ชายผู้นั้นมีชื่อว่า ‘เพ็ง’
นิพารู้ชื่อของเขาจากบิดา ไม่ใช่จากการเอ่ยถามโดยตรง
สองวันถัดมา ขณะที่นิพากำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้บิดา นายแพทย์สงวนก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ “นายเพ็งแวะมาหาแม่เธอเมื่อวาน”
มือของหญิงสาวไม่ชะงักงัน จังหวะการพันผ้ายังคงสม่ำเสมอ
“นายเพ็งเป็ใครหรือคะ”
“เคยค้าขายอยู่แถวนี้” บิดาตอบ น้ำเสียงแฝงนัยบางอย่าง “แต่ตอนนี้...ทำงานให้ใครก็สุดจะรู้”
คำว่า ‘สุดจะรู้’ จากปากของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้มาค่อนชีวิต ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้จริง
หญิงสาวพันผ้าต่อไปอย่างเงียบงัน รอให้บิดาเป็ฝ่ายเอ่ยเองหาก้า
“ปทิตตาไม่ได้คิดร้ายหรอก” นายแพทย์สงวนเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เธอแค่กลัว”
มือของนิพาหยุดนิ่ง
พ่อรู้...
“ทราบค่ะ” เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
ชายชราไม่กล่าวอะไรต่อ ทว่าฝ่ามือที่เธอกุมอยู่กลับบีบนิ้วของเธอเบาๆ เป็การปลอบประโลมอย่างที่คุ้นเคย
---
สรวิชญ์ล่วงรู้เื่ราวก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปาก
เขามาถึงในเช้าวันที่สาม เร็วกว่าเวลาปกติ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยอยู่เป็นิจ บัดนี้กลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม ราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างไว้
“นายเพ็งเป็สายให้ร้อยเอกยามาโมโต้” เขาเปิดประเด็นทันทีโดยไม่อ้อมค้อม “คอยรวบรวมข่าวจากชาวบ้านในละแวกนี้”
ยามาโมโต้...นิพาจำชื่อนั้นได้ดี สรวิชญ์เคยเอ่ยถึงเขาในฐานะนายทหารญี่ปุ่นผู้รับผิดชอบงานด้านข่าวกรองในพื้นที่
“เขาขายข้อมูลอะไรไปบ้างคะ” เธอถามตรงไปตรงมา
“ยังไม่รู้ทั้งหมด แต่ที่แน่ๆ คือเขารู้ว่าคุณรักษาคนนอกตรอก และรู้ว่าคุณออกไปทำงานตอนกลางคืนบางครั้ง”
ยังไม่รู้เื่ขบวนการเสรีไทย...หรือรู้แล้วแต่ยังเก็บไว้ต่อรอง
“ปทิตตาไม่รู้เื่งานของเสรีไทย” เธอเอ่ย “เธอเห็นแค่สิ่งที่ฉันทำในตรอกเท่านั้น”
“ใช่” สรวิชญ์ยอมรับ “แต่ถ้ายามาโมโต้สนใจในตัวคุณขึ้นมา เขาจะหาทางสืบข้อมูลเพิ่มเอง”
ความเงียบเข้าปกคลุม
ขวัญซึ่งนั่งเงียบๆ อยู่มุมห้องเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตที่เคยเปี่ยมด้วยความสดใสบัดนี้กลับนิ่งสงบ คอยสังเกตการณ์ทุกอย่างโดยไม่ปริปาก
“คุณจะทำอย่างไรกับปทิตตา” สรวิชญ์ถาม
“ยังไม่รู้ค่ะ”
“คนในขบวนการเสรีไทยบางส่วนเสนอให้กำจัดทุกคนที่อาจเป็ภัย”
“ทราบค่ะ”
“แต่คุณไม่ได้คิดเช่นนั้น”
“ไม่ได้คิดเช่นนั้น” เธอยืนยันหนักแน่น “เธอไม่รู้ข้อมูลสำคัญพอที่จะทำลายเราได้ และถ้าฉันต้องกำจัดทุกคนที่หวาดกลัว...แล้วจะเหลือใครให้ทำงานด้วย”
