ลู่เต้าเห็นไป๋เสียเตรียมหลอมโอสถจึงถามด้วยความอยากรู้ “เ้าก็หลอมโอสถเป็ด้วยหรือ”
“จะไม่เป็ได้อย่างไร!” ไป๋เสียมองเขาด้วยหางตาแล้วกล่าว “เพียงแต่ข้าไม่ชอบรสขม จึงหลอมโอสถออกมาเป็ลูกกวาด ในเมื่อเป็สิ่งที่ต้องกินเข้าไป ทำไมไม่ทำให้มันอร่อยขึ้นมาหน่อยเล่า”
ลู่เต้านึกถึงตอนที่ตนเองป่วย ปู่มักจะต้มยาให้เขาดื่ม ยานั้นขมจนสุดจะบรรยาย จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ลืม บางครั้งเขาก็นึกสงสัยว่าทำไมยาถึงไม่อร่อยขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเขาจึงเห็นด้วยกับความคิดของไป๋เสียเป็อย่างยิ่ง ใบหน้าลู่เต้าผงักกึก
“แต่ครั้งนี้เ้าเป็คนกิน ดังนั้นต่อให้อร่อยหรือไม่อร่อยก็ช่างเถอะ รับไปด้วยความกตัญญูแล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เต้าก็กล่าวด้วยความประหลาดใจ “เ้า...”
ก่อนหน้านั้น ไป๋เสียมองไปยังศพไร้ศีรษะที่อยู่บนพื้น แล้วกระทืบเท้าลงกับพื้นอย่างแรงพร้อมตวาด “ลุกขึ้นมาทำงาน!”
ศพไร้ศีรษะลุกขึ้นตามเสียง ไป๋เสียออกคำสั่ง “ยกเตาโอสถไปวางบนเตา แล้วเติมน้ำลงไป!”
มันพยักหน้าไม่ได้ จึงได้แต่โค้งคำนับเป็เชิงรับรู้ และเดินโซเซไปที่เตาโอสถเหล็กสีดำ ยกมันขึ้นไปวางบนเตา จากนั้นจึงหันไปหยิบถังไม้ใบใหญ่ตักน้ำในบ่อน้ำที่ห้องหลอมโอสถ
ลู่เต้ากล่าวชื่นชม “วิถีอสูรช่างสะดวกสบายยิ่งนัก!”
ไป๋เสียนั่งดูอยู่ข้างๆ พลางมองดูศพไร้ศีรษะเดินถือถังน้ำไปมา แล้วหัวเราะเยาะ “ไม่ว่าเ้าจะเป็คนดีหรือคนชั่วตอนมีชีวิตอยู่ พอตายไปแล้วก็เป็เพียงแค่ศพให้ข้าใช้งานเท่านั้น”
เมื่อเตาโอสถเต็มไปด้วยน้ำแล้ว ศพไร้ศีรษะยืนอยู่ตรงหน้าไป๋เสียรอคำสั่ง เขาชี้ไปที่เตา “เ้าไม่มีประโยชน์แล้ว ะโลงไปในกองไฟซะ”
“หา?” ลู่เต้าเบิกตากว้าง คิดว่าตนเองหูฝาดไป
ศพไร้ศีรษะทำตามคำสั่งของไป๋เสีย มันะโเข้าไปในกองไฟโดยไม่ลังเล ร่างกายแห้งเหี่ยวราวกับกิ่งไม้ที่ติดไฟได้ง่าย
คนชั่วร้ายได้จบชีวิตอันชั่วช้าลงแล้ว เหลือไว้เพียงกายหยาบที่กลายเป็ฟืนในกองเพลิงโหมกระหน่ำ
เมื่อถูกโยนเข้าไปเป็เชื้อเพลิง สีของเปลวไฟก็เปลี่ยนเป็สีม่วงโดยตรงขอบเป็สีขาว ทันใดนั้น คลื่นความร้อนก็พวยพุ่งไปทั่วห้องหลอมโอสถ น้ำในเตาก็เดือดพล่าน
ไป๋เสียเห็นสีของเปลวไฟเปลี่ยนไปจึงกล่าวด้วยความพอใจ “ในเมื่อเ้าใช้มนุษย์เป็ยา เช่นนั้นข้าก็จะใช้มนุษย์เป็ฟืนบ้าง!”
