มิน่าล่ะ ท่านตาถึงได้บอกว่าเมื่อเข้าร่วมชั้นในตระกูล ไม่ว่าจะทำการใดต้องระวังเป็พิเศษ ในที่สุดวันนี้หลงเหยียนก็ััได้ถึงความหมายนั้นแล้ว หากถูกลากเข้าไปในการแย่งชิงของผู้าุโทั้งสิบคน นั่นคงไม่ใช่เื่ที่ล้อกันเล่นได้แล้ว ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายอย่างไร หากนี่เป็เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ หลงเหยียนก็พอรู้แล้วว่ามันจะโหดร้ายแค่ไหน
เจิ้งเซียงอวี่ออกห่างจากหลงเหยียน ระลอกพลังกดทับที่มหาศาล กระจายออกจากตัวหลงเหยียน ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงมาก ฟื้นฟูกลับมาเป็ดังเดิม หลงเหยียนในตอนนี้ มีหรือจะมีอารมณ์ลิ้มรสอาหารอีก
ถึงกระนั้น หลังจากเื่นี้ ทุกคนก็เข้าใจหลงเหยียนมากยิ่งขึ้น หลงเหยียนเป็คนใจกล้าอย่างยิ่ง ที่ผ่านมามักถูกมองว่าเป็ยอดอัจฉริยะ ครั้งนี้กลับกลายเป็ตัวตลกในสายตาผู้อื่น เขาโง่เขลาไม่เบาเลย
แม้ในใจจะรู้สึกโมโห ทว่าเวลานี้ ตนจะแสดงตัวเป็ศัตรูอย่างเด่นชัดไม่ได้ ผู้าุโทั้งสิบคน ต่างก็มีพลังระดับชีพิญญาทั้งนั้น ซึ่งถือเป็ระดับพลังที่เหนือชั้น
ทันใดนั้น หลงเหยียนกลายเป็ที่พูดถึงหลังทานอาหารเสร็จ ส่วนหลิ่วหยุนซวี่ที่อยู่ข้างหลงเหยียนก็ใช้ไหล่สะกิดหลงเหยียน
“รู้สึกยังไงบ้างล่ะ? เ้าที่นึกว่าตัวเองเป็ยอดอัจฉริยะ!”
“ไม่สบอารมณ์!”
หลิ่วหยุนซวี่หัวเราะอย่างชอบใจ “เหรอ? ฮึ! ข้าก็นึกว่าเ้าจะมีความสามารถอะไรเสียอีก?”
“หรือไม่ เ้ามาช่วยให้ข้าสบอารมณ์หน่อยเถิด” เมื่อหลงเหยียนพูดจบ เขาก็มองหน้านาง แล้วใช้มือลูบขาของนางอย่างลับๆ
ความรู้สึกนั้นทำให้หลงเหยียนแทบคลั่ง ยังดีที่เสี่ยวหลิงไม่ได้อยู่ข้างๆ…
“หลงเหยียน เอามือเหม็นๆ ของเ้าออกไป น่ารังเกียจจริงๆ! หน้าไม่อาย” หลิวหยุนซวี่หน้าแดง ั้แ่เล็กจนโต ยังไม่เคยมีใครมาล่วงเกินแบบนี้มาก่อน ข้างใต้โต๊ะ นิ้วมือที่เรียวงาม ผลักมือของหลงเหยียนออกจากเรียวขาของตน
มือทั้งสองข้างัักัน ต่างก็ก่อให้เกิดความรู้สึกจากข้างใน ต่างก็ััไออุ่นที่มาจากฝ่ายตรงข้าม จากนั้นสีหน้าที่เยือกเย็นของหลิ่วหยุนซวี่พลันเปลี่ยนไปราวกับหิมะที่มลาย เพราะนิ้วมือของหลงเหยียนนุ่มมาก นุ่มยิ่งกว่ามือของสตรีเสียอีก ทำให้นางไม่อยากปล่อยมือ
‘เอ๋ นี่ข้ากำลังทำอะไร หรือข้าเกิดความคิดที่ชั่วช้ากับเ้าหมอนี่ น่าขยะแขยงจริงๆ’ นางรีบปล่อยมือหลงเหยียนออก ความรู้สึกในใจเปลี่ยนไปจากเดิมราวฟ้ากับดิน ทว่าน่าเสียดาย ชะตาชีวิตของหลงเหยียนถูกกำหนดให้สิ้นสุดลงในการแข่งขัน เพราะเขามีเื่กับคนมากมาย อีกทั้งยังเป็ศัตรูที่แกร่งมาก
