“ติ๋งๆๆ”
เสียงน้ำหยดเป็จังหวะอย่างเชื่องช้า หากฟังในยามปกติก็คงไม่มีอะไร
ทว่ายามที่อยู่ในถ้ำที่กระทั่งลมก็ยังไม่พัดผ่าน ก็ชวนให้คนฟังอดอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้
ฉาวจิ่วคิดว่าหลังจากได้เห็นคนในตระกูลถูกตัดหัวแล้ว คงจะไม่พบเจอเหตุการณ์อะไรที่น่ากลัวถึงเพียงนั้นอีก
ทว่าบัดนี้เขากลับไม่อาจห้ามร่างกายตัวเองไม่ให้สั่นได้
เขาเพียงแค่ออกกำลังยามเช้าแท้ๆ จากนั้นก็วิ่งเข้ามาในป่านี่พร้อมบัณฑิตคนอื่นๆ
ทว่าเขาก็เห็นว่ากลางหมอกหนาอยู่ดีๆ ก็มีบางสิ่งโผล่มา จากนั้นก็ลากสหายร่วมห้องไป
ในตอนนั้นเขาไม่ลังเลที่จะยื่นมือออกไปดึงอีกฝ่ายให้กลับมา
ทว่ากลับทำไม่สำเร็จ
จากนั้นเขาเองก็พลอยร่วงลงมาด้วยเช่นกัน
ตกลงมาอยู่ในถ้ำมืด
เขาอยู่ในสำนักเชินมาตั้งกี่ปี ไม่เคยได้ยินว่าที่นี่มีถ้ำ
ในมือของเฉินโย่วมีคบไฟอยู่อันหนึ่ง เปลวไฟสีฟ้าอ่อนยามส่องสะท้อนลงบนผนังตะปุ่มตะป่ำของถ้ำ ก็ทำให้ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่าเดิม
บนผนังถ้ำมีหินย้อยลงมามากมาย เสียงติ๋งๆ ในถ้ำล้วนแต่มาจากน้ำที่หยดลงมาจากหินย้อยเ่าั้
ไม่รู้ว่าน้ำเหล่านี้มาจากไหนกัน มันค่อยๆ ไหลมารวมกันที่ปลายหินย้อยแล้วจึงหยดลงมา เพราะในถ้ำเงียบสนิท เสียงน้ำหยดจึงได้ดังชัดเจน
เสียงนั้นราวกับกำลังโบยตีหัวใจของคนฟังอยู่ก็ไม่ปาน
ฉาวจิ่วทั้งตึงเครียดทั้งหวาดหวั่น ทว่าบัดนี้ในฐานะศิษย์พี่ สหายร่วมห้องของเขาก็น่าจะอายุเพียงไม่กี่ขวบ เช่นนั้นเขาจึงจำเป็ต้องกล้าหาญสักหน่อย ต้องเป็แบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์น้อง
เขาพยายามควบคุมเสียงของตนไม่ให้สั่น เอ่ยขึ้นว่า “โย่วจื่อ เ้าตามข้ามา ในสำนักเชินย่อมไม่มีทางจะเกิดเื่ ไม่นานจะต้องมีคนมาช่วยพวกเราอย่างแน่นอน”
เฉินโย่วเมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือมาให้ตนจับ
มือหยาบกร้าน
ทว่าบัดนี้เมื่อมองไปที่มือที่ยื่นมาหา นั่นคือมือข้างเดียวกันกับที่ยื่นออกมาช่วยนางไว้จนตกลงมาที่นี่พร้อมกับนาง
เช่นนั้นนางจึงไม่ลังเลที่จะยื่นมือออกไปจับมืออีกฝ่ายไว้ทันที
ฉาวจิ่วกุมมือของเฉินโย่วไว้
เพียงครู่เดียวก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
มือของอีกฝ่ายแสนจะอ่อนนุ่ม ทั้งยังอบอุ่นราวกับมือของแม่นางน้อยคนหนึ่ง
ทว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเื่นี้ ควรเร่งหาทางออกจึงจะถูกต้อง
