มีบางเื่อันเจิงยังไม่ค่อยเข้าใจนักแต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ตอนนั้นซูไทเฮาถึงกับกล้าปลงพระชนม์าาแห่งแคว้นเยี่ยนแต่กลับเว้นระยะนานถึงสี่ปีแล้วค่อยมากำจัดคนที่รู้เื่นี้ มันน่าแปลกมากแต่สำหรับอันเจิง สิ่งที่สำคัญก็คือเขารู้แล้วว่าคนที่คิดร้ายกับเขาคือใคร
อันเจิงนิ่งไปครู่หนึ่งเดาว่าคนที่ถูกกำจัดในตอนนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็คนที่ซูไทเฮาไม่มั่นใจว่ารู้เื่นี้ด้วยหรือไม่ถึงแม้ครั้งนั้นจูเก๋อเหยียนจะเข้าไปในวัง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดเื่นี้ออกไปแล้วหรือยังหรือต่อให้จะพูด คนฉลาดอย่างจูเก๋อเหยียนก็คงไม่แสดงตัวออกไปแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นวันถัดมาาาก็สิ้นพระชนม์แล้ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ซูไทเฮาปล่อยจูเก๋อเหยียนไว้จนถึงตอนนี้
อาจเป็ไปได้ว่าคนที่รู้เื่นี้จริง ๆ ถูกกำจัดไปหมดแล้วหรืออาจมีเหตุผลบางอย่างทำให้ซูไทเฮาต้องมาลงมือหลังผ่านไปถึงสี่ปีแล้ว
ลีเหยียนเนียนดื่มเหล้าจนเมามาก จึงฟุบหลับไปกับโต๊ะนี่ก็เป็อีกคนที่น่าสงสารเหมือนกัน อันเจิงไม่ได้ปลุกเขาแต่กลับหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้แทน
อันเจิงเดินออกจากห้องนอนและมานั่งอยู่กลางสนามเขาเงยหน้ามองดวงจันทร์นิ่งนานราวกับกำลังเหม่อลอย
เดิมทีอันเจิงคิดเข้าหาลีเหยียนเนียนเพราะอยากใช้เป็สะพานสืบหาความจริงบางอย่างสุดท้ายเมื่อความจริงทั้งหมดปรากฏออกมา อันเจิงกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจขึ้นเลย เพราะยิ่งเขาอยู่ใกล้ความจริงมากเท่าไหร่รอยแผลในใจก็ใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ
เฉินจ่งชวี่เป็คนแบบไหนกันนะ?
จนถึงตอนนี้อันเจิงก็ยังไม่เข้าใจการกระทำของเฉินจ่งชวี่อยู่ดีเฉินจ่งชวี่กับเขาเป็เพื่อนรักกัน อาจนับได้ว่าเป็พี่น้องกันเลยด้วยซ้ำตอนที่อันเจิงเพิ่งเริ่มทำงานที่กรมตุลาการในตำแหน่งไขคดีเล็ก ๆก็เจอกับเฉินจ่งชวี่แล้ว และนับั้แ่วันนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเฉินจ่งชวี่ปิดบังตัวตนแล้วคอยมาช่วยอันเจิงไขปริศนาเป็ประจำ
อาจเป็ไปได้ว่าตอนนั้นเฉินจ่งชวี่ว่างมากจึงมาช่วยคนที่มีตำแหน่งต่ำต้อยอย่างอันเจิงไขปริศนาแก้เบื่อ แต่เมื่อผ่านอันตรายร่วมกันหลายครั้งเข้าทั้งสองก็กลายเป็เพื่อนรักกันในที่สุด
แม้ชีวิตก็มอบให้ได้ แล้วทำไมถึงมีความคิดอยากฆ่ากัน?
