ในขณะที่หวงฝู่หนานคิดจะเข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยนั้น การเปลี่ยนแปลงอันพิสดารก็บังเกิดขึ้น!
ก้อนอิฐที่วางสงบนิ่งอยู่บนอกไป๋หยุนเฟยจู่ๆก็ลอยขึ้น แล้วแสงสีส้มอันเจิดจ้าก็ะเิออก จากนั้นก็มีพลังธาตุปรากฏขึ้นโอมล้อมปกป้องร่างกายของไป๋หยุนเฟยเอาไว้!
หวงฝู่หนานคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แต่จะอย่างไรมันก็เป็ถึงผู้เข้มแข็งที่บรรลุด่านเอกะิญญาระดับปลาย เพียงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อยก็ล่าถอยออกมาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ยื่นมือทั้งสองข้างออก หลังจากรวบรวมพลังสีแดงขึ้นก็ผลักใส่ก้อนอิฐที่พุ่งเข้าหา
“ปัง!!”
บังเกิดเสียงกึกก้องดังสะท้าน จากนั้นก็เห็นหวงฝู่หนานกระเด็นลอยออกมาหลายสิบวา ขณะที่เท้าขวาเหยียบใส่อากาศที่ว่างเปล่า ก็ผนึกพลังธาตุไฟขึ้นเป็แท่นรองใต้ฝ่าเท้าเพื่อยั้งร่างให้หยุดลง
“……”
ทุกคนต่างเหม่อมองวัตถุที่ลอยอยู่เหนือร่างของไป๋หยุนเฟย มันคือก้อนอิฐที่กำลังสาดแสงสีส้มเจิดจ้าบาดตา ยามมองไปทั้งหมดล้วนแสดงสีหน้าตกตะลึง --- แม้แต่อดีตเ้าสำนักจื่อจินก็ไม่ยกเว้น!
“ปกป้องผู้เป็นายด้วยสัญชาตญาณ... วัตถุเชื่อมโยงชีวิต! เป็ไปได้อย่างไร!!”
ดวงตาอดีตเ้าสำนักจื่อจินทอประกายพิสดาร หลังจากสะบัดมือขวาก็ปรากฏลูกกลมสีดำขนาดเท่าไข่ไก่ลอยพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟย
“ติง!”
บังเกิดเสียงดังขึ้น เมื่อก้อนอิฐลอยขึ้นเองอีกครั้งและปะทะชนใส่ลูกกลมสีดำ จากนั้นวัตถุทั้งสองก็หยุดชะงัก พลังสีส้มที่โอบล้อมไป๋หยุนเฟยหรี่แสงลงวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม ส่วนลูกกลมสีดำก็ลอยกลับสู่มือของอดีตเ้าสำนักจื่อจิน
“ชั้นนภาระดับกลาง!!”
ผู้าุโใหญ่เซียวปินจื่อและพวกโค่วฉางคงยามนี้จึงค่อยเรียกสติกลับคืนมา ผู้าุโใหญ่เซียวปินจื่อปราศจากท่วงท่าเฉยเมยเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว ดวงตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังก้อนอิฐที่อยู่ข้างกายไป๋หยุนเฟย จากนั้นจึงโพล่งขึ้นด้วยความตกตะลึง “วัตถุเชื่อมโยงชีวิต... วัตถุเชื่อมโยงชีวิตชั้นนภาระดับกลาง... นี่... นี่มันเื่อะไรกัน! ด้วยความสามารถของเด็กแซ่ไป๋ เป็ไปไม่ได้ที่จะหลอมประดิษฐ์วัตถุเชื่อมโยงชีวิตออกมาได้เช่นนี้?! ก่อนหน้านี้... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!”
โค่วฉางคงกวาดตามองรอบด้าน จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลิงเอียนอยู่ด้านล่าง ลองถามมันดูจะดีกว่า!”