สรวิชญ์จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ แต่ไม่ได้เอ่ยค้าน
---
ปทิตตากำลังนั่งปอกมะม่วงอยู่ในครัว เมื่อนิพาเดินเข้าไปสมทบ
มือของนางยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ คมมีดเฉือนเปลือกมะม่วงออกเป็ทางยาว กลิ่นเปรี้ยวอมหวานของมะม่วงดิบฟุ้งปะปนกับกลิ่นน้ำตาลทรายในถ้วยที่วางอยู่ข้างกัน
“นั่งก่อนสิ” นางเอ่ยขึ้นก่อน โดยไม่ได้ละสายตาจากงานในมือ
นิพาจึงทรุดตัวลงนั่ง
ห้องครัวตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน มีเพียงเสียงคมมีดกรีดลงบนเขียง และเสียงลมยามเช้าที่พัดลอดผ่านช่องระบายอากาศเล็กๆ บนผนัง
“แม่คงทราบแล้วว่าฉันรู้เื่” นิพาเป็ฝ่ายทำลายความเงียบในที่สุด มันไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็การยืนยันข้อเท็จจริง
มือที่กำลังปอกมะม่วงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่ต่อ
“นายเพ็งไม่ใช่คนที่น่าไว้ใจ เขาทำงานให้ทหารญี่ปุ่น”
“รู้” ปทิตตาตอบเสียงค่อย “แต่เขาอยู่ฝ่ายที่มีปืน”
“ถ้าเขายังขายข้อมูลของฉันต่อไป เื่ที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่ภัยต่อตัวฉัน แต่จะลามไปถึงพ่อด้วย”
ปทิตตาวางมีดในมือลงอย่างเชื่องช้า ท่าทีนั้นไม่ใช่การแสดงความขุ่นเคือง แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ
นางหันมาสบตานิพาตรงๆ
ในแววตาที่ยากจะหยั่งถึงนั้น มีบางสิ่งฉายชัดขึ้นมา...ไม่ใช่ความรู้สึกผิด ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็บางสิ่งที่หยั่งรากลึกอยู่ภายใน...
ความเหนื่อยล้า
ความเหนื่อยล้าของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวมาตลอด และไม่เคยรู้วิธีที่จะหยุดกลัว
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอ” ปทิตตาเอ่ยเสียงแ่ “หรือทำร้ายพ่อของเธอ”
“หนูรู้” นิพาตอบ และนั่นคือความจริง “แต่บางครั้ง...สิ่งที่ใจเรา้ากับการกระทำ มันสวนทางกัน”
ปทิตตามองหน้านิพานิ่งนาน
“เธอเฉียบแหลมขึ้นมาก...นับั้แ่าเริ่ม” นางกล่าว “ฉันมองเห็น”
ปทิตตาในความทรงจำของนิพาไม่ใช่คนเงียบขรึม แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเอ่ยปากต่อรองกับผู้ใหญ่ด้วยท่าทีเช่นนี้
"เรามาทำข้อตกลงกันค่ะ" น้ำเสียงของนิพาหนักแน่น "แม่แค่หยุดให้ข้อมูลนายเพ็ง ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นอีก แค่หยุด...แล้วหนูจะดูแลให้พ่อกับแม่อยู่รอดปลอดภัย"
"แล้วลูกจะทำได้อย่างไร"
"หนูยังไม่รู้ทั้งหมดหรอกค่ะ" นิพายอมรับตามตรง "แต่ตอนนี้หนูพอจะเข้าถึงได้ทั้งสองฝ่าย และถ้าเราไม่หันมาทำลายกันเอง...ก็ยังมีโอกาสที่เราทุกคนจะรอดไปได้"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