ตอนแรกลู่เต้ายังกังวลว่าไป๋เสียจะหลอมโอสถประหลาดจากร่างของหูต้าเซียนให้เขากิน เมื่อเห็นว่าศพถูกเผาในเตาแล้วจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พลังิญญาที่ซ่อนอยู่ในร่างกายถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของเปลวเพลิง ไป๋เสียใส่สมุนไพรทั้งหมดลงในเตาโอสถ แล้วปิดฝา จากนั้นก็นั่งลงหน้าเตาควบคุมไฟเช่นเดียวกับหูต้าเซียน
อุณหภูมิรอบๆ เตาไฟร้อนระอุยิ่งนัก เสื้อคลุมของเขาอบอ้าว คลื่นความร้อนทำให้เหงื่อไหลท่วมตัวจนเปิดปากบ่น “ร้อนชะมัด...ถ้ามีผ้าต้านไฟก็คงจะดี”
ด้วยอุณหภูมิสูงของเปลวไฟสีม่วงและสีขาว สมุนไพรในน้ำละลายอย่างรวดเร็วและก่อตัวเป็ผลึก ความเร็วไวกว่าหูต้าเซียนหลายเท่า!
ในขณะเดียวกันกับที่โอสถก่อตัวขึ้น มันก็ดูดซับพลังิญญาในเปลวไฟอย่างต่อเนื่อง ความดันในเตาโอสถค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเตาทั้งใบสั่นไหว
“ไม่ดีแล้ว!” ไป๋เสียมีสีหน้าเคร่งเครียด “เตาโอสถใบนี้คุณภาพแย่เกินไป รับพลังิญญาจากศพไม่ไหว!”
“ล้มเหลวแล้วหรือ”
“เตาจะะเิแล้ว!”
เตาโอสถเหล็กสีดำมิสามารถทนต่อแรงดันได้ จึงขยายตัวและบิดเบี้ยว พื้นผิวของเตาเริ่มมีรอยร้าวและมีแสงสว่างพุ่งออกมา
ตูม! เตาโอสถะเิ แสงสว่างสาดส่องไปทั่วห้องหลอมโอสถ ควันหนาทึบลอยคละคลุ้งจนมองอะไรไม่เห็น
ไป๋เสียกางม่านป้องกันสีเขียวอ่อนๆ ขึ้นมาตรงหน้า ป้องกันเศษเตาโอสถที่พุ่งเข้ามาได้ทั้งหมด ร่างกายไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย
ด้วยความเร็วของเขา เลยหลบหนีออกไปนอกห้องหลอมโอสถได้โดยไม่ต้องเสียพลังิญญาป้องกันตัวเช่นนี้ เขาทำแบบนี้ก็เพื่อจะได้เห็นโอสถที่ปรุงเสร็จในวินาทีแรกเท่านั้น
ไม่นานนัก เมื่อควันจางลง โอสถที่ส่องประกายระยิบระยับและมีแสงรุ้งปรากฏอยู่เหนือตำแหน่งเดิมของเตาโอสถ
ถึงแม้จะรวบรวมพลังิญญาทั้งหมดไว้ในโอสถไม่ได้ แต่ ‘โอสถเพิ่มพลัง’ ก็สำเร็จแล้ว ไป๋เสียยื่นมือขึ้นไป
โอสถเพิ่มพลังค่อยๆ ลอยลงมาอยู่ในมือ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย
“ต่อไปก็ฝากเ้าแล้ว” ิญญาของไป๋เสียออกจากร่างแล้วนั่งดูอยู่ด้านข้าง
ลู่เต้าถือโอสถเพิ่มพลังไว้ในมือเพ่งมอง พื้นผิวของโอสถที่ทอประกายแสงสีรุ้งพร่างพรางและมีพลังิญญาพวยพุ่งออกมาไม่หยุด
“สวยจัง” ดวงตาของลู่เต้าสะท้อนแสงสว่างเจิดจ้าของโอสถ
“สวยไม่ได้แปลว่าอร่อย” เมื่อเห็นว่าเขายังไม่ยอมกิน ไป๋เสียจึงเร่งเร้า “รีบกินเข้าไปสิ”
“เื่มากจริงๆ... มองอีกหน่อยก็ไม่ได้”
ลู่เต้าบ่นอุบอิบแล้วใส่โอสถเข้าไปในปาก ก่อนจะทันได้เคี้ยว รสเปรี้ยวที่เข้มข้นกว่าน้ำส้มสายชูก็ะเิขึ้นในปากราวกับเตาโอสถะเิ แม้กระทั่งฟันก็รู้สึกเสียวแปล๊บ
“เปรี้ยวชะมัด!!!” ลู่เต้าร้องลั่น
พลังโอสถปะทุขึ้น กลายเป็กระแสความอบอุ่นไหลเข้าสู่ทะเลิญญา ทำให้ท้องของเขาปวดร้าวอีกครั้ง ลู่เต้าพบเจอกับกำแพงิญญาอีกครั้ง ซึ่งต้องทะลุกำแพงนี้ให้ได้ถึงจะเลื่อนขั้น
โชคดีที่่นี้ลู่เต้าฝึกฝนการทะลวงค่ายกลป้องกันอยู่โดยไม่รู้ตัว จึงนำพลังิญญาไปทะลวงกำแพงิญญาได้อย่างคล่องแคล่ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ก็ได้ยินเสียงเครื่องปั้นดินเผาแตกดังขึ้น พลังิญญาไหลทะลักออกมาจากทะเลิญญา ชำระล้างและเสริมสร้างเส้นเอ็นและชีพจรทั่วร่าง รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
ลู่เต้าลืมตาขึ้น หายใจออกยาวๆ พลังอันมหาศาลในร่างกายสงบลง เขาเลื่อนขั้นเป็ระดับปรมาจารย์ขั้นหนึ่งสำเร็จ!
