ความจริงตอนนี้ติงวู่สับสนมากเขาอยากฆ่าอันเจิงเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็รู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็อย่างไร หากทำแบบนั้นลงไปต้องเป็การสร้างหายนะขึ้นแน่นอนหลายปีมานี้ เขาสามารถขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะพึ่งพาบารมีของคนรอบข้างทั้งนั้นหากเขาลงมือกับอันเจิงตอนนี้ละก็ หายนะต้องตกมาถึงตัวเขาแน่
หน่วยทหารให้ความสำคัญกับอันเจิงมากอีกอย่าง เมื่อครู่อันเจิงก็เพิ่งมีเื่กับบุตรชายเขา หากอันเจิงตายอย่างกะทันหันหน่วยทหารต้องโยนความผิดนี้มาถึงตัวเขาแน่เฉินไจ่เหยียนเพิ่งเลื่อนขั้นเป็เสนาบดี ดังนั้นตอนนี้ภาพพจน์สำคัญที่สุดหากอันเจิงตายก็เท่ากับหยามศักดิ์ศรีของหน่วยทหาร เฉินไจ่เหยียนต้องไม่มีทางเลิกราเื่นี้ง่ายๆ แน่
ส่วนทางไทเฮา?
ติงวู่คิดไปถึงไทเฮาบางทีเขาเองก็อดเบื่อหน่ายไม่ได้ เพราะไทเฮาไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย และหากไทเฮาต้องทรงกำจัดใครสักคนเพื่อให้หน่วยทหารยอมยุติคนคนนั้นจะเป็ใครถ้าไม่ใช่เขา
ฉะนั้นติงวู่จึงสับสนและโมโหเป็อย่างมาก
ตัวเขาทำงานในราชสำนักมานานขนาดนี้กลับไม่มีความสำคัญเท่าเด็กบ้านนอกคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ หากอันเจิงตายตอนนี้ หน่วยทหารต้องกลายเป็สุนัขบ้าไล่กัดเื่นี้ไม่ยอมปล่อยแน่แล้วหากตัวเขาต้องตายเล่า? คิดว่าคงไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย
ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ไทเฮาจะทรงมีเื่ขัดแย้งกับาาไม่ได้เด็ดขาดเฉินไจ่เหยียนเสนาบดีของหน่วยทหารเป็คนที่าาทรงแต่งตั้งขึ้นมาเองอีกทั้งยังแน่วแน่ในการตัดสินใจเื่ของหน่วยทหารมาก แม้แต่ไทเฮายังไม่ทรงอยากตัดขาดความสัมพันธ์กับาาเลยแล้วเหตุใดเขาต้องทำตัวเป็ปรปักษ์กับาาด้วยเล่า?
สถานการณ์ในตอนนี้ ถึงแม้บุตรชายทั้งสองของตนจะได้รับาเ็แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีชีวิตอยู่และหากเขาลงมือกับอันเจิงโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบแล้วละก็ผลสุดท้ายพวกเขาอาจต้องตายหรือไม่ครอบครัวก็ต้องแตกแยก
แต่เมื่อคิดถึงความดุร้ายของภรรยาตัวเองเขาก็รู้สึกขนหัวลุกขึ้นมาทันที หากเขาไม่ทำอะไรสักหน่อยละก็ ฮูหยินคงจะไม่ยอมเลิกราเป็แน่
ด้วยสภาพจิตใจที่ว้าวุ่นนี้ติงวู่จึงเลือกไปอยู่ที่กรมพิธีการเสียหลายวัน เพื่อหลบหนีจากทุกเื่ที่เกิดขึ้น
ทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางอันเจิงไม่ค่อยได้ใส่ใจการทดสอบในครั้งนี้มากเท่าไหร่นักไม่ว่าจะเป็การตอบคำถามใน่เช้า หรือเป็การทดสอบด้านวรยุทธ์ก็ตามสำหรับอันเจิงมันไม่ได้ยากอะไรเลย
แต่หลังจากที่พวกเขากินข้าวเสร็จและกำลังเตรียมตัวเข้าทดสอบใน่บ่ายข้อขัดแย้งที่เขาพูดในตอนเช้ากลับดุดันขึ้นเรื่อย ๆ
ณ ห้องประชุมในสำนักวรยุทธ์ชาง
ฉางฮวันส่ายหน้าแล้วพูด“ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยทหารถึงชอบอันเจิง แต่กลับกัน ข้าไม่ชอบเขาเลยสักนิดการทดสอบใน่เช้า เขาคนนี้พูดสิ่งที่ทำให้ทุกคนในสนามสอบไม่พอใจเป็อย่างมาก ตอนแรกคำพูดของเขาทำให้ทุกคนสูญเสียความตั้งมั่นที่จะเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแต่สุดท้ายเขาก็ใช้คำพูดมาสร้างความหวังให้กับทุกคนอีกครั้ง คนแบบนี้อาศัยแค่ปากตัวเองในการเอาตัวรอดในอนาคตต้องไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์แน่นอน”
ชวี่ลวนกลับส่ายหน้า“นี่ไม่ใช่ความสามารถของเขาหรอกหรือ? คนที่ไม่สามารถปลอบประโลมเหล่าทหารในยามออกรบได้นั่นก็ไม่คู่ควรจะเป็ผู้บัญชาการทหารเหมือนกัน”
เหอะ!เหยียนชวี่รองเ้าสำนักเปล่งเสียงที่เย็นะเื “พูดแบบนี้ท่านชวี่คิดว่าตัวเองเหมาะสมกับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารงั้นรึ?”
