“ฮือๆ!” ในปากของซือหม่าเชวี่ยนมีตะเกียบคาอยู่ น้ำลายไหลออกมาเปื้อนเสื้อคลุมัจนชุ่ม ทำให้สายตาของซือหม่าหย่าหลานฉายแววรังเกียจขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง นางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ชุดสีเหลืองสดใสนี้ถ้าใส่บนตัวพี่เป่าน่าจะเหมาะสมกว่านี้แน่นอน”
ซือหม่าเชวี่ยนเบิกตากว้างจนเกือบจะถลนออกมา แต่ซือหม่าหย่าหลานกลับไม่สนใจเขาอีก นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหางตา แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาในทันที เสียงของนางอ่อนหวานและเศร้าสร้อย “เสด็จพี่ ท่านเป็อะไรไป? ท่านต้องรักษาพระวรกายให้ดี ข้าเหลือแต่ท่านเป็ญาติเพียงคนเดียวแล้ว!”
บรรดาข้ารับใช้ในวังหลวงต่างมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ท้ายที่สุดมีคนกล้าหาญคนหนึ่งรีบไปตามหมอหลวง ส่วนคนที่เหลืออยู่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ในท้องพระโรงจึงเหลือเพียงเสียงสะอื้นขององค์หญิง
ในขณะนั้นเองกองทหารองครักษ์กลุ่มใหญ่ก็ได้บุกเข้ามาอย่างกะทันหัน แม่นมาุโกวาดตามองสถานการณ์ในห้องโถงแล้วรีบเดินเข้าไปประคององค์หญิง นางกระซิบรายงานเบาๆ ว่า “องค์หญิง บ่าวได้ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จเรียบร้อยแล้วเพคะ”
แม่ทัพจินหัวหน้าทหารองครักษ์ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งหลังจากที่ผู้บังคับบัญชาการเซียวเกิดเื่ แม้ว่าเขาจะอยู่ในวัยกลางคนแล้ว แต่หัวใจที่รักในความสวยความงามของเขาก็ยังไม่ลดลง ครั้นได้เห็นองค์หญิงร้องไห้ดั่งดอกสาลี่ต้องหยาดฝน [1] เหมือนกับดอกไม้ที่ร่วงลงมาจากสรวง์ เขาก็แทบอยากจะควักหัวใจออกมา และอยากจะอุ้มนางมากอดไว้ในอ้อมอกแล้วปลอบประโลมด้วยความรักใคร่
“องค์หญิง กระหม่อมได้รับคำสั่งจากท่านพ่อเอาไว้แล้ว ไม่ว่าท่านจะสั่งอะไร ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ กระหม่อมก็ยินดีทำโดยไม่มีข้อแม้พ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าหย่าหลานก้มหน้าลงเล็กน้อย นางยกผ้าเช็ดน้ำตาแล้วกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านแม่ทัพจินจัดการบรรดาข้ารับใช้ในท้องพระโรงเหล่านี้เสีย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ใส่ใจปรนนิบัติรับใช้เสด็จพี่ เสด็จพี่ของข้าก็คงไม่ดื่มสุราจนร่างกายเจ็บป่วยเพราะเฟิงเสีย[2]”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
แม่ทัพจินรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาในทันที เขาะโสั่งทหารที่อยู่ข้างหลัง ให้รวบรวมเหล่าข้ารับใช้ในห้องโถงใหญ่ทั้งหมด และสังหารอย่างไม่ลังเล
น่าสงสารบรรดาข้ารับใช้เหล่านี้ หลายคนยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในพริบตาถัดมาก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น เืสีแดงสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพรม กลิ่นคาวเืคละคลุ้งกระจายไปทั่วท้องพระโรงอย่างรวดเร็วในทันที
ขันทีที่เคยจะตรวจยาพิษในอาหารคนนั้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความคับแค้น เขาพยายามยื่นมือออกไปเพื่อจะข่วนเทพธิดาในสายตาของทุกคน องค์หญิงชิงเฉิงที่งดงามที่สุดในแผ่นดินซีเฮ่า ทว่าน่าเสียดายหัวของเขากลับกลิ้งขลุกขลักไปไกลมาก ภาพสะท้อนในแววตาของตัวเขานั้น หาใช่เทพธิดาไม่ แต่กลับเป็ปีศาจร้าย…
แม่ทัพจินสังหารอย่างเมามัน แม้แต่แผงอกของเขาก็ตั้งตรงขึ้นมากกว่าเดิมถึงสามส่วน ราวกับว่าผู้ที่ตายด้วยดาบของเขาไม่ใช่ข้ารับใช้ที่ไร้ทางสู้ แต่เป็ทหารชาวเถียเหล่ยที่แกร่งกล้า
ซือหม่าหย่าหลานมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม แต่ก็ยังพยักหน้าแล้วชมเชยว่า “ท่านแม่ทัพช่างกล้าหาญยิ่งนัก”
แม่ทัพจินยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่บรรดาหมอหลวงก็รีบเร่งเข้ามาในทันที
เมื่อพวกเขาเห็นองค์หญิงชิงเฉิงแล้ว้าจะคำนับ แต่กลับถูกนางห้ามไว้ นางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เศร้าหมอง “เสด็จพี่ของข้าดื่มสุรามากเกินไปจนทำให้ร่างกายได้รับาเ็ ไม่คิดว่าหลังจากที่กินอาหารด้วยกันเสร็จ เขาก็มีอาการป่วยจากเฟิงเสีย ต่อไปเกรงว่าไม่สามารถพูดและเดินได้อีกต่อไป แล้วเราจะทำยังไงกันดี?”