เขากำหมัดแน่น เมื่อรู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมไปทั่วร่าง ก็เผยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิ “สำเร็จแล้ว!”
ก่อนจะออกจากถ้ำหมอก์ ลู่เต้าไม่ลืมที่จะค้นหาสมบัติภายในถ้ำ นอกจากตำราโบราณจำนวนมาก แปรงปัดฝุ่นและเข็มเงาของหูต้าเซียนแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีก
“ในตำราพวกนั้นยังมีน้อยกว่าในหัวข้าเสียอีก แปรงปัดฝุ่นนั่นก็เป็เพียงแค่อาวุธธรรมดา ไม่เอาไปก็ได้” สุดท้ายไป๋เสียก็ให้ลู่เต้าเก็บเข็มเงาไว้เท่านั้น
สุดท้ายลู่เต้าก็เผาที่อันเลวทรามนี้จนราบเป็หน้ากลอง เขามองดูเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ แม้ลมร้อนจะพัดมาปะทะหน้า แต่กลับรู้สึกหนาวเหน็บ
ไป๋เสียกล่าว “ิญญาของเด็กสาวที่ตกเป็เหยื่อก็รวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วย”
“แล้วจะทำอย่างไรดีกับพวกนางเล่า” ลู่เต้าถามอย่างร้อนใจ
“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้นคืนชีพได้ สิ่งที่ข้าทำได้ก็คือแนะนำให้พวกนางไปยังสถานที่ที่ควรไป”
ไป๋เสียเข้าสิงลู่เต้า นำขลุ่ยสะกดมารมาแนบไว้ที่ริมฝีปาก ปิดรูขลุ่ยด้วยนิ้วทั้งสิบ แล้วค่อยๆ เป่าเข้าไป
บทเพลง ‘ปลอบิญญา’ ดังขึ้นบนูเา เสียงนั้นดังจนชาวบ้านที่อยู่เชิงเขาได้ยินอย่างชัดเจน
ตอนที่ลู่เต้าแยกกับเสี่ยวอวี้ก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนได้นัดพบกันที่โรงเก็บศพ หลังจากลงจากเขามาแล้ว เขาไม่ได้กลับไปยังเมืองเซียน แต่ตรงไปยังโรงเก็บศพก่อน
เมื่อมาถึง เขาก็พบว่ารอบๆ โรงเก็บศพเละเทะไปหมด พื้นเต็มไปด้วยกงเต๊ก ลู่เต้ารีบวิ่งเข้าไปด้านในแล้วะโ “เสี่ยวอวี้! เสี่ยวไฉ! ข้ากลับมาแล้ว!”
ไม่มีเสียงตอบรับจากภายในโรงเก็บศพ ลู่เต้ากำลังสงสัยว่าทำไมไม่มีเสียง ทันใดนั้นก็มีมือมาแตะที่ไหล่ทำเอาเขาใ
เมื่อหันกลับไป ก็พบว่าเป็ผู้ดูแลโรงเก็บศพที่พันผ้าพันแผลเต็มตัว เมื่อเขาเห็นลู่เต้าก็กล่าวด้วยความรู้สึกผิด “คุณชายน้อย ข้าขอโทษ...”
