ชาวบ้านต่างบอกว่าเข้าใจแล้ว พวกเขาเองก็หวังอยากปลูกข้าวเก็บเกี่ยว จะได้ไม่ต้องกลัวอดตาย
“แล้วข้าก็มีข่าวดีจะบอกอีกอย่าง” ผู้นำหมู่บ้านเห็นว่าชาวบ้านพยักหน้าก็ยิ้มด้วยความพอใจ “ฮ่องเต้ทรงเมตตายกเว้นภาษีให้เราเป็เวลาสองปี"
นี่เป็ข่าวดี เมื่อชาวบ้านได้ยินข่าวก็ยิ้มสดใส ทุกคนคุกเข่าะโทรงพระเจริญ
หากไม่เสียภาษี พวกเขาจะสามารถประหยัดค่าอาหารได้มาก ไม่ต้องห่วงว่าจะหิวโหยแล้ว
ผู้นำหมู่บ้านพูดกับชาวบ้านอีกสองสามคำ ก่อนที่เขาจะให้ลูกชายแจกจ่ายเมล็ดและจดชื่อ
หลังจากนำเมล็ดข้าวกลับบ้านแล้ว ชาวบ้านต่างก็อธิษฐานขอให้ฝนตกโดยเร็ว เมื่อฝนตก พวกเขาก็จะสามารถปลูกข้าวได้
บางที์อาจได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาจริงๆ เพียงครึ่งเดือนต่อมาก็ฝนตกหนัก
เมื่อเห็นว่าฝนตก ชาวบ้านก็ส่งเสียงเชียร์วิ่งออกไปตากฝนข้างนอก
แม้แต่พวกหลี่ชิงเฟิงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น พวกเขาวิ่งเล่นในลานบ้าน
หลิวจือโหรวและหลี่ชิงหนิงอยากไป แต่โดนหลี่ชิงหลิงห้ามไว้
พวกน้องๆ ยังเด็ก นางกลัวว่าจะป่วยจึงไม่อนุญาตให้ออกไป
เด็กน้อยทั้งสองทำได้เพียงเฝ้าดูพี่น้องเล่นอย่างช่วยไม่ได้ ได้แต่อิจฉาอยู่ในใจ
แต่เมื่อหลี่ชิงหลิงไม่ทันระวัง หลี่ชิงหนิงก็ใช้ขาสั้นๆ วิ่งออกไป
“เอ๊ะ พี่ น้องวิ่งออกไปแล้ว” หลิวจือโหรวมองน้องสาวที่หัวเราะคิกคักท่ามกลางสายฝนแล้วกระทืบเท้าด้วยความร้อนรน
หลี่ชิงหลิงเงยหน้าขึ้นเห็นหลี่ชิงหนิงที่เล่นสนุกท่ามกลางสายฝน
นางส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ มองหลิวจือโหรวที่อิจฉาแล้วยอมแพ้ “อยากไปก็ไปเถอะ!"
พูดจบ หลิวจือโหรวก็วิ่งออกไปสนุกกับหลี่ชิงหนิง
"..." ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะรอคำพูดนี้ของนางอยู่!
หลิวจือโม่ออกมาเห็นแล้วหัวเราะ เอื้อมมือไปลูบหัวของนางและพูดอย่างตามใจ "ในเมื่อพวกเขามีความสุขก็ปล่อยให้พวกเขาเล่นหน่อยเถอะ เดี๋ยวให้ท่านปู่ต้มยาให้กินก็ได้แล้ว” นี่คือข้อดีของการมีหมออยู่ที่บ้าน ไม่ต้องห่วงว่าป่วยไข้แล้วต้องเดินทางไกลถึงตัวเมือง
หลี่ชิงหลิงชำเลืองมองเขา "ทำไมวันนี้พี่พูดเก่งจัง หืม?" ปกติเขาเข้มงวดกับเด็กๆ ไม่ใช่หรือ?