“มิกล้า ๆ ข้าน้อยเป็เพียงแค่เ้าหน้าที่ระดับหกเท่านั้นเอง”
รองเ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์ชางมีตำแหน่งที่ใหญ่กว่าเขาแค่ครึ่งขั้นเท่านั้นเหยียนชวี่อยู่ในระดับห้าที่ไม่ใช่ทางการ
เหอะ...เหยียนชวี่เปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง“คนในสำนักวรยุทธ์ชางต้องเป็คนที่ยอมรับและทำตามกฎทหารอย่างเข้มงวดเท่านั้น ไม่ใช่รับคนที่ชอบก่อเื่แบบนี้เข้ามาต่อให้หน่วยทหารจะยืนยันให้คนคนนี้เข้าสำนักให้ได้ข้าก็ไม่รู้สึกว่าอนาคตเขาจะทำการใหญ่อะไรได้ มิหนำซ้ำยังจะทำให้สำนักวรยุทธ์ของเราวุ่นวายและแปดเปื้อนอีกข้าว่าส่งเขาไปแถบชายแดนเสียยังจะดีกว่าหน่วยทหารคิดว่าเขาเป็ต้นกล้าที่ดีไม่ใช่รึ เช่นนั้นก็เก็บเอาไว้ใช้ในหน่วยทหารเองเลยสิดีกว่ามาอยู่ในสำนักวรยุทธ์ชางเยอะเลย”
สุดท้ายหวังไคไท่ที่นั่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่เย็นเยียบ“รองเ้าสำนักจะพูดว่า...แถบชายแดนสู้สำนักวรยุทธ์ชางไม่ได้งั้นรึ?”
เหยียนชวี่เพิ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองพูดพลาดไป หวังไคไท่มาจากแถบชายแดนการที่เขาพูดแบบนี้เท่ากับไปดูถูกหวังไคไท่โดยตรง
เขาพูดขึ้นอย่างรีบร้อน“ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดแล้วความหมายที่ข้าพูดคือเขาเหมาะจะอยู่ในสนามรบและต่อกรกับศัตรู แต่ไม่เหมาะกับการเป็นักเรียน”
หวังไคไท่ยกมือคารวะ“ตอนที่หวังเหวินสร้างสำนักวรยุทธ์ชางขึ้นมา มีคำหนึ่งที่ท่านเคยพูดไว้ไม่รู้ว่ารองเ้าสำนักจะยังจำได้หรือไม่...ที่ข้าสร้างสำนักวรยุทธ์ขึ้น ก็เพื่อให้บุรุษแคว้นเยี่ยนได้มีโอกาสตอบแทนคุณแผ่นดินหวังเหวินสร้างสำนักนี้เพื่อศิษย์ทุกคนจึงได้เปิดประตูความรู้นี้ขึ้น ทำไม...หรือรองเ้าสำนักคิดว่าประตูความรู้นี้เปิดกว้างเกินไปเลยคิดอยากจะปิดลง?”