กล่าวจบก็สะบัดมือขวา ลำแสงสีแดงก็ยิงเฉียงออกไปที่ด้านล่างซึ่งอยู่ไม่ไกล เป็จุดที่อยู่ห่างจากหน้าผาหลอมประดิษฐ์ออกไปราวห้าร้อยวา
ที่นั้นมีกลุ่มศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์กำลังจ้องมองมายังหน้าผาหลอมประดิษฐ์ที่เหลือเพียงครึ่งแถบด้วยสีหน้าแตกตื่นพร้อมกับชี้มือชี้ไม้วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา
ผู้ที่อยู่หน้าสุดก็คือศิษย์พี่สามแห่งยอดเขาประจิมนามว่าหลิงเอียน ยามนี้มันมองเห็นแล้วว่าที่กลางอากาศ้ามีโค่วฉางคงและคนอื่นๆอยู่ ขณะที่คิดจะเข้าไปหาก็ปรากฏแสงสีแดงวาบเข้ามา เพียงพริบตาเดียวลำแสงก็ห่อหุ้มมันเอาไว้ จากนั้นร่างของหลิงเอียนก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่อาจควบคุม แล้วมันก็ถูกแสงสีแดงพยุงลอยเข้าหาโค่วฉางคง
ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบที่กำลังส่งเสียงวุ่นวายชะงักเสียงลง จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่าเ้าสำนักและผู้าุโทั้งหลายอยู่บนท้องฟ้า ทั้งหมดต่างแสดงสีหน้านับถือเลื่อมใส จากนั้นเสียงดังวุ่นวายแปรเปลี่ยนเป็เสียงกระซิบกระซาบ
เพียงชั่วครู่หลิงเอียนที่กำลังสับสนกังขาก็สงบนิ่งลง มันปล่อยให้ลำแสงสีแดงพาตนเองลอยไปจนถึงเบื้องหน้าโค่วฉางคง จากนั้นจึงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ศิษย์คารวะท่านอาจารย์ อาจารย์ปู่ และผู้าุโทั้งสาม!”
“อืม” โค่วฉางคงพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นจึงถามขึ้น “หลิงเอียน ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ ไฉนหยุนเฟยจึงกลายเป็เช่นนี้ เ้าพอจะทราบเหตุการณ์หรือไม่?”
หลิงเอียนมองดูไป๋หยุนเฟยที่อยู่ห่างออกไปด้วยสายตาประหลาดพิกล หลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็เอ่ยปากตอบ “เรียนท่านอาจารย์ คืนนี้ศิษย์หลอมประดิษฐ์อยู่ในถ้ำตลอดคืน ศิษย์น้องไป๋ก็อยู่ในถ้ำติดกัน เมื่อราวครึ่งชั่วยามก่อน ข้าพบว่าถ้ำของศิษย์น้องไป๋มีพลังแปลกประหลาดแผ่กระจายออกมา พลังนั้นบางคราก็เข้มแข็งบางคราก็แ่กระเพื่อม เพียงแต่ข้าไม่ได้ใส่ใจเพราะเข้าใจว่าศิษย์น้องไป๋คงประสบปัญหาเล็กน้อยระหว่างการหลอมประดิษฐ์”
“แต่ว่าการสั่นกระเพื่อมของพลังกลับเกิดขึ้นไม่ขาดสาย ก่อนหน้านี้ราวชั่วน้ำเดือดจู่ๆก็เกิดเปลี่ยนเป็รุนแรงกว่าเดิมนับร้อยเท่า ด้วยความตระหนกและเกรงว่าจะเกิดอันตราย ศิษย์จึงเรียกทุกคนที่หลอมประดิษฐ์อยู่ในถ้ำออกมาทั้งหมด ชั่วขณะที่กำลังคิดว่าจะรายงานให้ท่านอาจารย์ทราบดีหรือไม่นั้น พลังที่พลุ่งพล่านก็ะเิขึ้น ความรุนแรงของมัน...” หลิงเอียนกล่าวถึงตรงนี้ ในใจก็บังเกิดความหวาดหวั่น หลังจากส่ายหน้าเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ “พลังทำลายล้างของมันเกินกว่าจะคาดคิด ถึงกับะเิหน้าผาหลอมประดิษฐ์หายไปครึ่งแถบ! โชคดีที่ข้าเรียกให้ทุกคนออกมาก่อน ไม่เช่นนั้น...”
โค่วฉางคงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เพียงเท่านี้? เ้าทราบหรือไม่ว่าหยุนเฟยกำลังหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาชนิดใด? ไฉนจึงกลายเป็เช่นนี้ได้?”
