แรงลมที่ร้ายกาจกดทับร่างกาย พัดผ่านเส้นผมที่ยาวสลวยให้พลิ้วไหว ทว่าสีหน้าของแช็คกลับสงบนิ่ง เขาไม่มีท่าทีว่าจะขยับตัวเลย
ท่ามกลางเสียงวูซๆ เมื่อผู้ชมเห็นกระบองหนามเหล็กั์ทุบลงมาที่หัวอย่างรวดเร็ว ทำให้คนขี้กลัวที่อยู่ด้านล่างก็คิดไปถึงฉากสมองเล็กๆ ของนักรบร่างผอมของเมืองแซมบอร์ดถูกทุบจนกะโหลกแตก ทั้งเืทั้งสมองไหลเยิ้มออกมาไม่ขาดสาย บางคนถูกความกลัวเข้าครอบงำจนยกมือขึ้นมาปิดตาไว้…
แต่ทันใดนั้น...
แคร่ก แคร่ก แคร่ก!!!
เสียงบางอย่างแตกหักดังขึ้นมาอย่างช้าๆ
การต่อสู้มักจะเกิดการเหตุการณ์พลิกผันอยู่ตลอดเวลา
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวทุกอย่างบนสนามประลองดาบก็หยุดนิ่ง
ร่างคล้ายสัตว์อสูรกระหายเืของนักรบอาณาจักรกู่เต๋อที่วิ่งเข้าไปหาแช็คก็หยุดชะงัก เช่นเดียวกับกระบองหนามที่น่าสะพรึงกลัวในมือเขาก็หยุดนิ่งเช่นกัน วินาทีก่อน นักรบคนนี้ราวกับจะฉีกกระชากร่างของฝ่ายตรงข้ามให้แหลกเหลวได้นั้น กลับหยุดชะงักกลางอากาศในเวลานี้
ณ เวลานี้ มันไม่อาจเดินหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว
และสิ่งที่ใช้หยุดร่างของมันคือ นิ้ว
เพียงสองนิ้วเล็กๆ ที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร
ใบหน้าของแปเตอร์ แช็คยังคงเรียบเฉย เพียงยกสองนิ้วขึ้นมาอย่างลวกๆ ก็สามารถหยุดหัวกระบองหนามแหลมด้วยปลายนิ้ว และทำลายกระบวนท่าการโจมตีของนักรบอาณาจักรกู่เต๋อได้อย่างง่ายดาย
ไม่ ไม่ใช่แค่ทำลายกระบวนท่าโจมตี
แต่ยังเป็การเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย
ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างพากันอ้าค้างจนกรามแทบจะร่วงตกพื้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขามองตาค้างไปยังจุดกึ่งกลางระหว่างปลายนิ้วของนักรบหน้านิ่งของเมืองแซมบอร์ด รอยร้าวสีขาวบนกระบองเหล็กหนามก็เริ่มปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน จากนั้นรอยร้าวก็ขยายออกเป็วงกว้างราวกับใยแมงมุม ก่อนที่อาวุธั์ที่สร้างขึ้นจากเหล็กกล้าจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ แล้วร่วงตกลงบนพื้น
“ฟืด…”
นักรบเคราครึ้มจากกู่เต๋อก้มมองกระบองหนามแหลมที่แตกเป็เสี่ยงๆ จนเหลือแค่ขอนไม้ด้วยใบหน้าซีดเซียวราวกับเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ ฉับพลันแข้งขาก็อ่อนแรง
แค่นิ้วก็สามารถทำลายกระบองเหล็กั์ที่หนักหลายร้อยจินจนแตกเป็เสี่ยงๆ ได้ นี่แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ขอแค่อีกฝ่าย้าก็สามารถบดขยี้เขาให้กลายเป็เนื้อบดได้เพียงนิ้วเดียว
“เ้าแพ้แล้ว” แช็คชักนิ้วตัวเองกลับมา พลางพูดเบาๆ ต่อไปว่า “ข้าไม่อยากฆ่าคน เ้าะโลงจากสนามประลองเองเถอะ!”