เขาเกี่ยวนิ้วเด็กสาว มองดูเด็กๆ หัวเราะอย่างมีความสุขในสนาม พูดเสียงอ่อนโยนว่าตราบใดที่พวกเขามีความสุขก็พอ
ถ้าไม่ใช่เพราะไม่เหมาะสม เขาก็อยากจะออกไปตากฝนเช่นกัน
หลี่ชิงหลิงชำเลืองมองเขา เห็นหูที่เริ่มแดงแล้วยิ้ม จับมือเขาพลางเอ่ย "ถ้าอยากจับมือก็จับสิ กลัวอะไร?” การแหย่เขาสนุกมากจริงๆ
นางรู้สึกเหมือนจะติดการหยอกล้อเขาเข้าให้แล้ว
หน้าของหลิวจือโม่กลายเป็สีแดง เขาหลบสายตาของหลี่ชิงหลิง กระแอมกล่าว “ข้าเพิ่งนึกได้ว่ายังมีบทความอ่านไม่จบ ข้าไปก่อนนะ” พูดจบก็ใช้แรงดึงมือออก สาวก้าวยาวจากไป
เมื่อเห็นเขารีบร้อน หลี่ชิงหลิงก็อดหัวเราะไม่ได้
ปกติอาจดูสงบนิ่งและใจดำ แต่จริงๆ แล้วเขาค่อนข้างขี้อายมาก
ทุกครั้งที่โดนแซวจะหน้าแดงและวิ่งหนีไป
หลิวจือโม่นั่งอยู่ในห้องหนังสือ ถูหน้าด้วยความหงุดหงิด เ้าเด็กคนนี้ชอบแกล้งเขาอย่างคาดไม่ถึงเสมอ
เขาไม่อยากหน้าแดงและเสียหน้า แต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้!
ทำไมสาวน้อยคนนั้นถึงหน้าหนาแบบนั้น? กล้าแกล้งเขาได้อย่างสงบขนาดนั้น?
หากมีครั้งหน้าอีก เขาจะต้องตอบโต้กลับไป ไม่หนีออกมาอีก
หลี่ชิงหลิงไม่รู้เลยว่าตนขุดหลุมให้ตัวเองเข้าแล้ว ทีหลังจะต้องเก็บเกี่ยวผลไม้รสขมที่นางปลูกเอาไว้เอง
...
"ฝนนี้จะตกถึงเมื่อไร" หลี่ชิงหลิงขมวดคิ้วมองสายฝนกระหน่ำข้างนอก ฝนนี้ตกต่อเนื่องสามวันสามคืนโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หากเป็แบบนี้จะต้องเกิดน้ำท่วมแน่
พอแล้งเสร็จก็ท่วม ประชาชนจะเอาชีวิตรอดอย่างไร
"มันขึ้นอยู่กับเบื้องบนแล้วละ" ชายชราตอบอย่างเป็กังวล "ถ้า์ไม่ช่วยก็ช่วยไม่ได้”
ที่เขากังวลที่สุดตอนนี้คือหลังฝนตก โรคร้ายจะตามมาหรือไม่?
เขาเร่งมือ หยิบยาส่งให้หลี่ชิงหลิงไปต้ม จากนั้นดื่มกันคนละชาม
หลี่ชิงหลิงมองชายชราที่เศร้าโศก "ท่านกลัวว่าจะมีโรคระบาดหรือ"
เด็กสาวเคยอ่านข่าวมาก่อนว่าหลังเกิดแผ่นดินไหว คนตายจะต้องถูกเผาเพื่อป้องกันการก่อตัวของโรคระบาด
ชายชราตอบรับ ยืนเอามือไพล่หลังที่ประตู ขมวดคิ้วมองดูสายฝนกระหน่ำข้างนอก
เขาหวังว่าตนเองจะแค่คิดมากไป
เมื่อเห็นท่าทางกังวลของชายชรา หัวใจของหลี่ชิงหลิงก็จมดิ่งลง
โรคระบาดครั้งก่อนมีคนจากไปมาก หากมาอีกครั้งนางคงนึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ
บอกว่าเป็นรกบนดินก็อาจไม่ใช่เื่เกินจริง
"ท่านปู่ช่วยเตรียมยาพวกนี้เพิ่มอีกหน่อยสิ ข้าอยากเอาไปให้ชาวบ้าน ให้พวกเขาได้ป้องกันหน่อย” หลี่ชิงหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูด พวกเขาป้องกันเองไม่พอแน่ ต้องร่วมกันป้องกันทั้งหมู่บ้านดีที่สุด...