อันเจิงเอนตัวไปด้านหลัง นอนมองขึ้นไปบนฟ้าอย่างเหม่อลอย
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กัน ที่ชวีหลิวซีเดินมานั่งข้างๆ จากนั้นก็ยื่นมือออกมาจับมืออันเจิงเอาไว้
อันเจิงใเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มออกมา
นี่เป็ครั้งแรกที่ชวีหลิวซีแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างเปิดเผยต่อให้ทุกคนจะดูออกว่านางชอบอันเจิง แต่นางก็มักจะเลี่ยงคำหยอกล้อเ่าั้เสมอ วันนี้นางกลับเป็คนเริ่มจับมืออันเจิงก่อนเพราะััได้ว่าอันเจิงกำลังมีความเ็ปที่ไม่อาจบอกใครได้
“ทำไมเ้ายังไม่นอนอีก” อันเจิงถาม
“เ้ายังไม่กลับมา ข้าก็เลยนอนไม่หลับแต่พอเ้ากลับมาก็มีเสียงร้องไห้ออกมาจากห้องนอน ข้าเลยรู้ว่าเ้าต้องกำลังมีเื่ทุกข์ใจจากนั้นก็เห็นเ้าออกมานั่งเหม่อลอยตรงนี้คนเดียว ฉะนั้นข้าจึงมานั่งเป็เพื่อน”
นางพูดด้วยเสียงที่เบามากทว่ากลับทำให้อันเจิงรู้สึกอบอุ่นใจ
“เมื่อก่อนที่เ้าบอกกับตู้โซ่วโซ่วว่าตัวเองได้รับลิขิต์ข้าก็เริ่มหาข้อมูลในด้านนี้มาตลอด”
ชวีหลิวซีก้มหน้ามองพื้นดิน เส้นผมจึงตกลงมาปิดบังใบหน้านางครึ่งหนึ่งใต้แสงจันทร์ ใบหน้างดงามของนางแลดูสงบ ราวกับดอกไม้ที่อยู่นิ่งท่ามกลางความมืด
“ข้าค้นหาตำราและสมุดจดบันทึกต่าง ๆหนึ่งในนั้นบอกว่า...การรับลิขิตฟ้า ความจริงแล้วไม่ใช่การรับลิขิตฟ้าจริง ๆ”
ชวีหลิวซีจับมือแน่นขึ้นทำให้อันเจิงรู้สึกถึงความอบอุ่นในมือนาง “ในตอนนั้นข้าเป็ห่วงเ้ามากรู้สึกว่าเ้าต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อาจเป็ความแค้นหรือเื่ที่สำคัญมากจริง ๆ ที่มากดทับให้เ้ารู้สึกเหนื่อยล้าในตำราบอกว่า ทุกคนที่ได้รับลิขิตฟ้า ความจริงแล้วก็คือการสลับิญญานั่นเองส่วนใหญ่คนที่ได้รับลิขิตฟ้าต่างก็ตายกันหมด ิญญาในร่างแตกซ่านที่พวกเขาสามารถรู้เื่ราวมากมายหลังจากตื่นขึ้นมานั่นเป็เพราะมีิญญาอีกคนเข้ามาแทนต่างหาก”
“แต่ทว่า ิญญาที่ยังไม่ดับสูญแล้วสามารถหาร่างใหม่ได้ล้วนเป็ผู้ที่แข็งแกร่งมากเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อตื่นขึ้นมาจึงรู้อะไรต่อมิอะไรมากมายและนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ได้รับลิขิตฟ้า ตื่นมาแล้วจะเปลี่ยนไปจากคนเดิม”
ชวีหลิวซีจับมือแน่นขึ้นเรื่อย ๆเห็นได้ชัดว่านางกำลังตื่นเต้น ชวีหลิวซีไม่ใช่คนที่จะแสดงความรู้สึกออกมาง่าย ๆแต่ครั้งนี้ ราวกับนางรวบรวมความกล้าทั้งหมดในการพูดออกมา
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าเป็แบบนี้หรือไม่และไม่อยากรู้ด้วยว่าเ้าจะเป็อย่างไร ในใจข้า...เ้าก็คืออันเจิงที่เรียบง่ายและจริงจังกับทุกเื่ไม่ว่าเ้าจะแบกรับความแค้นอะไรเอาไว้ ไม่ว่าเ้าจะมีความลับอะไรที่บอกข้าไม่ได้สำหรับข้าแล้ว เ้าก็ยังเป็อันเจิง คนที่คอยปกป้องพวกเราด้วยชีวิต”
นางมองไปยังอันเจิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ในสายตาข้า เ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย”
อันเจิงก็จับมือชวีหลิวซีแน่นขึ้นเช่นกันไม่รู้ว่าเพราะอะไร ในตอนนี้ ณ เวลานี้ อันเจิงอยากจับมือนางเอาไว้แล้วไม่ปล่อยแยกจากกันอีก
“แค่อยากบอกเ้าว่า อย่ากดดันตัวเองนัก”
ชวีหลิวซีเอนตัวลงนอนบนพื้นข้างอันเจิงทั้งสองอยู่ในระยะประชิด กลิ่นหอมจาง ๆ บนตัวนางลอยเข้าไปในจมูกอันเจิงแล้วคอยวนเวียนอยู่ในสมองของเขา
ชวีหลิวซีมองไปที่ท้องฟ้าพลางพูด “หากวิ่งตามเื่ที่เคยผ่านมาเพื่อ้าคำตอบก็คงไม่มีอะไรมากแต่หากวิ่งหาคำตอบแล้วต้องทำร้ายตัวเองในตอนนี้ มันไม่คุ้มจริง ๆ”
นางไม่ได้เข้าใจอันเจิงมากนัก ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพราะเดาจากตำราลิขิตฟ้าฉะนั้นนางไม่ได้คัดค้านเื่ความแค้นของอันเจิง แต่พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดมาตั้งนานแล้ว
“ข้า...พวกเราต่างก็ไม่อยากเสียเ้าไป”
การที่นางพูดออกมาแบบนี้ ทำให้ตัวเองหน้าแดงขึ้นมาทันที
อันเจิงยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็ใช้มืออีกข้างขยี้หน้าม้าของนางจนยุ่ง “อย่าคิดเรื่อยเปื่อยเลยเ้าพูดถูกแล้ว ตอนนี้ข้าก็คืออันเจิง อันเจิงของพวกเ้า วางใจเถอะข้าไม่ทำเื่อะไรที่เกินเลยหรอก”
ชวีหลิวซีพยักหน้า “เ้าสัญญากับข้านะต่อไปก่อนจะทำอะไรให้คิดถึงคนคนหนึ่งไว้ คนที่จะไม่มีผลกระทบต่อเ้าเมื่อคิดถึงนางเ้าก็จะใจเย็นลงบ้าง”
อันเจิงสบตากับชวีหลิวซีนิ่งนาน “ใคร?”
ชวีหลิวซีกัดริมฝีปาก “ข้า...”
จากนั้นนางก็ลุกขึ้น แล้ววิ่งกลับห้องไปอย่างรวดเร็ว
อันเจิงลุกขึ้นนั่งและมองตามร่างชวีหลิวซีที่วิ่งกลับไปทันใดนั้นก็รู้สึกผิดบาปขึ้นมา เด็กสาวคนนี้ใส่ใจเขามากเกินไปแล้วหากเป็เช่นนี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตของนางได้ แต่ถึงกระนั้นอันเจิงก็ไม่สามารถอธิบายอะไรได้เหมือนกัน และไม่อาจใช้วิธีการเงียบใส่มาทำร้ายนางด้วย
ไกลออกไป ที่หน้าประตูห้องนอนของกู่เชียนเยว่นางยืนถือไหเหล้าไว้ในมือด้วยสีหน้าสับสน
นางหันหลังและปิดประตูจากนั้นก็ดื่มเหล้าจนหมดไห “ข้าไม่ได้ใส่ใจหรอก ก็แค่สงสารที่เห็นไอ้เด็กนั่นนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวต่างหากข้าก็แค่จะหาเหล้าสักไหไปด้วย เลยทำให้ไปช้า...ฮ่า ๆ ข้ากำลังเสียใจอะไรอยู่นะเสียใจที่ตัวเองไปหยิบเหล้าหรือ? ใช่ทำไมข้าต้องไปหยิบเหล้าด้วย?”