“ข้า...” นักรบเคราครึ้มจากอาณาจักรกู่เต๋ออยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่เมื่อมองเห็นเศษเหล็กที่แตกกระจายบนพื้นแล้ว ความกล้าทั้งหมดพลันหายไปในพริบตา เขาตัวแข็งทื่อเล็กน้อยก่อนจะหันหลังะโลงจากสนามประลองไป
“ยอดฝีมือที่ชนะในรอบแรกคือ…แปเตอร์ แช็คแห่งเมืองแซมบอร์ด!”
กรรมการผู้ตัดสินประกาศชื่อผู้ชนะในการต่อสู้รอบแรกระหว่างเมืองแซมบอร์ดกับอาณาจักรกู่เต๋อ เสียงนี้ได้ส่งผ่านไปยังวงเวทขยายเสียงที่ติดตั้งบนสนามประลองดาบ ทำให้เสียงนี้สามารถดังไปทุกสารทิศและทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
“แช็ค! แช็ค! แปเตอร์ แช็ค!!!”
ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงว่าแค่การประลองรอบแรกจะน่าตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีฉากการต่อสู้ที่รุนแรงอย่างเปลวไฟคลื่นพลังตระการตาหรือเศษหินที่แตกกระจายปลิวว่อนไปทั่ว แต่ฉากที่แช็คใช้นิ้วมือทำลายอาวุธจนแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ ก็สั่นประสาททุกคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ได้แล้ว
ฉากนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมที่อยู่รอบๆ มากกว่าการต่อสู้ที่ดุเดือดหลายเท่า ทันทีที่สิ้นเสียงกรรมการผู้ตัดสิน ผู้คนนับพันที่ดูการประลองต่างพากันะโเรียกชื่อของแปเตอร์ แช็คทั่วทั้งสนามอย่างบ้าคลั่ง
บนสนามประลองดาบ บุรุษรูปร่างผอมสูงสวมเพียงเกราะเบาเรียบๆ และผ้าคลุมสีดำที่สะบัดไปตามแรงลมอย่างรุนแรง ผมหยิกยาวราวกับน้ำตกของแช็คปลิวสยาย เวลานี้ เสน่ห์ที่น่าหลงใหลก็กระจายออกมา ลักษณะความเป็นักรบและผู้นำกองทัพทหารค่อยๆ เผยให้เห็น
ซุนเฟยอยู่ที่นั่งอยู่ในเขตพักผ่อนสำหรับนักรบก็หัวเราะอย่างพอใจพลางปรบมือ
อัศวินบรอนซ์เซนต์ทั้งห้าสิบคนยกขวานั์ในมือเคาะโล่ออกมาอย่างตื่นเต้น เสียงโลหะกระทบกันดังเป็จังหวะเพื่อเชิดชูผู้บัญชาการของตน
นี่ก็เป็ครั้งแรกที่เหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ได้เห็นแช็คต่อสู้
ปกติแล้วผู้บัญชาการจะเป็คนที่เงียบขรึม พูดน้อย และไม่ค่อยแสดงความแข็งแกร่งออกมา ทำให้พวกเขาคิดว่าผู้บัญชาการแช็คคงจะสู้ 'สองอสุรกาย' หรือองครักษ์ประจำตัวขององค์าาและยอดฝีมือคนอื่นๆ ไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้บัญชาการแช็คเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง สายตาที่มองไปยังผู้บัญชาการของตัวเองบนสนามประลองดาบเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ อัศวินบรอนซ์เซนต์เริ่มรู้สึกเืร้อนระอุขึ้นมา...
……
“เมืองแซมบอร์ดมียอดฝีมือโผล่ขึ้นมาอีกคนแล้ว!”
