อันเจิงมองไปยังซูเฟยหยิงที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวความรู้สึกนี้ไม่ต่างไปจากเหยื่อที่ถูกรังแกที่เคยสั่นเทาอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความหวาดกลัวไม่มีผิด
“เ้าทำแบบนี้ไม่ได้...”
เมื่อเห็นอันเจิงเดินเข้ามาหา ซูเฟยหยิงกลับไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืนเลยด้วยซ้ำ“ข้าเป็คนในตระกูลเดียวกับไทเฮา ต่อให้ข้าจะทำผิด เ้าก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้าไม่ว่าเ้าจะเป็ใคร เื่ในวันนี้จะจบลงแค่นี้ข้าสัญญาว่าต่อไปจะไม่มาหาเื่เ้าอีก...พี่ชายท่านนี้ หากเราไม่มีเื่กันก็คงไม่ได้รู้จักกันเช่นนี้หรอก ข้าไม่ถือสาเื่ที่เ้าฆ่าคนไร้ประโยชน์พวกนี้หรอกนะขอแค่เ้าไว้ชีวิตข้า ข้าจะช่วยให้เ้ามีอนาคตที่ดีแน่ ๆ”
อันเจิงยักไหล่เพื่อแสดงออกว่าตนไม่สนใจเื่พวกนี้
อาจเพราะใจนสติหลุดลอยไปหมดแล้วน้ำเสียงของซูเฟยหยิงจึงยิ่งสั่นเครือ “เ้าฆ่าข้าไม่ได้นะข้าเป็คนในตระกูลของไทเฮา...หากเ้าฆ่าข้า เ้าก็จบไม่สวยเหมือนกัน”
อันเจิงเดินไปพลางพูด“ข้ารู้ว่าการฆ่าเ้าต้องมีปัญหาใหญ่แน่ ดังนั้น ข้าก็เลยต้องฆ่าเ้าให้ได้ไม่เช่นนั้นปัญหาที่ข้าต้องเจอคงหนักกว่าเดิมหลายเท่า”
ซูเฟยหยิงหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปทันทีแต่เพิ่งวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็พบว่าอันเจิงมาดักรออยู่ข้างหน้าเสียแล้ว
“เ้าอยากได้อะไร ข้าจะให้เ้าทุกอย่างขอแค่เ้าไม่ฆ่าข้าก็พอ”
จู่ ๆ ซูเฟยหยิงก็คุกเข่าลงบนพื้นดินจากนั้นก็คำนับเขาอย่างต่อเนื่อง “ข้ารับรองว่าจะไม่ไปยุ่งกับแม่นางจวงอีกเื่ของพวกเ้าข้าก็จะไม่บอกใครเหมือนกัน”
“ปากชั่วนัก!”
อันเจิงถีบหน้าซูเฟยหยิง จากนั้นก็เหวี่ยงขวานลงไปทันที
เืสาดกระเด็นไปทั่ว แต่อันเจิงก็พลิกร่างหลบเืสกปรกเ่าั้ได้ทัน
เขาใช้ขวานขุดหลุมขนาดใหญ่ ก่อนจะโยนศพเ่าั้ลงไปแล้วกลบดินจนเต็ม
“ดูพอหรือยัง?”
