่ชัชคะ ใกล้จะกลับหรือยังคะ”
หนูนิดลืมตัว ดันถามคำถามที่เขาสั่งห้ามเธอไว้ ว่าห้ามถามเด็ดขาด
ปลายสายวางหูทันที ยังไม่ทันที่หนูนิดจะได้พูดอะไรต่อ หญิงสาวพาตัวเองกลับไปนอนที่ห้องไม่ไหว จึงล้มตัวลงนอนบนโซฟาหน้าทีวีกลางห้อง ซึ่งก็เป็การผิดข้อตกลงอีกแล้ว
“เธอคิดจะล้ำเส้นใช่ไหม หนูนิด นี่เราคุยกันไม่รู้เื่ใช่ไหม”
ชัชนนท์กลับมาด้วยอาการฉุนเฉียวเต็มที่ เพราะตอนที่หนูนิดโทรศัพท์ไป เขากำลังอยู่กับคนรักของเขา หมอเจียวกำลังยอมให้เขามีโอกาสได้ััตัวเธอ แต่กลับถูกเสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะเอาแบบนั้น
“หนูนิดขอโทษ แค่จะโทร...”
ยังไม่ทันที่หนูนิดจะได้พูดอะไรต่อ ร่างสูงกว่าของอาจารย์ชัชนนท์ก็คร่อมร่างบางของคนป่วย ที่นอนอยู่บนโซฟากลางห้อง ปากหนาบดขยี้ ปากบางอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา เขากำลังจะได้เล่นบนรักกับหมอเจียวอยู่เชียว ทั้งบรรยากาศ เวลาและอารมณ์ได้หมด แต่ตองมาหยุดลง เพราะเสียงโทรศัพท์จากคนที่นอนไม่ขัดขืนอยู่บนโซฟา
“อืม...พี่..ชัช”
ถึงแม้ปากหยักหนา จะกดทับปากเธอไว้ แต่หนูนิดก็พยายามที่จะเรียกชื่อ ชายหนุ่มที่กำลังข่มเหงเธอให้รู้สึกตัว
“อยากได้พี่เป็ผัวนักหรือไงหนูนิด วันนี้เธอได้สมใจแน่”
ด้วยความเมาที่ชัชนนท์ดื่มเบียร์มาตลอดทางที่ขับรถกลับ บวกกับความโกรธที่เขากำลังจะได้สมหวังกับหมอเจียวอยู่แล้วเชียว ทำให้ชายหนุ่ม กระทำกับหญิงสาวที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่ใต้ตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง
“อื่ม .... โอ่”
ถึงแม้ว่าจะกำลังป่วยอยู่ แต่เมื่อมือหนาของผู้บุกรุก บีบเคล้นยอดมประทุมที่อวบอิ่มจนล้นมือ หนูนิดก็ครางออกมาด้วยความรู้สึกที่เธอเองก็ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ปล่อยหนูนิดเถอะค่ะพี่ชัช”
หญิงสาวพยายาม ที่จะพูดให้ชายหนุ่มที่กำลังสาละวนอยู่กับเรือนร่างของเธอได้สติ ก่อนที่ทุกอย่างจะถลำมากไปกว่านี้
“เธอโทรไปไม่พอ ยังมานอนรอฉันอยู่ตรงนี้ หยุดเล่นละครใสซื่อสักทีเถอะหนูนิด”
ชัชนนท์เมื่อได้ยินในสิ่งที่หนูนิดพูด เขากลับยิ่งโมโห ฉีกชุดนอนของหญิงสาวที่ไม่มีเรื่ยวแรงจะขัดขืน จนเหลือแต่เพียงชุดชั้นในเพียงสองชิ้นเท่านั้น