สีหน้าเหยียนชวี่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเขาไม่ได้พูดอะไรต่ออีก หวังไคไท่ยกประเด็นคำสอนของหวังเหวินมาพูดเขาจะกล้าขัดคำสอนนั้นได้อย่างไร
ซางไห่จิงเ้าสำนักวรยุทธ์ชางเดินเข้ามาช้าๆ จากนั้นก็มองผู้คนที่อยู่ในห้อง “ทุกท่าน ออกไปรับเสด็จกับข้าเถอะอีกประเดี๋ยวไทเฮากับาาจะเสด็จมาสำนักวรยุทธ์ชาง”
ทุกคนต่างก็ชะงักไปไทเฮาและาาจะเสด็จมาพร้อมกันได้อย่างไร?
อันเจิงและคนอื่น ๆ กินข้าวเสร็จและกำลังจะเดินกลับเข้าสำนักวรยุทธ์ชางทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยยืนอยู่ใกล้ ๆ ประตูสำนัก อันเจิงรู้สึกหัวเสียเล็กน้อยเขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย
เฉินเซ่าป๋าย
อันเจิงให้ตู้โซ่วโซ่วและเพื่อน ๆ เข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางก่อนส่วนเขาก็เดินไปหาเฉินเซ่าป๋ายคนเดียว
หลังจากที่เดินเข้าไปใกล้อันเจิงก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเฉินเซ่าป๋ายไม่ได้ใส่ชุดคลุมสีดำที่คุ้นตา แต่กลับใส่ชุดสีขาวที่เปล่งประกาย...นั่นเป็ชุดขององครักษ์วังหลังดูเหมือนจะเป็องครักษ์ที่อยู่ในระดับสูงเสียด้วย
“เ้ามาทำไม” อันเจิงถามขึ้น
เฉินเซ่าป๋ายหันมามองอันเจิงแวบหนึ่ง“เ้าอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย เ้าคิดว่าข้ามาหาเ้ารึ?”
เขาชี้ไปที่ชุดของตัวเอง“ข้าเป็หัวหน้าองครักษ์ระดับห้าของตำหนักจิงเซี่ยวแห่งแคว้นเยี่ยน นั่นก็แปลว่าข้าเป็องครักษ์ที่รับคำสั่งโดยตรงจากตำหนักจิงเซี่ยว ฉะนั้นทำตัวให้น่ารักหน่อยเห็นข้าแล้วยังไม่รีบทำความเคารพอีก?”
อันเจิงขมวดคิ้ว “เอาชุดมาจากร้านไหนทำได้เหมือนของจริงไม่น้อย”
เฉินเซ่าป๋ายเขม่นตาใส่อันเจิง “ไม่เชื่อก็ตามใจอีกสักครู่ไทเฮากับาาจะเสด็จมาดูการทดสอบของพวกเ้า ข้าจึงต้องมารอที่นี่ก่อน”
ความจริงอันเจิงไม่ได้สงสัยเฉินเซ่าป๋ายเลย เพราะชุดแบบนี้ไม่มีใครกล้าทำเลียนแบบขึ้นมาแน่อีกอย่าง เหล่าองครักษ์ที่ใส่ชุดขาวรอบ ๆ ต่างก็ดูเคารพเฉินเซ่าป๋ายไม่น้อยนี่สามารถบ่งบอกตำแหน่งของเขาได้ดีอยู่แล้ว
“ข้าแค่อยากรู้ว่าเ้าเล็ดลอดเข้าไปได้อย่างไร”อันเจิงถาม
เฉินเซ่าป๋ายตอบกลับอย่างจริงจัง“ใช้รูปโฉมอย่างไรเล่า”
อันเจิง “ไสหัวไป...”
เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก“เ้ายังไม่เชื่ออีกรึ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ ในเมื่อเ้าเจอข้าแล้วงั้นข้าก็ขอเตือนเ้าสักหน่อย อีกเดี๋ยวคนของไทเฮาต้องทำให้เ้าขายหน้าอย่างแน่นอนหากข้าเป็เ้า ข้าก็จะทำตัวทุเรศให้พวกเขาพอใจไปเลย หากพวกเขาไม่พอใจ ไม่แน่อาจหาวิธีอะไรมาบีบบังคับเ้าเอาแบบนี้ดีกว่า ข้าจะสอนวิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุดให้กับเ้า...ถึงแม้เ้าจะรูปไม่งามแต่หุ่นเ้าก็ไม่เลว ไทเฮาชอบคนที่แข็งแรงกำยำ”
“ไสหัวไป ๆ”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเสียงดัง“เ้าขอร้องข้าสิ ขอร้องข้า แล้วข้าจะช่วยเ้าแก้ไขปัญหา”
อันเจิงถาม “ทำไมเ้าต้องช่วยข้า?”