“แปเตอร์ แช็ค ทำไมเมื่อก่อนข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย อา การต่อสู้เมื่อครู่เขายังไม่แม้แต่จะโคจรคลื่นพลังออกมาด้วยซ้ำ ใช้แค่นิ้วก็สามารถบดขยี้อาวุธั์แบบนั้นได้อย่างง่ายดาย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะติดอันดับยอดฝีมือสิบอันดับแรกของเขตาภาคเหนือก็เป็ได้!”
“แข็งแกร่งถึงขนาดที่แค่ใช้นิ้วแตะเบาๆ ก็สามารถทำลายกระบองเหล็กั์แตกได้ อืม หรือว่า ความแข็งแกร่งของเขาจะอยู่ที่ระดับห้าดาว?”
“อืม เป็ยอดฝีมือที่น่าสนใจดี ไหนลองดูสิว่า ข้าจะสามารถดึงเขาออกมาจากาาแซมบอร์ดได้หรือไม่!”
เขตที่พักพิเศษข้างๆ สนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่ เมื่อพวกเขาได้เห็นฉากนี้แล้ว เหล่าขุนนางหรือคนชนชั้นสูงก็พากันตกตะลึงกันถ้วนหน้า ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางคนก็ตาเป็ประกาย ในใจก็วางแผนที่จะดึงตัวยอดฝีมือคนนี้มาจากาาแซมบอร์ด
ความจริงแล้วการแข่งขันการซ้อมรบก็คือการรวมตัวกันของเหล่าขุนนางและกองกำลังที่อยากค้นหายอดฝีมือ ขุนนางชั้นสูงส่วนใหญ่จะเล็งหานักรบชั้นยอดจากอาณาจักรบริวารที่โดดเด่นที่สุดในการแข่งขัน เมื่อพวกเขาสนใจนักรบคนไหนก็จะหาทางดึงมาเป็พวกหรือไม่ก็ใช่วิธีข่มขู่ต่างๆ นานา เพื่อลากเข้ามาเป็กองกำลังของตัวเอง
ถึงแม้ว่าการกระทำแบบนี้จะแอบทำกันอย่างลับๆ แต่ในความเป็จริงแล้วก็ได้รับการยอมรับจากองค์จักรพรรดิ แม้แต่บางคนก็เปรียบการกระทำนี้ว่าเป็การตัดกุยช่าย ในระหว่างพักการแข่งขันการซ้อมรบสามปีจะเป็่เพาะเลี้ยง รอจนกว่าความแข็งแกร่งของนักรบทุกอาณาจักรบริวารเติบโตได้อย่างเต็มที่ พวกเขาถึงค่อยเริ่มกระบวนการเก็บเกี่ยวด้วยการตัด ‘กุยช่าย’
เหตุผลนั้นเป็อะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน
ความจริงแล้วราชอาณาจักรก็ไม่เคยไว้ใจอาณาจักรบริวารที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเองเต็มร้อย บนแผ่นดินอาเซรอท เื่ที่อาณาจักรบริวารแยกตัวหรือหักหลังราชอาณาจักรที่ปกครองตัวเองก็มีให้เห็นอยู่มากมาย แม้แต่ตัวราชอาณาจักรเซนิทเองก็ก่อตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานในการหักหลังราชอาณาจักรสปาร์ตากุส ดังนั้นกระบวนการ ‘เก็บเกี่ยว’ ไม่เพียงจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเอง แต่ยังเป็การกำจัดความแข็งแกร่งของอาณาจักรบริวารได้อย่างเงียบๆ นี่เป็หนึ่งในวิธีควบคุมอาณาจักรบริวารของราชอาณาจักร
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่พวกเขาสามารถแย่งคนมาได้สำเร็จ
ในแผ่นดินอาเซรอท หลังจากที่นักรบได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนแสดงความจงรักภักดีต่อหน้าาาของตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่ไปแสดงความจงรักภักดีกับใครได้อีก
นี่เป็เกียรติยศและความเชื่อมั่นของเหล่านักรบในสมัยโบราณ