นางเดินโซเซไปทิ้งตัวลงบนเตียง เอาตัวแทรกเข้าไประหว่างหมอนกับผ้าห่ม“ง่วงจัง ข้าจะนอน...นอนฝันหวาน ฝันถึงชายรูปงาม”
อันเจิงยังคงนอนอยู่บนพื้นอีกครู่หนึ่งเขาครุ่นคิดถึงคำพูดของชวีหลิวซีอย่างจริงจัง
นางพูดถูก ตัวเขาคิดจะล้างแค้นแต่ยังทำตอนนี้ไม่ได้จะเอาร่างใหม่ทิ้งเข้าไปในกองเพลิงเพราะการล้างแค้นไม่ได้ ตอนนี้เขามีสำนักวรยุทธ์เบิก์เป็เหมือนครอบครัวใหญ่มีหน้าที่ที่ต้องทำ ถึงแม้เมื่อเทียบกับหน้าที่ในกรมตุลาการแล้ว ตำแหน่งเ้าสำนักวรยุทธ์เบิก์ก็เป็เพียงหน้าที่เล็กๆ เท่านั้น แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเป็จริงและความอุ่นใจมากยิ่งกว่า
ตอนที่อันเจิงทำงานอยู่ที่นั่น กรมตุลาการเป็สถานที่ที่รักษากฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุดเพราะอันเจิงในตอนนั้นไม่ต่างไปจากหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก ต่อให้เสวี่ยเหมยไต้จะรู้สึกดีกับเขามากเท่าไหร่เขาก็แกล้งทำราวกับไม่รับรู้อะไรเลย
แต่ครั้งนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป
เขาชอบคุยเล่นกับตู้โซ่วโซ่วและเสี่ยวชีเต้า แล้วยังชอบทำตัวโง่เง่าไร้สาระ...เขาชอบนิสัยที่น่ารักของชวีหลิวซีชอบความพิลึกกึกกือของกู่เชียนเยว่ และยังชอบชวีเฟิงจื่อกับผู้เฒ่าฮั่วที่คอยเป็ห่วงเป็ใยคนอื่น
ทั้งหมดนี้ไม่เหมือนเขาคนก่อนเลยแม้แต่น้อยเดิมทีการขจัดความชั่วร้ายเหมือนเป็หน้าที่ของเขา รู้สึกเพียงแค่ว่าชีวิตเกิดมาก็ต้องตาย
อาจเพราะการตายอย่างไม่คาดคิดทำให้อันเจิงเปลี่ยนไปหรืออาจเป็เพราะหลายปีมานี้ เขาร่วมใช้ชีวิตมากับตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ จนทำให้ตัวเขาเปลี่ยนไป?
อันเจิงไม่อยากไปค้นหาคำตอบเขาอยากซึมซับความสุขจากการใช้ชีวิตในปัจจุบันมากกว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากชวีหลิวซีเข้าแล้ว เมื่อครู่เขายังว้าวุ่นและสับสนอยู่เลยแต่พอคิดถึงความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเพื่อน ๆ ตลอดหลายปีมานี้ก็ทำให้ลืมเื่วุ่นวายและสับสนนั้นไปได้ แรงอาฆาตที่มีในใจก็ค่อย ๆจางหายไปจนหมด
ความจริงตอนที่อันเจิงนอนลงบนพื้นและดูดวงจันทร์ เขากำลังสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามกดทับรังสีสังหารในใจเอาไว้ วินาทีที่รู้ความจริงทั้งหมด เขาแทบจะทนไม่ได้แล้วพุ่งออกไปฆ่าคนตระกูลซูให้สิ้นแต่เมื่อชวีหลิวซีมากุมมือเขาไว้ แรงอาฆาตก็ถูกความอ่อนโยนห่อหุ้มจนมลายหายไป
อันเจิงลุกขึ้นยืน สูดหายใจเข้ายาว ๆ แล้วกลับไปนอน
กู่เชียนเยว่ลุกขึ้นจากที่นอนจากนั้นก็เดินไปที่หน้าต่างเห็นว่าอันเจิงกำลังเดินกลับห้องแล้ว นางทำตาขวางใส่อันเจิงก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเองว่าคนอื่นไม่มีหัวใจจากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียง แท้จริงแล้วนางต่างหากที่ไม่มีหัวใจ...