พวกเขาอยู่ดีๆ ก็มาโผล่อยู่กลางถ้ำเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าที่นี่จะมีสัตว์ร้ายหรือไม่
ฉาวจิ่วแค่นึกถึงเื่นี้ก็พลันรู้สึกว่าผนังถ้ำขยับไปมาราวกับมีบางสิ่ง
มีเงาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหว
อีกทั้งในถ้ำนอกจากจะมีเสียงติ๋งๆ แว่วดังแล้ว ยามนี้ในหูยังได้ยินเสียงแกรกๆ ค่อยๆ ใกล้เข้ามา
ราวกับเสียงยามที่ลมพัดใบไม้ไหว
ทว่าในถ้ำแห่งนี้ไม่มีลม เฉินโย่วชูคบเพลิงของตนส่องไปที่เบื้องหน้าของนาง
ในถ้ำแห่งนี้ไม่มีต้นไม้ มีเพียงหิน
เสียงแกรกกรากนั่นมาจากไหนกัน
ฉาวจิ่วยามนี้ชักจะก้าวขาไม่ออก ทั้งร่างได้แต่แข็งค้างอยู่กับที่
ทว่ามือข้างหนึ่งของตนก็ยังกุมมือของเฉินโย่วที่ยืนอยู่หน้าตนไว้แน่น
ฉาวจิ่วรู้สึกว่าเมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนเช่นนี้ ตอนที่เขายังเป็คุณชายใหญ่หลานเหยียน เขาคือคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ด้วยเพราะเขาอายุน้อยที่สุด ใครๆ ก็ล้วนแต่มาพะเน้าพะนอ ไม่ว่ามีอะไรก็ล้วนแต่มอบให้เขา ดังนั้นเขาจึงไม่เคยจำเป็ต้องคิดถึงคนอื่น
ทว่าในครานั้นที่เขาได้พบกับหายนะ บ่าวรับใช้ฉาวหูถึงขั้นยอมใช้บุตรชายของตนเข้าแลก
ในยามนั้นเขาราวกับถูกบังคับให้โตเป็ผู้ใหญ่
เขายังคิดว่าตนเองคงจะยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น เลวมากขึ้น ด้วยเพราะเคยประสบกับเื่เลวร้ายมามากมายเหลือเกิน
บิดามารดาบุญธรรมทะเลาะกันตลอดทั้งวัน แววตาเย็นเยียบ ความเ็ป คำเหน็บแนม เสียงหัวเราะเยาะ
หากไม่ใช่ว่ารูปลักษณ์ของเขาในปัจจุบันอัปลักษณ์เสียยิ่งกว่าอัปลักษณ์ ก็เกรงว่าร่างกายของเขาคงจะโดนย่ำยีไปด้วยแล้ว
ทว่าแม้จะผ่านอะไรมามากมายถึงเพียงนั้น แต่ยามนี้ฉาวจิ่วก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างเฉินโย่ว
“อีกประเดี๋ยวหากเกิดอะไรขึ้น เ้าวิ่งหนีกลับทางหลัง ข้าจะกันไว้ให้ เ้าวางใจเถอะ ข้าอยู่สำนักเชินมาหลายปีแล้ว ย่อมไม่เป็อะไรแน่” ยามที่ฉาวจิ่วกล่าวออกมา เขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ
ทว่าก็ยังคงกุมมือเฉินโย่วแน่น
เฉินโย่วที่ถูกกุมมือเช่นนี้เริ่มรู้สึกปวดขึ้นมา