บรรดาหมอหลวงฟังแล้วต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ ยังไม่ทันได้จับชีพจรก็ระบุโรคได้แล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเคยเจอจริงๆ แต่การปรนนิบัติรับใช้ราชวงศ์นั้น ชีวิตมักแขวนอยู่บนเส้นด้ายเสมอ ตราบใดที่รักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ได้ พวกเขาก็ไม่สนใจว่ามีความผิดปกติอะไรซ่อนอยู่หรือไม่
เมื่อคิดดังนั้น บรรดาหมอหลวงก็เริ่มจับชีพจรอย่าง “ตั้งใจ” แต่ไม่คาดคิดเลยว่าชีพจรของซือหม่าเชวี่ยนนั้นจะเป็ไปตามที่องค์หญิงกล่าวไว้ทุกประการไม่มีผิด หลายคนรู้สึกสงสัย มีเพียงหมอหลวงคนหนึ่งที่มีอายุมากที่สุดเท่านั้นที่ในแววตาแสดงออกถึงความหวาดกลัวครู่หนึ่งแล้วรีบปกปิดไว้ในทันที
บรรดาหมอหลวงถอยกลับไปยืนอยู่ด้านข้างแล้วกล่าวว่า “กราบทูลองค์หญิง พระอาการของฮ่องเต้เป็อาการจากเฟิงเสียจริงๆ เกรงว่าต่อไปจะไม่สามารถพูดหรือขยับได้อีก คงต้องพึ่งยาและรักษาอย่างต่อเนื่อง หากเวลาผ่านไปนานเข้าบางทีอาจจะมีโอกาสฟื้นฟูขึ้นมาได้หลายส่วน”
ซือหม่าหย่าหลานก้มหน้าลงเช็ดน้ำตาอีกครั้ง แม่นมาุโก็ร้องไห้ตามไม่หยุด เนิ่นานกว่าซือหม่าหย่าหลานจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วกำชับบรรดาหมอหลวง “คงต้องรบกวนให้พวกท่านทั้งหลายรอในตำแหน่งด้านข้างก่อน ราชสำนักมิอาจไร้กษัตริย์แม้เพียงหนึ่งวัน เื่นี้ยังต้องปรึกษากับเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ด้วยกันเพื่อหาทางออก เมื่อถึงเวลานั้นจำเป็จะต้องถามถึงอาการป่วยของเสด็จพี่ จึงต้องรบกวนพวกท่านทั้งหลายกล่าวออกมาอีกครั้ง”
“องค์หญิงทรงตรัสเกินไปแล้ว นี่เป็สิ่งที่พวกบ่าวควรทำอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
บรรดาหมอหลวงรีบคุกเข่าคำนับ ท้ายที่สุดก็ถอยออกไป เมื่อเห็นว่าไม่มีข้ารับใช้คอยรับใช้อยู่รอบๆ พวกเขาจึงไม่กล้าเรียกใคร และเดินไปยังตำหนักข้างด้วยตนเอง แล้วนั่งเงียบๆ อย่างระมัดระวัง เกรงว่าหากทำอะไรพลาดไปจะเสียชีวิต…
แม้ว่าั้แ่วันแรกที่าเริ่มขึ้น เมืองหลวงของซีเฮ่าก็ไม่เคยสงบ แต่ประชาชนก็ยังคงมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายเป็ “คนบ้านเดียวกัน” จึงไม่ได้กังวลว่าจะมีวันหนึ่งที่บ้านเรือนจะพังพินาศและผู้คนล้มตายจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าที่มีข่าวสารรวดเร็ว พวกเขามักจะนำข่าวมาว่าท่านแม่ทัพกงจื้อมีความกล้าหาญยิ่งนัก ทุกๆ เมืองต่างยอมมาสวามิภักดิ์และไม่มีประชาชนคนใดได้รับความเดือดร้อนแม้แต่คนเดียว
ดังนั้นผู้คนจึงยิ่งไม่กังวลเลย ครอบครัวชนชั้นสูงที่ร่ำรวยยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ออกไปเดินเล่น ดื่มชา ดูละคร เยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน ส่วนคนยากจนก็ยุ่งอยู่กับการหาเลี้ยงชีพ คิดวางแผนว่าจะหาเงินเพิ่มอีกหลายๆ เหวินได้อย่างไร ไม่มีเวลาว่างมาครุ่นคิดเื่ “การต่อสู้ของเทพเ้า” เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
แต่ในวันนี้ เมืองหลวงกลับมีความวุ่นวายมากกว่าปกติ