อันเจิงหันไปพูดกับใครบางคนที่อยู่ไม่ห่างออกไป ชายชราทั้งสองจากโรงจวี้ฉ่างจึงจำต้องเดินออกมาจากที่ซ่อนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
อันเจิงปัดดินในมือออก“หากอยากแสดงตัวว่าเป็มิตรก็อย่าเอาแต่หลบ ๆ ซ่อน ๆ หากอยากจะตัดสัมพันธ์ก็ต้องตัดให้เด็ดขาดพวกเ้าซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด ข้าเดาว่าแม่นางจวงคงจะส่งพวกเ้ามาปกป้องคุณชายซูนั่นสินะแต่พอข้าลงไม้ลงมือกับพวกเขา พวกเ้าก็คิดว่าเื่นี้ใหญ่เกินไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่กล้ายื่นมือเข้ามาแทรกข้าเป็คนง่าย ๆ หากอยากทำอะไรก็จะทำอย่างเด็ดขาดทันที อีกอย่าง...หากข้ารู้สึกได้ว่ามีใคร้าจะห่างออกไปจากข้าข้าก็จะตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้ด้วยตัวเอง ตัดบัวไม่ให้เหลือใย”
“กลับไปบอกแม่นางจวงด้วยว่า เื่ที่โรงจวี้ฉ่างติดค้างข้าเอาไว้ไม่จำเป็ต้องใช้คืนอีกแล้วแค่พวกเ้าไม่แพร่งพรายเื่ในวันนี้ก็ถือเป็การตอบแทนแล้ว”
อันเจิงหมุนตัวแล้วเดินออกไป ทิ้งชายชราทั้งสองที่ชะงักนิ่งราวกับถูกสาปเป็หินเอาไว้ที่เดิม
หลังอันเจิงเดินจากไปชายชราหนึ่งในนั้นก็ถามคู่หูของตัวเอง “ทำอย่างไรดี? เขาฆ่าคนพวกนั้นไปแล้ว”
ชายชราอีกคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวกลับ“ไปกันเถอะ เขาแค่ทำในสิ่งที่พวกเราอยากทำมานานแต่ก็ทำไม่ได้เท่านั้น บางครั้งข้าอยากจะย้อนเวลากลับไปสักสิบปีจริงๆ ตอนนั้นเป็่ที่ข้าเด็ดขาดกับทุกเื่ได้อย่างจริงแท้”
หลังออกมาจากบ้านร้างหลังนั้น อันเจิงก็รู้ดีว่าเก็บเื่นี้เป็ความลับไม่ได้แน่คนในตระกูลหายไปทั้งคน พวกนั้นต้องตามสืบเื่นี้อย่างแน่นอนและเมื่อสืบไปถึงที่โรงจวี้ฉ่าง พวกเขาก็จะรู้ว่าซูเฟยหยิงเคยมีเื่กับใครที่นั่นอย่างไรเสีย คนในโรงจวี้ฉ่างก็ไม่ได้จงรักภักดีกับจวงเฟยเฟยเสียหน่อยภายใต้การกดดันจากตระกูลซู การหักหลังก็เป็เพียงทางเลือกเดียวสำหรับคนที่้าจะเอาชีวิตรอดเท่านั้น
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า อันเจิงเพิ่งจะกลับมาถึงที่สำนักวรยุทธ์เบิก์ชายชราจากโรงจวี้ฉ่างก็มารออยู่เสียแล้ว
“ฮูหยินให้ข้านำมันมามอบให้แก่เ้า”หลังพูดจบเขาก็รีบกลับออกไปทันที
อันเจิงมองกระดาษในมือเล็กน้อยเมื่อเปิดออกจึงพบว่าเป็จดหมายลายมือของจวงเฟยเฟย เขียนไว้เพียงสั้น ๆ เท่านั้น
“บุญคุณใหญ่หลวงไม่อาจตอบแทนด้วยคำขอบคุณแต่ข้าก็จะไม่หักหลังเ้าเด็ดขาด วันนี้ในโรงจวี้ฉ่างมีหกคนที่เห็นเ้ามาข้าส่งพวกเขาไปอยู่สาขาย่อยแถบทางเหนือหมดแล้ว คาดว่าคงอีกสองสามวันกว่าคนของตระกูลซูจะสืบมาถึงโรงจวี้ฉ่างข้าจัดการทุกอย่างเอาไว้แล้ว เ้าวางใจได้”