“พี่จิ่ว ท่านไม่ต้องกลัว ท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าเติบโตมาบนทุ่งหญ้า พวกเรายามอยู่บนูเาก็มีถ้ำเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อก่อนยามที่ข้ายังเดินไม่ได้ก็ขี่หลังเ้ามืดให้มันพาเดิน วันๆ ก็เอาแต่เตร็ดเตร่ เพราะฉะนั้นข้าจะปกป้องท่านเอง ท่านอย่ามองว่าข้าเด็กกว่าท่าน ข้าเก่งมากนะจะบอกให้ คนในเจียงหูยังถึงขั้นเรียกข้าว่าวีรบุรุษชุดขาวเสียด้วยซ้ำ ข้ายังมีน้องชาย อีกทั้งน้องชายข้าก็อ่อนแอเหลือเกิน…” กล่าวไปนางก็คิดถึงเ้าเด็กอ้วนเสี่ยวซีที่เพิ่งจะมาถึงก็สะดุดประตูจนฟันหักไปซี่หนึ่ง ช่างน่าขายหน้านัก
นางกุมมือฉาวจิ่ว ทว่านางกลับเปลี่ยนมาเดินนำฉาวจิ่วไปด้านหน้าแทน
ฉาวจิ่วเดินตามเฉินโย่วไป เสียงแกรกกรากดูเหมือนจะเงียบไป ถ้ำก็ยิ่งเปลี่ยนเป็กว้างขึ้น
ฉาวจิ่วถอนหายใจด้วยความโล่งใจ ฝ่ามือทั้งสองของเขาชื้นเหงื่อ
ตลอดทางมีแต่ความเงียบงัน เมื่อเช้ายังออกมาออกกำลังกันเป็กลุ่มใหญ่แท้ๆ บัดนี้กลับเหลือเพียงสองคน
“พี่จิ่ว ท่านเป็โรคเกี่ยวกับใบหน้าหรือ ท่านดูไม่เหมือนว่าจะเกิดมาก็เป็เช่นนี้” เฉินโย่วเดินไปก็กล่าวถึงเื่นี้
ร่างของฉาวจิ่วพลันแข็งค้าง แต่ก็ไม่ใช่เพราะเขาเกิดกลัวถ้ำแห่งนี้ขึ้นมาอีกรอบ แต่เป็เพราะคำพูดนั้นของเฉินโย่วต่างหาก
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
“ท่านน้าบอกข้าว่าข้าร่างกายไม่แข็งแรงมาั้แ่เด็ก ข้ากินยาทุกวันจนแทบจะกลายเป็หมอเสียเอง”
ร่างกายไม่แข็งแรงนี่เอง คือเหตุผลว่าทำไมเหล่าพี่ชายของเ้าเด็กนี่ถึงได้เป็กังวลกันถึงเพียงนั้น
“แล้วเ้าป่วยเป็อะไรหรือ”
“ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะป่วยเป็โรคอายุสั้นกระมัง ยามข้าพูดว่าหลังวัยปักปิ่นแล้วอยากทำอะไร คนในครอบครัวก็ดูเคร่งเครียดนัก จากนั้นก็พากันเร่งทำความฝันของข้าให้เป็จริง เดาว่าพวกเขาคงคิดว่าข้าน่าจะอยู่ไม่พ้นวัยปักปิ่นเป็แน่” เฉินโย่วในมือถือคบไฟพร้อมทั้งมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง พลางเล่าเื่ของตนไป
ท่าทีของเฉินโย่วดูสงบเสียจนฉาวจิ่วนึกว่าเขาล้อเล่น
“อีกกี่ปีกันกว่าเ้าจะถึงวัยปักปิ่น”
เด็กหนุ่มและเด็กสาวอายุที่ถึงวัยจะปักปิ่นนั้นไม่เท่ากัน เด็กสาวคือสิบสองปี เด็กหนุ่มคือสิบห้า
เฉินโย่วตอบขึ้น “น่าจะอีกสองสามปี”
จากนั้นทั้งสองเข้าสู่ความเงียบงันต่อ ฉาวจิ่วก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ทันใดก็ได้ยินเฉินโย่วร้องขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “พี่จิ่วด้านหน้าจะมีทางอยู่สองทาง ต้องมีเส้นหนึ่งเป็ทางออกไม่ผิดแน่”
ฉาวจิ่วมองเส้นทางสองเส้นด้านหน้าที่แบ่งออกเป็ทางซ้าย และทางขวา