มิฉะนั้นหากทุกคนในหมู่บ้านติดเชื้อ โรคระบาดจะแพร่มาถึงบ้านของพวกเขาไม่ช้าก็เร็ว
“ได้ เดี๋ยวข้าไปเตรียม”
หลังจากชายชราต้มยาเสร็จ ทุกคนในครอบครัวก็ดื่มกันคนละชาม
เด็กน้อยทั้งสองปิดจมูก ได้กลิ่นยาขมแล้วไม่อยากดื่ม
หลี่ชิงหลิงเห็นแล้วก็ขู่พวกเขาว่าหากไม่กินยาจะป่วย พอป่วยต้องกินยาขมเยอะกว่าเดิม
ทันทีที่นางขู่เช่นนี้ เ้าตัวเล็กทั้งสองก็ตัวสั่นแล้วบอกจะดื่มด้วยใบหน้าที่ขมขื่น
"ต้องแบบนี้สิ!" หลี่ชิงหลิงยื่นให้ทั้งสอง
หลังจากที่นางล้างชามทั้งหมดเสร็จก็ให้ยากับหลิวจือโม่ ขอให้เขาส่งยาไปที่บ้านของผู้นำหมู่บ้าน เล่าสถานการณ์ให้ฟัง ผู้นำหมู่บ้านจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไร
หลิวจือโม่พยักหน้า รับยา สวมเสื้อกันฝนจากฟางข้าวออกไปท่ามกลางฝนที่สาดเทอย่างหนัก
ผู้นำหมู่บ้านยืนมองดูสายฝนอยู่ที่ประตูด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง เมื่อเห็นหลิวจือโม่เดินมาท่ามกลางสายฝนก็ใ
"จือโม่ รีบเข้ามาเร็ว!" ผู้นำหมู่บ้านะโเสียงดัง "ฝนตกหนักขนาดนี้ มาทำไม มีเื่อะไรรึ?”
หลิวจือโม่ถอดเสื้อกันฝน จากนั้นหยิบยาที่ชายชราเตรียมไว้จากอ้อมแขน
“ท่านปู่ผู้นำหมู่บ้าน ตอนข้าหนีไปูเาซง ข้าได้ช่วยหมอคนหนึ่งไว้ ตอนนี้เขามาพักอยู่ที่บ้านข้าชั่วคราว” เขาส่งยาให้ผู้นำหมู่บ้าน “นี่คือยาป้องกันโรคระบาดที่เขาเตรียมไว้ ปู่เอาไปต้มแล้วแจกให้คนในหมู่บ้านดื่มเถอะ!"
เมื่อผู้นำหมู่บ้านได้ยินคำพูดของหลิวจือโม่ หัวใจก็เต้นสะดุด เขาถามอย่างกระวนกระวายใจว่า “จือโม่ หมอบอกว่าจะมีโรคระบาดหรือ" เมื่อนึกถึงโรคระบาดเมื่อปีที่แล้ว เขาก็อดใจสั่นไม่ได้
หากมีโรคระบาดอีก ชาวบ้านหนิวโถวจะไม่เหลือจริงๆ
“ยังไม่แน่ชัด เป็เพียงการระวังไว้ก่อน” หลิวจือโม่ไม่ได้ยืนยัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ “ท่านลองคิดดูสิ ภัยพิบัติมีคนตายตั้งเยอะ แล้วไม่ได้จัดการดีๆ แถมตอนนี้ฝนตกหนักอีก..."