อันเจิงเดินเข้าไปในสวนและเผาจดหมายทิ้งในกองเพลิงที่จุดอยู่ข้างสนาม
จวงเฟยเฟยละเอียดรอบคอบมาก นางรู้ว่าคนของตระกูลซูไม่มีทางระแคะระคายในเร็วๆ นี้แน่ คนอย่างซูเฟยหยิง ไม่กลับบ้านสักสามสี่วันก็เป็เื่ธรรมดาอยู่แล้วรอให้ตระกูลซูรับรู้ว่าซูเฟยหยิงหายตัวไปและส่งคนออกไปสืบ หกคนนั้นก็ถูกส่งไปที่สาขาทางเหนือแล้วเมื่อไปถึงที่ดินแดนของเผ่าหมาน ต่อให้จะเป็ตระกูลซู ก็ไม่อาจสืบเื่นี้ได้ง่ายๆ อีก เพราะเผ่าหมานไม่มีทางไว้หน้าพวกเขาแน่
แต่หากเป็เช่นนั้นก็เท่ากับโรงจวี้ฉ่างยอมแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดเอาไว้เองเพราะคนที่รู้ว่าอันเจิงไปที่โรงจวี้ฉ่างถูกส่งออกไปจนหมดแล้วและโรงจวี้ฉ่างก็เป็ที่สุดท้ายที่ซูเฟยหยิงไป คนของตระกูลซูต้องกดดันโรงจวี้ฉ่างแน่ๆ
เมื่อเห็นว่าอันเจิงมีสีหน้าไม่สู้ดีนักกู่เชียนเยว่ที่นั่งแกว่งขาอยู่บนต้นไม้อย่างสบายใจก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพูดพึมพำเบา ๆ “เ้าคนนี้ เจอเื่ลำบากอะไรมาอีกหรือไม่นะ...”
กู่เชียนเยว่ะโลงมาจากต้นไม้แล้วเดินมือไขว้หลังตามอันเจิงไป
อันเจิงกำลังคิดว่าควรจะจัดการเื่นี้อย่างไรจะทำอย่างไรโรงจวี้ฉ่างจะไม่ถูกตระกูลซูล้างแค้น
“เ้าฆ่าคนมารึ?” กู่เชียนเยว่เดินตามหลังอันเจิง นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะถามขึ้น
อันเจิงพยักหน้า “ใช่”
กู่เชียนเยว่กล่าวขึ้น“ข้ารู้ว่าคนที่เ้าฆ่าย่อมมีเหตุผลที่สมควรตายอยู่ ดังนั้นครั้งนี้เ้าไปมีเื่กับคนที่จัดการลำบากเข้าแล้วสินะ?”
อันเจิงยอมรับออกไป “จัดการลำบากจริง ๆน่ะแหละ”
“ก็แค่ต้องเลือกว่าจะอยู่ต่อหรือจะไปเท่านั้นอย่างมากเราก็แค่ไปจากที่นี่”
อันเจิงชะงักฝีเท้าลงก่อนจะหัวเราะออกมา“ที่เ้าพูดก็มีเหตุผล อย่างมากก็แค่ต้องไปจากที่นี่เท่านั้น”
กู่เชียนเยว่หัวเราะออกมา “การแก้ปัญหาด้วยความเครียดมักทำให้ปัญหากลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นเสมอทั้งยังคิดแบบเป็กลางไม่ได้อีกต่างหาก ข้ารู้ว่าเ้ามักจะมองโลกในแง่ร้ายอยู่ตลอดแม้ภายนอกจะดูเหมือนเฮฮาสนุกสนาน แต่ความจริงแล้วเ้ามักจะคิดทุกอย่างในทางที่เลวร้ายที่สุดเสมอ แบบนั้นไม่ดีเลยสักนิดเหนื่อยเกินไป”
นางเดินไปตบบ่าของอันเจิงเบา ๆ ก่อนจะกอดคอเขาอย่างที่พวกผู้ชายชอบทำกันนางเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเขา แต่เดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็พบว่าตัวเองต้องเขย่งเท้าเดินจึงจะกอดคออันเจิงได้ซึ่งนั่นเหนื่อยเกินไป นางจึงล้มเลิกการกระทำนั้นลงในที่สุด
“เ้าถามข้าอยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่รึว่าทำไมต้องตามมาอยู่กับพวกเ้าด้วย?”