ทางซ้ายดูเหมือนจะสว่างกว่าสักหน่อย ทางขวาค่อนข้างมืด แต่ดูเหมือนจะมีลม
ฉาวจิ่วจึงกล่าวอย่างลังเล “พวกเราไปทางขวากันเถิด”
ทว่าเฉินโย่วกลับจูงมือเขาเดินไปทางซ้าย
“ข้ารู้สึกว่าทางนี้มีบางอย่างกำลังเรียกข้าอยู่ พวกเราไปดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ฉาวจิ่วเดิมทีก็ไม่แน่ใจอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเฉินโย่วกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
ทั้งสองคนยิ่งเดินเข้าไปถ้ำก็ยิ่งกว้างขึ้น ทางก็ยิ่งเรียบลื่นขึ้นราวกับว่าทางนี้ต้องเป็ทางออกอย่างแน่นอน ด้านหน้ายังมีแสงสว่างส่องลงมา
ฉาวจิ่วพลันตื่นเต้นจนต้องเดินเร็วขึ้น
ทั้งยังจูงมือเฉินโย่วให้เร่งเดินไปด้านหน้า
ทันใดก็ได้ยินเฉินโย่วร้องขึ้น “ระวัง”
จากนั้นร่างของเขาก็ถูกเฉินโย่วฉุดให้ไปยืนด้านหลัง ตรงหน้าเขาความจริงแล้วหาใช่แสงตะวันเสียที่ไหน ความจริงมันคืองูเขียวขนาดมหึมาตัวหนึ่ง ลวดลายบนร่างของมันสะท้อนแสงได้
ด้านหลังเ้างูเขียวดูเหมือนจะเป็สถานที่สำหรับบวงสรวง
จุดกำเนิดแสงก็ดูเหมือนว่าจะมาจากแท่นบูชา หนังของเ้างูก็สะท้อนแสงจากแท่นบูชา แล้วแสงที่สะท้อนจากหนังงูก็กระจายไปยังจุดอื่นต่อ
เ้างูนี่ต้องมีสติปัญญาแล้วเป็แน่ บนร่างของมันไม่ได้มีเพียงหนัง มันยังมีเกล็ด ทั้งยังมีรูปร่างประหลาด
ฉาวจิ่วถูกเฉินโย่วทิ้งไว้ด้านหลัง ใกล้กับทางออก
กลับเห็นว่าสหายร่วมห้องของตนดูเหมือนกับคนป่วยเสียที่ไหน ดูราวกับทหารคนหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทางเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
ทว่าเมื่อมองร่างผอมๆ ของเฉินโย่วที่คอยบังเขาไว้ เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจนัก
ยามนี้เขาไม่อาจแม้แต่จะลุกขึ้นยืน
จากนั้นก็ได้ยินเสียงจากร่างน้อยกล่าวขึ้น “รับไว้”
คบไฟพลันลอยหวือมาทางเขา เขากุลีกุจอจนมือเท้าแทบจะพันกันเพื่อไปรับคบไฟนั้นมา
ครู่ต่อมา เขาก็เห็นร่างเฉินโย่วที่กำลังพุ่งไปด้านหน้า สุดท้ายร่างน้อยนั้นพลันจับกุมหัวของเ้างูั์เอาไว้
แล้วใช้เชือกเส้นหนึ่งรัดหัวของเ้างูเอาไว้
เ้างูร้ายพยายามต่อสู้สุดแรง หางยังคงปัดป่ายไม่หยุด เฉินโย่วเมื่อรัดหัวมันเรียบร้อยแล้วก็รัดหางมันเข้าด้วยกัน ไม่นานเ้างูมีเกล็ดถูกมัดเป็ก้อนกลม ให้หัวงับหางไว้ เมื่อเรียบร้อยแล้วเฉินโย่วก็ลุกขึ้นปัดมือสองสามครั้ง แล้วออกเดินไปทางแท่นบวงสรวง