เริ่มต้นจากข่าวว่าฮ่องเต้จะยกองค์หญิงให้อภิเษกสมรส ผู้คนแอบพูดคุยกันว่าฮ่องเต้คงจะใช้การอภิเษกสมรสขององค์หญิงเป็การแลกเปลี่ยน บ้างก็สงสารองค์หญิง บ้างก็ว่าข่าวนี้ไม่น่าเชื่อถือ ไม่นานก็ได้ยินว่าท่านอัครมหาเสนาบดีกรมพิธีการถูกเรียกเข้าวังหลวง และได้ข่าวว่าฮ่องเต้กำลังเตรียมสินสมรสให้กับองค์หญิงแล้ว
คราวนี้ไม่มีใครสงสัยอีกแล้ว ทุกคนต่างพากันส่ายหน้าและถอนหายใจอย่างเศร้าใจ แต่ละวันได้ยินแต่ข่าวว่าฮ่องเต้สังหารข้ารับใช้ในวังเพิ่มอีกหลายคน พวกเขาคิดไปเองว่าถึงแม้ฮ่องเต้จะโเี้ แต่ก็ยังมีความกล้าหาญอยู่บ้าง แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ที่แท้แล้วกลับเป็คนขี้ขลาดที่ยอมขายน้องสาวเพื่อแลกกับเกียรติยศ
แต่ก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตบหลังลูกหลานแล้วะโด่าว่า “เ้าโง่! หากว่าฮ่องเต้มีความกล้าหาญยืนหยัดปกป้องเมืองหลวงแล้วเกิดาขึ้นมา ครอบครัวของพวกเราไม่รู้จะรอดชีวิตกันสักกี่คน?”
อาจจะมีหลายคนที่คิดเช่นนี้ ดังนั้นทั้งเมืองหลวงจึงตกอยู่ในบรรยากาศอันวุ่นวายที่แปลกประหลาด ผู้คนต่างก็สงสารองค์หญิง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความปลอดภัยของตนเองแล้ว ก็เหมือนกับหวังให้องค์หญิงอภิเษกสมรสไป เพื่อปกป้องให้ทุกคนรอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้
แน่นอนว่าจิตใจของเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ในราชสำนักก็ซับซ้อนยิ่งกว่า ผู้ที่มีความคิดเฉียบแหลมเริ่มวางแผนว่าจะคว้าโอกาสในการสนับสนุนราชวงศ์ได้อย่างไร ส่วนผู้ที่ยกย่องตนเองว่าเป็คนดี ก็รู้สึกละอายใจที่ซีเฮ่าที่ยิ่งใหญ่จำเป็ต้องพึ่งพาการอภิเษกสมรสของสตรีคนหนึ่งเพื่อความอยู่รอด
แต่ในขณะนั้นเอง ทหารองครักษ์กลับนำข่าวการประชุมใหญ่ของราชสำนักมาแจ้ง
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ในราชสำนักต่างตกตะลึง จากนั้นก็เริ่มคาดเดาว่าฮ่องเต้คงจะปรึกษาเื่การส่งองค์หญิงไปอภิเษกสมรส
ดังนั้นขุนนางที่มีความคิดเฉียบแหลมจึงเตรียมคำชมเชยไว้ในใจ ส่วนขุนนางที่ตรงไปตรงมาก็เตรียมฎีกาไว้ พร้อมจะพูดเพื่อหลักความถูกต้องและยุติธรรม
แต่ปรากฏว่าเื่ราวกลับไม่เป็ไปตามที่ทุกคนคาดคิดเอาไว้
ในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ พระที่นั่งกลับว่างเปล่า มีเพียงองค์หญิงชิงเฉิงสวมมงกุฎหงส์ [3] สวมฉลองพระองค์ที่หรูหรา นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างพระที่นั่งบัลลังก์ั สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวหลายส่วน
ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างไม่รู้ว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้น
ในที่สุดอัครมหาเสนาบดีฟางผู้นำขุนนางฝ่ายบุ๋นก็เป็คนแรกที่ก้าวออกมาคำนับและถามว่า “องค์หญิง เหตุใดจึงไม่เห็นฮ่องเต้ในการประชุมใหญ่ของราชสำนักหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์หญิงชิงเฉิงยิ่งมีสีหน้าเศร้าสร้อยกว่าเดิม นางกล่าวด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “เสด็จพี่ของข้าล้มป่วย เมื่อครู่นี้บรรดาหมอหลวงเพิ่งมาตรวจอาการและบอกว่าเสด็จพี่ดื่มสุรามากเกินไปจนทำให้มีอาการเฟิงเสีย ต่อไปคงจะไม่สามารถพูดและเดินได้ ข้าไม่รู้จะทำยังไงดีจึงเชิญท่านทั้งหลายมาปรึกษาหารือว่าควรจะทำเช่นไร”