กู่เชียนเยว่เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอันเจิง นางหันหน้าเข้ามาหาเขาพลางเดินถอยหลังระหว่างที่คุยกัน“วันนี้ เพราะเห็นว่าเ้าอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นข้าจะบอกความลับนี้กับเ้า...”
นางชี้ไปที่สร้อยลูกประคำโลหิตของอันเจิง“ข้ารู้ว่าเกล็ดมัจฉาเข้าไปในนั้น”
อันเจิงหยุดเดิน กู่เชียนเยว่ก็หยุดเดินเช่นกันทั้งสองมองตากันครู่หนึ่งก่อนกู่เชียนเยว่จะหันหน้าหนีอย่างทำตัวไม่ถูก“แม้ว่าข้าจะงามเสียยิ่งกว่าดอกไม้ แต่เ้ามองข้านาน ๆ แบบนี้ข้าก็เขินเป็เหมือนกันนะ”
อันเจิงหัวเราะออกมา “อย่างเ้าเขินเป็ด้วยรึ”
กู่เชียนเยว่สบถเสียงในลำคอเบา ๆ“ข้าก็เป็ผู้หญิงคนหนึ่งนะแต่เป็ผู้หญิงที่แข็งแกร่งมากกว่าผู้ชายทั่วไปเท่านั้น...เฮ้ ๆ ตกลงจะฟังหรือไม่ อย่าพูดแทรกสิ”
อันเจิงชี้ไปที่ศาลาซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล“ไปนั่งคุยที่นั่นเถอะ”
กู่เชียนเยว่เดินล่องลอยไปที่ศาลาราวกับผีเสื้อที่กำลังโบยบิน และก็เป็อย่างที่คิดสาวน้อยที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็ะโขึ้นไปนั่งบนกำแพงไม้ที่ตั้งอยู่ข้างศาลา นางพูดกับอันเจิงขณะนั่งอยู่บนนั้น“เผ่ากู่เลี่ยมีตำนานเื่หนึ่ง ว่ากันว่าเมื่อปลาวิเศษปรากฏตัวขึ้นแผ่นดินจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย ข้ารู้ว่าเ้าไม่เชื่อตำนานเหล่านี้เ้าไม่เชื่อเื่การมีตัวตนของปลาวิเศษด้วยซ้ำ”
“ข้าเชื่อ”
กู่เชียนเยว่อึ้งไปเล็กน้อย“นี่ไม่เหมือนเ้าเลยสักนิด”
“ความจริง ข้าเคยเห็นมันมาก่อน”
กู่เชียนเยว่มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว“เ้าว่าอย่างไรนะ?”
อันเจิงเล่าเื่ที่ตนขึ้นไปที่เทือกเขาชางหมานเพื่อหายาให้ตู้โซ่วโซ่วแบบคร่าวๆ และเื่ที่เขาเล่าออกมา ก็ทำให้กู่เชียนเยว่เบิกตาขึ้นอย่างกะทันหัน“เ้าเคยเจอปลาวิเศษงั้นรึ! มิน่า...เกล็ดมัจฉาถึงเลือกเ้า”
นางตั้งสติอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อไป“ในเมื่อเ้าเคยเห็นปลาวิเศษแบบนั้น เ้าคงจะเข้าใจเื่ตำนานของเผ่ากู่เลี่ยได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะว่ากันว่า ปลาวิเศษถือกำเนิดขึ้นจากกลิ่นอายแห่งความวุ่นวายในโลกนี่เป็เื่ที่ค่อนข้างลึกลับและน่าพิศวง แม้แต่ข้าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่ากลิ่นอายแห่งความวุ่นวายในโลกคืออะไร เอาเป็ว่าตำนานของเผ่ากู่เลี่ยบอกไว้แบบนี้ก็แล้วกัน...เมื่อปลาวิเศษปรากฏตัวขึ้นแสดงว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ใต้หล้ากำลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย และในเวลาเช่นนี้ผู้ที่ฟ้าลิขิตจะปรากฏตัวขึ้น”
“คนที่มีวาสนาต่อปลาวิเศษจะได้รับการชักจูงจากเกล็ดมัจฉา”
เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ นางก็มองไปยังอันเจิงแวบหนึ่ง“น่าเสียดายที่เ้าธรรมดาเกินไป ไม่ได้สูงใหญ่หรือหล่อเหลาเลยสักนิดอย่างมากก็แค่พอดูได้เท่านั้น ดังนั้นข้าจึงสงสัยในรสนิยมของปลาวิเศษมาก หรือไม่มันก็อาจจะชักจูงผิดคน?”