“เื่นี้...” หลิงเอียนกล่าวอึกอัก “ศิษย์น้องไป๋หลอมประดิษฐ์เพียงลำพัง ข้า... ไม่แน่ใจ...”
โค่วฉางคงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นจึงโบกมือกล่าวว่า “เ้าไปบอกศิษย์ทั้งหลายแยกย้ายกลับไปให้หมด หลังจากนี้ปิดใช้งานหน้าผาหลอมประดิษฐ์เป็การชั่วคราว!”
“ทราบแล้วท่านอาจารย์!”
หลิงเอียนถูกพลังธาตุไฟที่ห่อหุ้มร่างพากลับสู่พื้น จากนั้นบรรดาศิษย์ทั้งหลายก็ถูกมันพาออกไปจากผาหลอมประดิษฐ์ สุดท้ายยอดเขาแห่งนี้ก็เงียบสงบลง หลงเหลือไว้เพียงห้าคนที่อยู่บนท้องฟ้าและไป๋หยุนเฟยที่ถูกพลังสีแดงห่อหุ้มกำลังนอนทอดกายอยู่บนซากหักพัง
อดีตเ้าสำนักจื่อจินซึ่งนิ่งเงียบมาครู่ใหญ่ จู่ๆก็เอ่ยปากขึ้น “ฉางคง ตรวจสอบประวัติมันแล้วหรือ? มีความสัมพันธ์กับคนผู้นั้นหรือไม่?”
“ตรวจสอบแล้ว ไม่น่าเป็ไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกับมัน...” โค่วฉางคงสั่นศีรษะเล็กน้อย จากนั้นจึงบอกเล่าข้อมูลที่ได้ตรวจสอบมาให้อีกฝ่ายฟังโดยสังเขปรอบหนึ่ง
“โอ? ‘ผู้ต้องชะตา’กับเกออี้หยุนงั้นหรือ? มิหนำซ้ำยังคบหากับหงยินบุตรบุญธรรมของราชันสุนัขป่าโลหิต?” จื่อจินเมื่อได้ฟัง‘ประวัติ’ของไป๋หยุนเฟยก็ลอบประหลาดใจ “สิ่งที่เรียกว่า‘ชะตา’ของสำนักชะตาลิขิต แม้จะเป็สิ่งเลื่อนลอย แต่ก็มีอยู่จริงๆ หากเกออี้หยุนยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยตนเอง คาดว่าประวัติของมันคงไม่มีปัญหาอันใด...”
โค่วฉางคงพยักหน้าพลางกล่าวว่า “อืม สำหรับเื่ที่ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ รอให้หยุนเฟยได้สติก่อนค่อยถามรายละเอียดจากมันเองจะดีกว่า”
ชางอวี่ซึ่งเดิมทีไม่เอ่ยปากมาตลอด ก็บังเกิดความกังวลจนเอ่ยถามขึ้น “ศิษย์พี่ ไม่ทราบยามนี้หยุนเฟยอยู่ในอันตรายหรือไม่? จะดีกว่าหรือไม่หากพวกเรา...”
โค่วฉางคงชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องหญิงไม่ต้องกังวล คาดว่าหยุนเฟยเพียงหมดสติไป่เกิดการะเิ ยามนี้มันกำลังอยู่ภายใต้สภาวะปกป้องตนเอง อีกไม่นานก็คืนสติขึ้นมาได้เอง”
ชางอวี่ขมวดคิ้วกล่าวว่า “แต่ว่า...”
กล่าวยังไม่ทันจบ ผู้อื่นก็สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จากนั้นจึงหันขวับไปยังตำแหน่งที่ไป๋หยุนเฟยอยู่
เห็นพลังธาตุไฟที่เดิมห่อหุ้มร่างของไป๋หยุนเฟยเอาไว้ราวกับรังไหมเริ่มคลายตัวกระจายออก จากนั้นราวกับถูกดูดรั้งเข้าหา พลังธาตุรวมตัวหมุนวนรอบร่างของไป๋หยุนเฟยจนกลายเป็ลมหมุนขนาดห้าสิบวา!