“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?” เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊กว่าร้อยคนต่างใกลัวกันไปหมด พวกเขามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อหูตนเอง เมื่อวานฮ่องเต้ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและด่าทอกงจื้อิในท้องพระโรงอยู่เลย แล้วจู่ๆ จะกลายเป็คนพิการไปได้อย่างไร?
อัครมหาเสนาบดีฟางมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาก้มหน้าปรึกษากับเหล่าเสนาบดีอยู่สักครู่ จากนั้นก็ทูลว่า “องค์หญิง ทรงพระราชทานอนุญาตให้กระหม่อมและคนอื่นๆ เข้าไปดูอาการของฝ่าา และสอบถามหมอหลวงสักสองสามประโยคด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงชิงเฉิงพยักหน้า จากนั้นอัครมหาเสนาบดีฟางก็เป็ผู้นำในการเดินออกไป แล้วรีบไปยังตำหนักไท่จี๋เตี้ยน ซือหม่าเชวี่ยนถูกเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว แต่กลิ่นเหล้ายังคงตลบอบอวลจนใครก็ได้กลิ่น เมื่อเขาเห็นว่าผู้คนเข้ามาใกล้จึงรู้สึกกระวนกระวายอยากจะลุกขึ้นในทันที ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้ มือเท้าไม่สามารถขยับได้ ปากก็ถูกอุดไว้ด้วยผ้าเพื่อป้องกันการกัดลิ้น เขารู้สึกเ็ปใจและอับอายแต่ก็พูดไม่ได้จนน้ำตาไหลอาบหน้า
ท่าทางเช่นนี้ในสายตาของขุนนาง ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอาการของฮ่องเต้ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปโดยปริยาย เมื่อสอบถามหมอหลวงทุกคนแล้วก็ยิ่งไม่มีใครสงสัยอีกเลย ดังนั้นพวกเขาจึงกำชับให้หมอหลวงดูแลฝ่าาให้ดี แล้วต่างพากันทยอยกลับไปยังตำหนักหน้า
มีเพียงอัครมหาเสนาบดีฟางที่หันไปมองท้องพระโรงที่ดูโล่งเล็กน้อยก่อนจะจากไป เขาสูดกลิ่นคาวเืจางๆ แล้วแววตาของเขาก็ปรากฏความสงสัยขึ้นมาครู่หนึ่ง…
เป็อย่างที่คาดไว้เมื่อได้รับการยืนยันจากอัครมหาเสนาบดีฟางและคนอื่นๆ ว่าฮ่องเต้ได้กลายเป็คนไร้ความสามารถไปเสียแล้ว ราชสำนักทั้งหมดก็แตกตื่นในทันที
ว่ากันว่าแผ่นดินไม่อาจไร้กษัตริย์ได้แม้เพียงหนึ่งวัน บัดนี้กองทัพอี้จวินของกงจื้อิกำลังจะมาถึงเมืองหลวง แต่ฮ่องเต้กลับล้มป่วยลง ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะถูกกงจื้อิจับไปหรือแก้แค้นที่ถูกวางยาพิษ หรือแม้แต่ตัดสินใจยอมสวามิภักดิ์ อย่างน้อยก็ยังมีคนเป็ผู้นำ
แต่ยามนี้จะทำอย่างไร จะให้จารึกในประวัติศาสตร์ว่าขุนนางในราชสำนักทั้งหมดพร้อมใจกันยอมสวามิภักดิ์ แล้วตัดสินใจส่งแผ่นดินซือหม่าให้ พวกเขาไม่อยากจะทิ้งชื่อเสียงดีๆ เช่นนี้เอาไว้
ขุนนางชั้นสองคนหนึ่งพูดขึ้นมาเป็คนแรกว่า “องค์หญิงตรัสได้ถูกต้องแล้ว แผ่นดินไม่อาจไร้กษัตริย์ได้แม้เพียงหนึ่งวัน”
อีกคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “นั่นสิ ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางและขุนนางท่านอื่นๆ รีบปรึกษาเพื่อหาทางออกกันเถิด”
“ใช่แล้วๆ พวกเราล้วนฟังท่านขุนนางทั้งหลาย!”