ขณะเดียวกัน ไทเฮาซูชิงนวนที่ตำหนักจิงเซี่ยวทรงพิโรธอย่างหนัก
“เ้าพวกไร้ประโยชน์!”
พระนางทรงขว้างจอกหยกในมือทิ้ง“แค่ฆ่าคนที่ไม่มีวรยุทธ์คนเดียวก็ยังทำไม่ได้ พวกเ้าไปกันตั้งหลายสิบคน แล้วยังมีหมัวโซ่วไปด้วย...กลับถูกพวกมันฆ่าตายอย่างราบคาบ!”
ซูโจ้งที่เพิ่งถูกเลื่อนขั้นมาเป็แม่ทัพพูดขึ้น“ไทเฮาโปรดวางพระทัย คืนนี้กระหม่อมจะเพิ่มยอดฝีมือและตามสืบเื่นี้อย่างละเอียดในเมื่อฟ้ายังไม่สางประตูเมืองก็ยังไม่เปิด ลีเหยียนเนียนหนีไม่พ้นแน่ ขอเพียงมันยังอยู่ในเมืองกระหม่อมต้องตามจับมันมาให้ได้”
ซูไทเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้น“จัดการให้เสร็จในคืนนี้ซะ มีคนของเราตายที่จวนลีเหยียนเนียน จวนไฟไหม้หน่วยฟางกู้ก็เลยเข้าไปตรวจสอบแล้ว หากก่อนฟ้าสางยังหาตัวมันไม่เจอเื่นี้ก็จะถูกหน่วยฟางกู้ตัดสินว่าเป็การล้างแค้น พวกเ้าก็จัดฉากหาศัตรูให้ลีเหยียนเนียนด้วยอีกอย่าง พรุ่งนี้ให้คนของเราไปเฝ้าที่ประตูเมืองให้ดีอย่าปล่อยให้มันหนีออกจากเมืองไปได้!”
“กระหม่อมเข้าใจแล้ว!”ซูโจ้งจากไปด้วยความรีบร้อน
แค่ฆ่าขุนนางระดับห้าเท่านั้นกลับกลายเป็เื่ใหญ่จนนางต้องะเิโมโหออกมาการฆ่าจูเก๋อเหยียนยังไม่มีเื่วุ่นวายเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย นี่อะไร เป็เพียงคนที่มีตำแหน่งเล็กๆ กลับทำให้เมืองฟางกู้กว่าครึ่งต้องวุ่นวาย
ซูไทเฮาทรงเหลือบไปเห็นชายหนุ่มที่ใจนตัวสั่นก็ถอนพระปัสสาสะเบาๆ ก่อนเสด็จเข้าไปหา “ไม่ได้เกี่ยวกับเ้า อย่ากลัวไปเลย”
นั่นเป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลา เขามีรูปร่างสูงอกผายไหล่ผึ่ง หน้าท้องมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย และที่สำคัญ...เขามีบางส่วนที่เรียกได้ว่าใหญ่อลังการ
ไทเฮาซูชิงนวนประทับนอนลงบนตักของชายหนุ่มจากนั้นก็ยื่นพระหัตถ์ไปจับส่วนนั้น “ดูสิ ทำมันใหมดแล้ว...น่าเสียดาย”
ตอนที่พระนางตรัสว่าน่าเสียดายมันคือความเสียดายจริง ๆ
เขาเป็คนที่นางชอบมากที่สุดแล้วแต่เสียดายที่มาได้ยินเื่ของลีเหยียนเนียนเข้า ฉะนั้นจึงจำต้องฆ่าทิ้งเสีย
ซูไทเฮาก้มพระพักตร์ลงไป นำส่วนนั้นเข้าพระโอษฐ์พลางตรัสขึ้น“รีบให้พ่อเสือน้อยตื่นสักทีสิ รีบให้ลูกข้าสักคน ลูกของเ้าน่ะ”
นางอยากมีลูก
อดีตาาแห่งแคว้นสิ้นพระชนม์ไปตั้งหลายปีแล้วนางกล้าขนาดนี้เชียวรึ!