อันเจิงกลอกตา “ตั้งใจเล่าหน่อยได้หรือไม่”
กู่เชียนเยว่มองไปยังอันเจิงราวกับตำหนิว่าเขาช่างโง่เขลานักก่อนจะกล่าวต่อไป“ที่เผ่ากู่เลี่ยเลือกอยู่ในเทือกเขาชางหมานก็เป็เพราะตำนานเื่นี้คนในเผ่ากู่เลี่ยเห็นว่า การปกป้องปลาวิเศษเป็หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแต่อาจเป็เพราะมีเพียงบรรพบุรุษของเผ่าเท่านั้นที่เคยเห็นปลาวิเศษส่วนคนรุ่นหลังอย่างพวกเรากลับไม่เคยมีใครเจอมันมาก่อน ดังนั้นเื่การปกป้องปลาวิเศษสุดท้ายจึงกลายเป็แค่ตำนานของเผ่าเราเท่านั้น”
นางกล่าวด้วยท่าทางจนปัญญา“แต่นี่ก็คือความเชื่อของเราคนของเผ่ากู่เลี่ยคิดว่าตัวเองเป็องครักษ์ของปลาวิเศษมาั้แ่เกิดคิดว่าพวกเราเป็ประชาชนของปลาวิเศษ...แม้ข้าจะไม่คิดแบบนั้น แต่ก็เปลี่ยนความคิดของท่านพ่อไม่ได้เพราะทุกครั้งที่ข้าตั้งข้อสงสัยในเื่นี้ ท่านก็มักจะบอกข้าด้วยแส้ว่าข้าคิดผิดหลังถูกตีหลายครั้งเข้า ข้าจึงต้องยอมรับว่าตัวเองเกิดมาเพื่อปกป้องปลาวิเศษแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม...เ้าว่าเื่นี้แปลกหรือไม่ ท่านพ่อ ท่านปู่และบรรพบุรุษก่อนข้าอีกหลายร้อยปี ไม่มีใครเคยเห็นปลาวิเศษมาก่อนแต่ข้ากลับเจอมันเสียอย่างนั้น”
อันเจิงหัวเราะเบา ๆ “เพราะเ้าโชคดีอย่างไรเล่า”
“โง่จริง ๆ เมื่อปลาวิเศษปรากฏตัวขึ้นแสดงว่าโลกกำลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย แล้วแบบนี้ ยังมาบอกว่าข้าโชคดีอีกงั้นรึ?”
อันเจิงอึ้งไป “อ้อ...เ้าพูดต่อเถอะ”
กู่เชียนเยว่มองเขม่นอันเจิงแวบหนึ่งก่อนจะเล่าต่อ“ว่ากันว่า ปลาวิเศษจะทิ้งเกล็ดเอาไว้สามร้อยหกสิบห้าแผ่น เมื่อรวบรวมเกล็ดพวกนี้ได้จนครบก็จะได้รับเกราะวิเศษซึ่งเกราะนี้เป็สมบัติวิเศษที่มีระดับสูงกว่าระดับสีม่วงเสียอีกมันสามารถให้พลังกับผู้ที่ได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว”
“ข้าคิดว่าหากรวบรวมจนครบแล้ว จะสามารถอัญเชิญัออกมาได้เสียอีก”
“หุบปากไปเลย”
กู่เชียนเยว่พูดต่อไป“แต่ข้าเป็คนหัวรั้นมาั้แ่เกิดทำไมคนในเผ่าเราต้องลำบากลำบนเพื่อรวบรวมเกล็ดมัจฉาแล้วมอบเกราะวิเศษให้คนที่ฟ้าลิขิตด้วย? แบบนั้นไม่ยุติธรรมเลยสักนิดดังนั้น ข้าจึงตัดสินใจขายเกล็ดมัจฉา!”