แต่น่าเสียดายที่ในกฎแห่งป่า เมื่อมีคนเลือกที่จะยึดถือเกียรติยศและความเชื่อมั่น ก็ย่อมมีคนเลือกตำแหน่งและเงินทองเช่นกัน ถึงแม้ว่าาาจะมีนักรบที่จงรักภักดีต่อตัวเอง แต่เมื่อนักรบเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางหรือกองกำลังที่ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงที่อยากดึงไปเป็พวกหรือข่มขู่คุกคาม าาเ่าั้เลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับนักรบที่จงรักภักดีต่อตัวเองทันที ปล่อยให้นักรบที่มีความจงรักภักดีตกไปอยู่ในกำมือพวกขุนนางในเมืองหลวง
เื่แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้งใน่ยี่สิบปีที่ผ่านมา
ระยะนี้าาแซมบอร์ดมักจะสร้างเื่ให้ผู้คนต้องตกตะลึง ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดก็ทำให้เมืองหลวงตื่นตะลึงเช่นกัน แต่ในสายตาของคนบางคน พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อหมูติดมันชิ้นหนึ่ง ที่ไม่ว่าใครก็อยากจะกลืนกินเนื้อหมูชิ้นนี้แล้วย่อยมาเป็พลังของตัวเอง
พวกเขาเหมือนหมาป่าที่ดุร้ายและซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ เพื่อรอคอยโอกาส
และตอนนี้ โอกาสมาถึงแล้ว
ยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดได้กลายเป็เป้าหมายของพวกเขา จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถดึงยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ดมาเป็พวกของตัวเองได้
ไม่มีใครเชื่อว่าเมืองแซมบอร์ดจะเป็แผ่นเหล็กที่มีอยู่แผ่นเดียว1 พวกยอดฝีมือที่มาจากบ้านนอกทุรกันดารทางภาคเหนือ พอมาเจอคำเชิญจากกองกำลังในเมืองหลวงหรือเงินทองและตำแหน่งสูงๆ ก็พากันตะครุบแทบไม่ทัน
‘กุยช่าย’ เจริญงอกงามได้สมบูรณ์อย่างมาก ดูเหมือนว่าฤดูกาล ‘เก็บเกี่ยว’ ได้มาถึงแล้ว
……
การประลองระหว่างยอดฝีมือในหกรอบต่อมา ฝ่ายเมืองแซมบอร์ดสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างรวดเร็วประหนึ่งกวาดใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง พวกเขายัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่อาณาจักรกู่เต๋อถึงหกรอบรวด
'สองอสุรกาย' เฟร์นันโด ตอร์เรส พัศดีโอเลเกร์และฟีลิปโป อินซากี ทั้งห้าคนขึ้นสนามประลองตามลำดับ และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของตัวเองได้อย่างง่ายดาย
องค์ชายแดร็นเตอแห่งอาณาจักรกู่เต๋อ หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม หนึ่งใน 'เจ็ดหมาป่า' ฉายา 'หมาป่าดำ' เขาเป็ยอดฝีมือคนสุดท้ายที่ขึ้นมาบนสนามประลอง และเป็ผู้ที่ยืนหยัดบนสนามประลองได้ยาวนานที่สุด เขาปะทะกับเด็กหนุ่มผมทองที่ชื่อตอร์เรสอย่างดุเดือด และกินเวลามากกว่ายี่สิบนาที แต่สุดท้ายเขาก็ถูกลูกธนูผีที่ตอร์เรสยิงออกมาทะลวงเข้าที่ไหล่ข้างซ้ายจนทะลุ ทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปมากกว่าครึ่ง องค์ชายแดร็นเตอจำใจต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และเป็ฝ่ายะโลงจากสนามประลองด้วยตัวเอง