กลิ่นเปรี้ยวของมะม่วงดิบยังลอยอยู่ในอากาศ หากแต่เจือจางลงเล็กน้อย
"พ่อสงวนเขา้าอะไรในชีวิตนี้กัน" ปทิตตาพึมพำราวกับไม่ได้เอ่ยกับนิพา หากแต่เป็ใครอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้มาเนิ่นนาน "เขา้าให้ลูกสาวปลอดภัย ้าให้ร้านยายังอยู่...เขาแค่อยากเห็นานี้จบลง โดยที่ตัวเองยังมีลมหายใจ"
หญิงสูงวัยหยิบมีดขึ้นมาอีกครั้ง
"แม่แค่ไม่รู้...ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ทุกอย่างที่ว่ามา"
"หนูรู้...บางส่วน" นิพาเอ่ย "นั่นคือเหตุผลที่หนูมาในวันนี้"
---
ปทิตตาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอ เธอเพียงยกจานมะม่วงมาวางไว้กลางโต๊ะ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงตรงข้ามบุตรสาว แล้วเอ่ยในสิ่งที่ทำให้นิพาต้องนิ่งงันไปชั่วขณะ
"นายเพ็งถาม...ว่าแกรู้จักกับนายทหารคนไหนบ้างรึเปล่า"
เขารู้ว่าสรวิชญ์มาที่นี่
หรืออาจจะเพียงแค่หยั่งเชิง
"แล้วแม่ตอบไปว่าอะไรคะ"
"บอกว่าไม่รู้" ปทิตตาตอบ สายตามองตรงมายังบุตรสาวนิ่ง ไม่ใช่สายตาของการสนทนาทั่วไป "และแม่...ก็ยังไม่รู้"
ช่องว่างระหว่างสองคำสุดท้ายนั้นมีความหมายซ่อนเร้นที่นิพาได้ยินชัดเจน
ฉันยังไม่รู้...แต่ถ้าคิดจะรู้เมื่อไหร่ ก็หาคำตอบได้เสมอ
และการที่ท่านยอมเอ่ยปากบอกเื่นี้ ก็เท่ากับเป็การประกาศว่าท่านเลือกข้างแล้ว
"ขอบคุณค่ะแม่" นิพาเอ่ยเสียงเบา
ปทิตตาไม่เอ่ยคำใด เธอเพียงหยิบมะม่วงอีกชิ้นส่งเข้าปาก สีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่า...บรรยากาศในห้องได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ความไว้ใจ...ยังห่างไกลจากคำนั้นนัก แต่มันคือบางสิ่งที่มาก่อนความไว้ใจ
มันคือการตัดสินใจ...ว่าจะไม่เป็ศัตรูกัน
---
สรวิชญ์รอเธออยู่ที่มุมตรอกเช่นเคย
"เป็อย่างไรบ้าง" เขาเอ่ยถามเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้
"คุยแล้วค่ะ" เธอตอบ "ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่ก็น่าจะดีกว่าการหักดิบทิ้งไปเลย"
สรวิชญ์เพียงมองหน้าเธอ ไม่ได้แสดงความเห็นใด ซึ่งนิพารู้ดีว่านั่นคือปฏิกิริยาอย่างหนึ่งของเขา
"มีอีกเื่" เขาเอ่ยขึ้น "ทาเคดะรอคำตอบจากคุณอยู่"
"ทราบค่ะ"
"แล้วคุณตัดสินใจได้หรือยัง"
นิพานิ่งไปกับคำถามนั้นชั่วครู่ ลมที่พัดผ่านตรอกแคบหอบเอากลิ่นควันจากเตาถ่านและกลิ่นกับข้าวจากบ้านเรือนใกล้เคียงเข้ามา
"ทาเคดะ้าหมอ" เธอเอ่ยช้าๆ "และฉัน้าใบเบิกทาง...ที่จะทำให้ฉันเดินไปไหนมาไหนในเมืองนี้ได้โดยไม่ถูกซักฟอก ทำงานได้โดยไม่ถูกระแวง และดูแลคนได้...ทั้งสองฝ่าย"
"ถ้าคุณรับงานจากทาเคดะ คนของเสรีไทยบางส่วนจะมองว่าคุณเป็สายให้ญี่ปุ่น"