เขาพูดไม่จบ แต่ผู้นำหมู่บ้านเข้าใจแล้ว
เขาพยักหน้าด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง กล่าวว่าเขาจะแจกจ่ายยาให้ชาวบ้านแน่นอน
“รบกวนท่านปู่ผู้นำหมู่บ้านแล้ว” หลิวจือโม่มองผู้นำหมู่บ้านที่แก่ลงแล้วแอบถอนหายใจ “ท่านปู่ ข้าขอตัวกลับก่อน”
“อืม ฝนยังตกหนัก ค่อยๆ กลับนะ!”
หลิวจือโม่ตอบรับ สวมเสื้อกันฝนและเดินตากฝนกลับไป
ทันทีที่หลิวจือโม่จากไป ลูกชายคนโตของผู้นำหมู่บ้านก็ออกมาถามอย่างเป็ห่วงว่า "ท่านพ่อ คราวนี้จะไม่เกิดโรคระบาดอีกใช่ไหม? ไม่รู้ว่าหมอที่หลิวจือโม่พูดถึงเชื่อถือได้หรือไม่"
“ไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องให้ความสำคัญ” ผู้นำหมู่บ้านเงยหน้าขึ้นมองลูกชายคนโต “จือโม่ยังคิดถึงชาวบ้าน แปลว่าเขามีหมู่บ้านเราอยู่ในใจ ทีหลังก็ต้องสุภาพกับพวกเขาหน่อย เข้าใจไหม" ตอนนี้เขาแก่แล้ว สุขภาพก็แย่ลง อนาคตตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านจะต้องตกเป็ของลูกชาย เขาหวังว่าหลังจากที่เขาจากไป ลูกชายของเขาจะปฏิบัติต่อครอบครัวหลิวจือโม่อย่างสุภาพ
วิสัยทัศน์ของเขาไม่เลว ครอบครัวของหลิวจือโม่น่าจะไปได้ไกล
การผูกมิตรกับพวกเขาจะมีแต่ประโยชน์
ลูกชายพยักหน้า แทบกล่าวสาบาน “ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะปฏิบัติต่อครอบครัวของพวกเขาด้วยความสุภาพ วางใจได้เลย!" การที่ทั้งครอบครัวของหลิวจือโม่รอดกลับมา แถมยังสภาพดีกว่าพวกเขา เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเก่งแค่ไหน
ไม่ว่าเขาจะไร้สมองแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันหาเื่คนประเภทนี้!
ผู้นำหมู่บ้านยิ้มอย่างพอใจ ถึงลูกชายคนโตจะไม่ฉลาดนัก แต่ก็ยินดีรับฟังคำเตือน ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว
“เอายาไปแจกชาวบ้าน บอกว่าเป็ยาอะไร หลังฟังแล้วคงกินอย่างเชื่อฟัง”
เขาฝากเื่นี้ไว้กับลูกชาย เพื่อให้เขาได้ปรากฏตัวต่อหน้าชาวบ้านมากหน่อย เป็การเปิดทางหลังรับตำแหน่ง
ลูกชายก็เข้าใจ เขาตอบรับอย่างเชื่อฟัง สวมเสื้อกันฝนและออกเดินทางพร้อมกับถุงยาใบใหญ่ในอ้อมแขน
เขาเคาะประตูทีละบานและอธิบาย จากนั้นให้ยา ชาวบ้านที่ได้ฟังต่างก็พยักหน้า บอกว่าจะต้มดื่มอย่างแน่นอน
บางคนถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ามียาอีกไหม? ให้พวกเขาเพิ่มอีกหน่อย