การประลองของยอดฝีมือทั้งหกรอบ ทำให้ฝูงชนที่ล้อมรอบสนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่รู้สึกสุขสมกันถ้วนหน้า
ความแข็งแกร่งที่ยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดแสดงออกมาทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง
ดร็อกบาและเพียร์ซะเิพละกำลังที่น่าเกรงขามออกมาอย่างบ้าคลั่ง พลังป้องกันที่ทรงพลังและหมัดคลื่นกระแทกแปลกๆ ของพัศดีโอเลเกร์ได้สร้างความตะลึงให้แก่ทุกคน เฟร์นันโด ตอร์เรส เด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่มีใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางสง่างามมาพร้อมทักษะการยิงธนูที่ไม่น่าเชื่อ และเด็กหนุ่มร่างผอมบางท่าทางขี้อายที่มาพร้อมทักษะสังหารที่น่าหวั่นเกรง…
ทักษะการต่อสู้แปลกๆ ที่ชาวเมืองแซมบอร์ดทุกคนได้แสดงออกมา ทำให้ฝูงชนที่เลือกมามุงดูสนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่รู้สึกปลาบปลื้ม เสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง หลายคนนึกในใจว่า ดีแล้วที่เลือกมาดูสนามประลองดาบหมายเลขนี้
แม้กระทั่งวณิพกบางคนก็ยังแต่งกลอนชื่นชมยอดฝีมือจากเมืองแซมบอร์ดทั้งหกคนออกมา แม้ว่าการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด แต่พวกเขาก็อดทนรอไม่ไหว พากันขับขานบทกลอนที่ตัวเองแต่งขึ้นมาให้เหล่าฝูงชนคนอื่นๆ ได้รับฟัง…
“'ผมขาวดาบเร็ว' พอล เพียร์ซ นักดาบใต้บัญชาการของาาแซมบอร์ด ร่างกายของเขาแข็งแรงราวกับวัวถึก ดาบของเขารวดเร็วดุจสายฟ้า…ไม่มีใครมองเห็นวิถีดาบของเขาได้ เมื่อไรที่ลมหนาวพัดผ่าน จงรู้เอาไว้เถิดว่าเ้าได้สิ้นชีพแล้ว…”
“'หมัดพิฆาตผมดำ' ดิดิเย ดร็อกบา เขาเป็นักรบผู้ห้าวหาญของาาอเล็กซานเดอร์ ร่างกายกายของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์อสูรทะเล หมัดของเขาสามารถทำลายดวงดาวเป็ผุยผงได้...จงอย่าท้าทายนักรบแซมบอร์ดคนนี้ มิเช่นนั้นหมัดของเขาจะบดขยี้ร่างของเ้าให้แหลกเหลว..."
“'ความสิ้นหวัง' เ้าอ้วนโอเลเกร์ เขาเป็ดั่งอสูรกายขนาดั์ แม้แต่ัผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องรู้สึกสิ้นหวังเมื่อเผชิญหน้ากับเขา ร่างกายของเขาป้องกันทุกการโจมตีได้ทั้งหมด หมัดของเขาสามารถฉีกกระชากแผ่นดินได้...หากต้องเผชิญหน้ากับเขา เ้าจะรู้ได้ว่าความสิ้นหวังเป็เช่นไร…”
“'นิ้วเดียวแตกสลาย' แปเตอร์ แช็ค เพียงนิ้วของเขาก็สามารถทำลายเหล็กกล้าให้แตกสลายในพริบตา แค่นิ้วััทุกสิ่งอย่างล้วนมลาย…”
“'บุตรแห่งสายลม' เฟร์นันโด ตอร์เรส ลูกธนูใดที่ยิงออกไป รวดเร็วยิ่งกว่าสายลม รูปลักษณ์งามสง่าที่แม้แต่สายลมยังเอ็นดู…”
“'กริชไร้เงา' อินซากี ไม่ว่าใครจงภาวนาอย่าได้เจอเขา เมื่อใดที่เ้าเห็นเขา นั่นหมายถึงกริชได้แทงทะลุหัวใจเ้า…”
----------------------
1 แผ่นเหล็กมีอยู่แผ่นเดียว อุปมาว่า สามัคคีรวมเป็หนึ่ง