เมื่อมีคนหนึ่งเปิดปากพูดขึ้นมา คนอื่นๆ ก็พากันพูดตามไปด้วย ทำให้ในขณะนั้นท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงดังอึกทึกครึกโครมเหมือนตลาดสดไม่มีผิด
อัครมหาเสนาบดีฟางขมวดคิ้วแน่นและปรึกษากับเหล่าขุนนางาุโด้วยเสียงแ่เบา แต่คนยิ่งอายุมากก็ยิ่งฉลาดเฉลียว ไม่มีใครอยากรับชื่อเสียงที่แปดเปื้อนเช่นนี้ ดังนั้นพวกเขาปรึกษากันอยู่นานก็ไม่ได้ข้อสรุป และในที่สุดก็อยู่ในภาวะตกที่นั่งลำบาก
องค์หญิงชิงเฉิงยังคงนั่งอยู่เบื้องบนในท้องพระโรง นางมองเหล่าขุนนางที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป มุมปากของนางเผยให้เห็นรอยยิ้มเยาะ แต่แล้วนางก็ลุกขึ้นยืดตัวตรง และค่อยๆ ปรับมงกุฎหงส์และจัดฉลองพระองค์ให้เรียบร้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านขุนนางทั้งหลาย บัดนี้สกุลซือหม่าเหลือเพียงข้าคนเดียว แม้ว่าข้าจะเป็สตรี แต่ในฐานะที่เป็องค์หญิงแห่งซีเฮ่า เพื่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของแผ่นดินซีเฮ่า ข้ายินดีออกพระราชโองการเพื่อขอเจรจากับท่านแม่ทัพกงจื้อเพื่อยอมสวามิภักดิ์”
“เอ๋?” เมื่อเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ร้อยกว่าคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาต่างก็พากันเงียบไปในทันทีและมองหน้ากันอย่างลำบากใจ แต่ในแววตาก็ยังเผยให้เห็นความยินดีเล็กน้อย เพราะหากองค์หญิงชิงเฉิงออกหน้าเป็ผู้รับหน้าที่นี้ถือว่าเป็ทางออกที่ดีที่สุด สกุลซือหม่าจะส่งต่ออำนาจให้สกุลกงจื้ออย่างราบรื่น พวกเขาก็ยังคงเป็ขุนนางในราชสำนัก เพียงแต่เปลี่ยนฮ่องเต้ที่ต้องปรนนิบัติรับใช้เท่านั้น โดยไม่กระทบต่อความมั่งคั่งและชื่อเสียงของตนเองเลยแม้แต่น้อย
-----------------------------------------
[1] ดอกสาลี่ต้องหยาดฝน 梨花带雨 หมายถึง เปรียบเทียบใบหน้าของสตรีที่แม้จะร้องไห้อยู่แต่ก็ยังคงงดงาม
[2] เฟิงเสีย 风邪 หมายถึง ลมภายนอก ตามความเชื่อของแพทย์จีน ลมเป็หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกิดจากลมกับความร้อน ลมกับไฟ ลมกับความเย็น ลมกับความแห้ง หรือลมกับความชื้น
[3] มงกุฎหงส์ 凤冠 ถือว่าเป็เครื่องประดับที่ศักดิ์สิทธิ์และหรูหราที่สุดของสตรีชนชั้นสูง