‘หากเป็ไปได้ ข้าต้องปกป้องเขาจริงหรือ? ดูโตเหมือนบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ก็ดูทะเล้น กลับอายุน้อยกว่าข้าสามปี’ ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่นางไม่ได้รู้สึกว่าหลงเหยียนน่าเกลียดขนาดนั้นแล้ว ชายเ้าเล่ห์ที่แฝงความร้ายกาจ
เวลานี้ เสียงหนึ่งก็ดังก้องในความคิดของหลงเหยียน
“แหะๆ พี่เหยียน! ท่านจบเห่แน่ เมื่อครู่ท่านจับมือนาง ข้าจะบอกเื่นี้กับพี่เสี่ยวหลิงแน่”
หลงเหยียนสะดุ้งทันที เ้าสิงโตน้อยตื่นแล้วหรือ ทุกคนที่อยู่ตรงข้ามกับหลงเหยียนมองมาด้วยสายตาประหลาดใจ
หลงเหยียนโกรธอยู่ในใจ ทว่าก็ะเิออกมาไม่ได้
“เ้าสิงโต จะให้ดีก็อธิษฐานเยอะๆ นะ เพราะเ้าอาจไม่รอดกลับไปเจอพี่เสี่ยวหลิงแล้ว” หลงเหยียนคุยกับสิงโตน้อยผ่านกระแสจิต
…
เจิ้งเซียงอวี่นั่งอยู่ที่เดิม เย่ซีหรานกับเย่ซีหนานก้มหน้าลงถาม “ผู้าุโอวี่ หรือท่านคิดจะปล่อยเ้าเด็กหลงเหยียนนั่นไปแบบนี้หรือ? ตอนนั้น อีกนิดเดียวเขาก็สังหารหลานเทียนหลางของท่านแล้ว!”
ขณะที่พูดอยู่นั้น เย่ซีหรานก็ปรายสายตามาทางหลงเหยียน ส่วนเย่ซีหนานก็แสยะยิ้มที่มุมปาก คล้ายเป็การท้าทายหลงเหยียน
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาหลงเหยียนแล้ว ความแค้นที่อยู่ในใจเพิ่มทวีคูณ หากไม่ใช่เพราะมีทุกคนอยู่ด้วย บางทีหลงเหยียนคงพุ่งเข้าไปหาพวกเขาสองพี่น้องแล้ว
เมื่อเย่ซีหรานพูดจบ เป็อย่างที่คิด ตาแก่เจิ้งเซียงอวี่ก็เงยหน้าขึ้น หันมามองหลงเหยียน แววตาเยือกเย็นหาใดเปรียบ เมื่อมองไปแล้วก็ดูน่ากลัวยิ่งนัก เพียงเท่านี้ ครั้งนี้หลงเหยียนก็ััได้ถึงรังสีสังหารแล้ว ในชั่วพริบตา หลงเหยียนก็เหงื่อตก คล้ายท้องฟ้าแปรปรวน พื้นดินสั่นะเื ัทารกที่อยู่ในชีพธรณีของหลงเหยียนร้องคำรามออกมาด้วยความโมโห
“เ้าหมอนั่น้าฆ่าข้าจริงหรือ เขาแกร่งถึงเพียงนั้น เกรงว่าคงได้เปรียบกับข้ามากกว่า”
พลังระดับชีพิญญา นั่นคือพละกำลังระดับไหน? หากเป็เมื่อหลายเดือนก่อน เท่าที่หลงเหยียนรู้มา นั่นคือพลังที่เสมือนเทพตำนานเชียวนะ
ขณะที่เขาเพิ่มแรงกดทับหลงเหยียนนั้น รังสีที่มหาศาลระลอกหนึ่งก็ม้วนตัว พุ่งเข้ามายังห้องอาหารขนาดใหญ่ หลงเหยียนนึกในใจ รังสีพลังที่แข็งแกร่งนี้ต้องสร้างความเ็ปให้แก่ทุกคนแน่
“อะไรนะ? ยังมียอดฝีมือปรากฏตัวอีกหรือ?”