เฉินเซ่าป๋ายขยับตัวไปด้านหน้า “เพราะข้ารักเ้าน่ะสิ”
อันเจิงขนลุกซู่ไปทั้งตัวจากนั้นก็หันกลับไป “ได้ งั้นข้าไปเอง”
เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก “ยังไม่เห็นค่ากันอีกเ้าไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าข้าช่วยเ้าไปมากเท่าไหร่ ไม่มีหัวใจจริง ๆ เลย”
อันเจิงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เขาเกลียดเฉินเซ่าป๋ายจนอยากจะเหาะหนีเลยทีเดียว
เฉินเซ่าป๋ายรออันเจิงจากไปจากนั้นก็พูดกับตัวเอง“ความจริงเ้ารู้ดีว่าทำไมข้าต้องช่วยเ้าเพียงแค่เ้าไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของข้าเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็มีเวลาช่วยเ้าอีกไม่มากแล้ว เมื่อถึงวันสำคัญ ผ่านวันนั้นไปเราอาจไม่ได้คุยเล่นกันแบบนี้อีกแล้วล่ะอันเจิง...ข้ายังยืนยันคำเดิม อย่าตายเร็วนักเล่าข้าอยากให้เ้ามาเป็คู่ต่อสู้ข้า”
เขาหันไปสั่งลูกน้องให้เตรียมความพร้อมเื่สถานที่ในสำนักวรยุทธ์ชางหลังจากลูกน้องเ่าั้แบ่งหน้าที่กันเสร็จไม่นาน ขบวนทหารหลวงก็มาถึงหน้าขบวนมีทหารม้าสามร้อยหกสิบคน ขบวนนี้ช่างดูยิ่งใหญ่จริง ๆ ทหารสวมชุดเกราะนั่งอยู่บนหลังม้าที่สง่างามพวกเขาถือธงสัญลักษณ์ของแคว้นเยี่ยนเดินผ่านถนนอย่างเป็ระเบียบด้านหลังทหารม้าก็คือองครักษ์จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน เป็ขบวนที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงมากทีเดียว
หลังขบวนองครักษ์ก็เป็เหล่านางกำนัลและสาวใช้ทั้งหมดเดินแยกเป็ห้าแถวยาว ๆ
เฉินเซ่าป๋ายมองไปรอบด้านเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกต เขาก็เข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชาง
ในสำนักวรยุทธ์ชาง อันเจิงเพิ่งเดินเข้าสำนักไปไม่นานก็เห็นซางไห่จิงพากลุ่มคนเดินไปทางหน้าประตูท่าทางการเดินดูอ่อนแรง เห็นได้ชัดว่าร่างกายเขายามนี้ไม่สู้ดีนักเมื่อเขาเห็นอันเจิงจึงชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย สั่งการอะไรบางอย่างกับคนเ่าั้แล้วก็เดินมาหาอันเจิง
“อันเจิง” ซางไห่จิงเรียกเสียงเบา
อันเจิงรีบทำความเคารพ “ท่านเ้าสำนัก”
ซางไห่จิงโบกมือส่ง ๆ “ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรขนาดนั้นที่ข้าเรียกเ้าเพราะอยากขอโทษเ้าและเพื่อน ๆ แทนซางโหยวหลานสาวของข้า โหยวเอ๋ออายุยังน้อยหากจะโทษก็โทษข้าและบิดามารดาของนางที่ไม่ได้อบรมสั่งสอนให้มากพอข้าไม่เคยคิดว่าหญิงชายมีความแตกต่างมากมายอะไร แต่อย่างน้อยก็ต้องมีกิริยาที่เหมาะสมคำพูดของนางวันนี้เกินเลยไปสักหน่อย ไว้กลับไปข้าจะอบรมสั่งสอนนางเอง”
อันเจิงรีบประสานมือพลางพูด “ศิษย์เองก็บ้าคลั่งนักจัดการปัญหาได้วู่วามเกินไป”