"แล้วถ้าฉันปฏิเสธทาเคดะ ฉันจะเหลือเวลาอยู่ในตรอกนี้อีกนานเท่าไหร่" เธอสวนกลับพลางสบตาเขา "บางครั้งมันไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุดหรอกค่ะ...มีแต่ทางเลือกที่เลวน้อยกว่าทางอื่น"
สรวิชญ์นิ่งเงียบไป
มือข้างหนึ่งของเขาซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างปล่อยทิ้งตามสบาย ท่วงท่าที่บ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิดถึงบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยเป็คำพูด
"ถ้าคุณตัดสินใจรับงานของทาเคดะ" เขาเอ่ยเสียงเรียบ "มีบางอย่างที่คุณต้องรู้"
"อะไรคะ"
"ทุกสิ่งที่คุณได้เห็นและได้ยินในโรงพยาบาลทหาร...ล้วนเป็ประโยชน์ต่อฝ่ายเรา" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉยเช่นเดิม หากแต่มีน้ำหนักที่ต่างออกไป "ถ้าคุณรับงานนี้ มันจะไม่ใช่แค่การเป็หมออีกต่อไป แต่มันคือการเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่จะได้ยินในสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันได้ยิน"
นิพานิ่งอึ้งไป
เขากำลังขอให้เธอเป็สายลับให้ขบวนการเสรีไทย...ในโรงพยาบาลทหารญี่ปุ่น
เขาไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ...แต่นั่นคือความหมายทั้งหมด
"เข้าใจแล้วค่ะ" เธอตอบช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
สรวิชญ์จ้องลึกเข้ามาในดวงตาเธอ
"คุณไม่คิดจะถามหน่อยหรือ ว่ามันอันตรายแค่ไหน"
"เพราะฉันรู้อยู่แล้ว...ว่ามันอันตราย"
ครั้งนี้มุมปากของเขายังคงเรียบสนิท ทว่าในแววตาที่จับจ้องมานั้นยังคงฉายชัดถึงสิ่งที่เธอเห็นั้แ่วันแรกที่พบกัน และเห็นเรื่อยมา—สายตาของคนที่กำลังประเมินค่า
เพียงแต่ครั้งนี้...มีประกายบางอย่างเพิ่มเข้ามา ซึ่งเธอยังหาคำจำกัดความให้มันไม่ได้
"ระวังตัวด้วย" เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด
แล้วจึงหันหลังจากไป
---
นิพายังคงยืนนิ่งอยู่ในความเงียบของตรอกอีกชั่วครู่
สามวันที่ผ่านมา...ฉันได้พบปทิตตาผู้หวาดกลัว, ทาเคดะผู้เรียกร้อง, และสรวิชญ์ผู้ขอให้ฉันเสี่ยง
และดูเหมือนว่า...ฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เธอหมุนตัวกลับเข้าบ้าน หยิบสมุดบันทึกเล่มเดิมขึ้นมา เปิดไปยังหน้าว่างเปล่า
ปลายนิ้วจรดปากกา เขียนลงไปอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่การวางแผน แต่คือการรวบรวมทุกสิ่งที่รู้—ชื่อของยามาโมโต้และนายเพ็ง, สิ่งที่ทาเคดะบอกเล่า, ข้อเรียกร้องของสรวิชญ์, และข้อมูลที่ปทิตตาเผลอเปิดเผยออกมา
ทุกอย่างถูกนำมาร้อยเรียงไว้ในที่เดียวกัน
ฉันอาจไม่ใช่หมอที่เก่งที่สุดในยุคนี้...ฉันเป็เพียงคนที่รู้ในสิ่งที่คนอื่นยังไม่รู้
และบางที...นั่นอาจจะเพียงพอแล้ว
นิพาปิดสมุดลงช้าๆ
พรุ่งนี้เช้า...เธอจะไปให้คำตอบแก่ทาเคดะ