ไม่นานก็ปรากฏชายวัยกลางคนอย่างกะทันหัน เขามาพร้อมรังสีที่ทรงอำนาจ เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าทุกคน ก็ดึงดูดปฏิกิริยาทันที
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ผู้าุโสิบกว่าคนลุกขึ้นยืน ผูัปกครองสี่สำนักรีบคุกเข่าลงทันที
ศิษย์ทุกคนไม่มีใครรู้จักชายวัยกลางคนที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน อย่างไรก็รู้ว่าพละกำลังของเขานั้นน่ากลัวเหนือสิ่งอื่นใด
จนกระทั่งตอนนี้ สายตาที่เย็นะเืของเจิ้งเซียวอวี่ถึงขยับออกจากตัวหลงเหยียน
หลงเหยียนมองชายวัยกลางคน บนร่างสวมชุดสีทองหยก ใบหน้าเข้มขรึม ปกคลุมด้วยรังสีที่ทรงอำนาจ โดยเฉพาะใบหน้าของเขา คล้ายถูกสลักจากใบมีด ก่อนจะกวาดสายตาอันดุร้ายมองคนรอบๆ
จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงบนตัวผู้าุโทั้งสิบ แล้วผู้ปกครองสี่สำนักก็ยื่นมือออกมาเป็การเชิญ
“เอาละๆ ทุกคนเจอข้าไม่จำเป็ต้องรักษากิริยาขนาดนั้น วันนี้ข้าแค่มาดูเท่านั้นเอง ก่อนอื่น ข้าขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน มิเช่นนั้นผู้น้อยอาจไม่รู้จักข้า”
“ข้าชื่อตี้เจ๋อเทียน หากเทียบด้านอายุ ข้าคงสู้ผู้าุโเหล่านี้ไม่ได้ ความจริงแล้ว ข้าชื่นชอบยอดอัจฉริยะจากชั้นนอกตระกูลมาก พวกเ้าสามารถเรียกข้าว่าลุงเทียน”
“ตี้เจ๋อเทียนหรือ? หรือเขาจะเป็คนจากชั้นในตระกูลโดยแท้จริง แม้แต่ผู้าุโทั้งสิบเห็นยังต้องแสดงความเคารพ คิดว่าฐานะต้องไม่ธรรมดาแน่เลย”
จากนั้นตงจวินก็พูดกับหลงเหยียน “เหยียนเอ๋อ เขาก็คือลูกหลานของผู้าุโแห่งตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์ คือคนจากชั้นในตระกูลโดยตรง มีสายเืชั้นสูงบริสุทธิ์ ใต้เท้าจูเชว่เจ๋อเทียนแห่งตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์!”
“อ๋อ? ที่แท้ก็เป็คนของตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์เลยหรือ? หรือเป็ทายาทหลัก?” หลงเหยียนตกตะลึงมาก นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เจอคนตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์
ถึงแม้ผู้าุโก็ถือเป็คนชั้นในของตระกูล แต่นอกจากเจิ้งเซียงอวี่ที่เป็คนของตระกูลพยัคฆ์ขาวแล้ว คนชราที่เหลืออีกเก้าคนล้วนเป็คนนอก ไม่ใช่สายเืของตระกูลโดยตรง มากสุดก็มีฐานะเป็ผู้ดูแลตระกูลใหญ่ทั้งสี่เท่านั้น หากเป็เื่เล็กๆ น้อยๆ ในตระกูล ผู้าุโทั้งสิบจะเป็คนจัดการ ทว่าเมื่อไรที่เป็เื่ใหญ่ หรือเป็คนที่ชั้นในตระกูลให้ความสำคัญเป็พิเศษ สายเืที่แท้จริงจากตระกูลจึงจะเป็ผู้ตัดสิน ยกตัวอย่างเช่นใต้เท้าจูเชว่เจ่อเทียนตรงหน้า
ผู้าุโเหล่านี้ก็เป็เหมือนผู้ที่อยู่ร่วมบุกเบิกดินแดนตอนก่อตั้งตระกูล สามารถอธิบายได้ง่ายๆ ก็คือ ผู้าุโทั้งสิบเสมือนขุนนางในราชสำนัก ส่วนตี้เจ๋อเทียนแห่งตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์ เสมือนหลานขององค์ชายแห่งจักรพรรดิ
--------------------