อันเจิงยกนิ้วโป้งให้โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
กู่เชียนเยว่แกว่งขาอย่างอารมณ์ดีพลางพูดขึ้น“ข้ารู้ว่าการกระทำนี้ไร้ซึ่งความกตัญญูแต่คนในเผ่าของข้าไม่อาจทนรับาได้อีกแล้ว ครั้งก่อน เพราะเข้าร่วมศึกของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นเผ่าของข้าจึงได้รับความเสียหายอย่างหนักข้าไม่อยากแบกรับหน้าที่ที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ต่อให้ปลาวิเศษจะปรากฏตัวขึ้นจริง ๆข้าก็ไม่อยากจะแบกรับหน้าที่อะไรเอาไว้ทั้งนั้นแทนที่จะให้คนในเผ่าต้องมาเผชิญกับอันตรายอีกครั้ง สู้นำมันไปแลกเป็ของที่มีประโยชน์ต่อเผ่าจะดีกว่า”
“แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเกล็ดมัจฉาจะเลือกเ้า”
อันเจิงถามขึ้น “พวกเ้าเก็บเกล็ดนั้นได้รึ?”
กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ นั่นเป็ของศักดิ์สิทธิ์ที่คนในเผ่านับถือมาั้แ่บรรพบุรุษว่ากันว่า นั่นเป็เกล็ดที่ปลาวิเศษทิ้งเอาไว้ในเผ่ากู่เลี่ยในการปรากฏตัวครั้งล่าสุดเพราะแบบนั้น เผ่ากู่เลี่ยก็เลยรู้สึกว่านั่นเป็หน้าที่ที่ต้องทำมาโดยตลอดท่านพ่อบอกข้าว่า เกล็ดมัจฉาที่เผ่ากู่เลี่ยเคารพบูชานี้จะนำพาให้เราไปพบเกล็ดมัจฉาที่เหลือเอง”
อันเจิงพูดขึ้น “ข้าเจอปลาวิเศษที่เทือกเขาชางหมานหรือปลานั่นจะสลัดเกล็ดของตัวเองก่อนจะหายตัวไป? เกล็ดตั้งสามร้อยหกสิบห้าแผ่นเชียวนะหากสลัดเกล็ดพวกนั้นออกไปจนหมด ปลาวิเศษนั่นก็ลงกระทะได้แล้ว”
กู่เชียนเยว่ด่าขึ้นเสียงดัง“ช่วยเคารพมันหน่อยได้หรือไม่”
อันเจิงตอบกลับ “ได้”
“แต่ข้าคิดว่านึ่งอร่อยกว่านะ”
อันเจิง “...”
“เอาล่ะ ๆ เข้าเื่กันต่อเมื่อมีเกล็ดมัจฉาที่เผ่ากู่เลี่ยเคารพนับถือ ก็จะสามารถตามหาอีกสามร้อยหกสิบสี่เกล็ดที่เหลือจนเจอจากนั้นก็รวบรวมมันเข้าด้วยกันจนได้เกราะวิเศษมา เ้า...เป็คนที่เกล็ดมัจฉาเลือกดังนั้น ข้าจึงตามติดเ้าแบบนี้อย่างไรเล่า”
“ข้าเคยคิดว่าเ้าแอบชอบข้ามาตลอดเสียอีก”
กู่เชียนเยว่ะโลงมาจากกำแพงก่อนจะเดินเข้ามาหาในท่ามือไขว้หลัง “เ้ามันทึ่ม ทึ่ม ๆ ๆ”