ลมหมุนพัดวนอย่างแช่มช้าโดยมีไป๋หยุนเฟยเป็จุดศูนย์กลาง และด้วยแรงหมุนที่ดึงดูดเข้าหา อากาศโดยรอบในรัศมีห้าร้อยวาก็ถูกชักนำให้เคลื่อนตาม จากนั้นพลังธาตุไฟก็ถูกควบแน่นจนเข้มข้นไหลเวียนเข้าสู่จุดศูนย์กลาง สุดท้ายจึงหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของไป๋หยุนเฟย!
ชางอวี่ชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากด้วยความตกตะลึง “นี่คือ... หยุนเฟยกลับทะลวงผ่านคอขวดก้าวเข้าสู่ด่านบรรพิญญาได้เช่นนี้!”
…………
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับร่างกายของตนตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย
ยามที่อยู่ภายใน‘มิติลี้ลับ’ ขณะที่ยื่นมือออกไปคว้าจับก้อนอิฐที่ลอยอยู่ตรงหน้า จู่ๆความรู้สึกมันก็ดับวูบไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลับไม่อาจ‘มองเห็น’สิ่งใดอีกแล้ว ที่หลงเหลือเป็เพียงความรู้สึกว่าถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความอบอุ่นที่แสนสุขสบาย
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับตนเองกำลังล่องลอยอยู่ในบางสิ่ง สิ่งนี้ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย ให้ความรู้สึกดุจดังเืเนื้อของมันเชื่อมโยงเป็หนึ่งเดียวกับสิ่งนั้น
ผ่านไปไม่นาน ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกได้ว่าความอบอุ่นที่ห่อหุ้มตนเองอยู่นั้นคลายออกและหายไป จากนั้นร่างกายมันก็กลายเป็เบาหวิวพร้อมกับความรู้สึกเริ่มชัดเจนขึ้น ในที่สุดมันก็กลับมาสู่ร่างกายของตนอีกครั้ง
“ยังดี... ร่างกายข้ายังอยู่...”
นี่คือสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของมัน
จากนั้นไป๋หยุนเฟยก็ััได้ว่าตนเองถูกห่อหุ้มไว้ด้วยพลังอันอบอุ่นแรงกล้าไร้ที่สิ้นสุด ราวกับพลังอันไร้ขอบเขตนี้กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสติไป๋หยุนเฟยจะยังพร่าเลือนอยู่บ้างแต่ความรู้สึกกลับสุขสบายอย่างน่าประหลาด
“แกร๊ก...”
โดยไม่ทันตั้งตัว มันรู้สึกราวกับได้ยินเสียงแตกร้าวของบางสิ่งดังมาจากเบื้องลึกภายในจิติญญา จากนั้นข้อมูลหลากหลายและภาพเหตุการณ์ก็เริ่มทะลักเข้าสู่ห้วงความคิด...
ภายในเมืองอันคึกคัก สิ่งก่อสร้างรูปทรงแปลกประหลาด ผู้คนที่ดูวุ่นวายสับสนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ไม่เคยพบเห็น ยังมีวัตถุที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว...
--- เศษเสี้ยวความทรงจำที่ขาดหายของนักเดินทางข้ามมิติ ซึ่งสงบนิ่งอยู่ในส่วนลึกของจิติญญาของไป๋หยุนเฟยมาตลอด จู่ๆทั้งหมดก็พรั่งพรูเข้าสู่ความคิดของไป๋หยุนเฟย!
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่ท้ายที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ไม่อาจแบกรับข้อมูลมหาศาลอันยุ่งเหยิงไร้ระเบียบนี้ได้ไหว มันจึงต้องหมดสติไปอีกครั้ง --- เป็การหมดสติอีกครั้งซึ่งไม่ทราบว่าเป็ครั้งที่เท่าใดของวันนี้แล้ว...
ที่โลกภายนอก พลังธาตุไฟอันน่าหวาดหวั่นที่หมุนวนอยู่นั้นก็เริ่มบีบหดลง แล้วจากนั้น ทั้งหมดก็แทรกหายเข้าไปในร่างของไป๋หยุนเฟยจนหมดสิ้น
สุดท้ายแสงจากก้อนอิฐก็พลันดับวูบ พร้อมกับเสียง‘ปัง’ที่ดังขึ้น มันก็ร่วงลงที่ข้างกายของไป๋หยุนเฟย
และแล้วบนยอดเขาประจิมก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง...