ซางไห่จิงส่ายหน้า “ข้าต่อยตีกับใครไม่ได้เพราะร่างกายไม่แข็งแรงั้แ่หนุ่มๆ แล้ว หากข้าทำได้ก็คงจะทำแบบนั้นเหมือนกัน”
ชายแก่ที่น่ารักขยิบตาให้อันเจิง“วางใจเถอะ ตอนนี้ติงวู่เ้ากรมพิธีการไม่กล้าทำอะไรเ้าหรอกเขาไม่ใช่คนใจกล้าอะไร แต่ถึงกระนั้น ต่อไปเ้าก็ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้การเป็ที่จับจ้องไม่ใช่เื่ดีนัก ความอิจฉาจะทำให้คนบ้าคลั่งตอนนี้มีคนที่อิจฉาเ้าอยู่ไม่น้อยเลย”
“ขอบคุณท่านเ้าสำนักที่เป็ห่วงศิษย์จะทำตามคำแนะนำ”
อืม...ซางไห่จิงเปล่งเสียงออกมา“ข้ายังต้องไปรับเสด็จไทเฮากับาาอีก เ้าไปก่อนเถอะ ต่อไปหากโหยวเอ๋อทำอะไรผิดไปเ้าก็ช่วยสั่งสอนแทนข้าด้วยแล้วกัน”
อันเจิงรีบตอบกลับ “ศิษย์มิกล้า”
ซางไห่จิงยิ้มพลางพูด“หน่วยทหาร้าคนรุ่นใหม่แบบเ้า มุ่งมั่นแก้ไขเื่ผิดให้ถูกต้องมีสัมมาคารวะ อนาคตเ้าต้องยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุดแน่”
หลังจากพูดจบ ซางไห่จิงก็ก้าวยาว ๆ จากไปหลังจากเดินไปหลายก้าวก็หยุดฝีเท้าลง แล้วหันกลับมา “หากมีเวลาว่างก็มาหาข้าบ้างนะข้ามีชาดี ๆ ให้ชิม”
อันเจิงโค้งตัวเล็กน้อย“ศิษย์ต้องไปอย่างแน่นอน”
มองซางไห่จิงที่เดินจากไปอันเจิงรู้สึกจิตใจเบิกบานขึ้นมาทันที ชายชราคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ เป็คนที่มีความยุติธรรมมากๆ ราชสำนักต้าเยี่ยนในทุกวันนี้ คงหาคนแบบนี้ได้ยากแล้ว
อันเจิงเดินกลับไปหาตู้โซ่วโซ่วและคนอื่นๆ จากนั้นก็รอสอบใน่บ่าย แต่ทว่า พวกเขารอไปสองชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีใครเข้ามาทุกคนตั้งใจรออย่างใจจดใจจ่อ ผ่านไปอีกไม่นานก็เห็นทหารในวังพุ่งเข้ามาจากนั้นก็ล้อมผู้เข้าแข่งขันไว้ทั้งหมด ไกลออกไป ผู้ตรวจการกำลังเดินตรวจสอบรอบสำนักอยู่พวกเขาก้าวเท้าอย่างเร่งรีบ เมื่ออันเจิงและเพื่อน ๆ เห็นเข้าจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง โดยการควบคุมของทหารหลวงผู้ตรวจการเริ่มตรวจสอบสถานะของนักเรียนที่เข้าร่วมทดสอบทุกคน
เดิมทีทุกคนต่างนึกว่าการตรวจสอบนี้ทำไปเพราะไทเฮากับาาจะเสด็จมา เพื่อความปลอดภัยจึงต้องตรวจสอบสถานะของทุกคนแต่ยิ่งนานทุกคนก็เริ่มรู้สึกประหลาดใจ เพราะทหารหลวงมีท่าทีจริงจังมาก ในมือถือดาบเปลือยฝักตลอดเวลาไกลออกไป มือธนูก็เตรียมพร้อมที่จะยิงเข้ามาทุกเมื่อ
ผ่านไปไม่นาน ผู้ตรวจการก็พาอันเจิงเดินออกมาคนเดียวเขาพาอันเจิงตรงไปที่ห้องประชุม เมื่อเข้ามาแล้วอันเจิงจึงเห็นไทเฮาประทับข้างาาบนแท่นสูงทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม
จากนั้นอันเจิงก็เห็นร่างใครบางคนนอนอยู่บนพื้นกลางอกมีรูใหญ่ ดูเหมือนเป็แผลสดที่เพิ่งเกิดขึ้น
ซางไห่จิงเ้าสำนักวรยุทธ์ชาง...ตายแล้ว
ร่มกระดาษสีดำคันหนึ่งที่วางอยู่ข้างศพนั้นดูคุ้นตาราวกับเคยเจอมันมาก่อน
