หลิ่วเทียนฉีจัดการเมิ่งเซวียน ส่วนเฉียวรุ่ยจัดการเสิ่นเหยียน สองฝ่ายสู้กันดุเดือดนัก
อันที่จริง ความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้ควบคุมสัตว์อสูร คือควบคุมและฝึกสัตว์อสูรให้เชื่อง ดังนั้นไพ่ตายที่สำคัญที่สุดในมือพวกเขาก็คือสัตว์อสูร โดยทั่วไป ผู้ควบคุมสัตว์อสูรขั้นสามฝึกสัตว์อสูรให้เชื่องได้ห้าถึงหกตัว ซึ่งเป็สัตว์อสูรขั้นสาม
เมื่อถึงเวลาต่อสู้ ผู้ควบคุมสัตว์อสูรจะปล่อยสัตว์อสูรห้าหกตัวออกมา สู้กับคนผู้หนึ่งเท่ากับสู้สัตว์อสูรหลายตัว ฉะนั้น ผู้คนมากมายจึงหวาดเกรงผู้ควบคุม ไม่กล้าเข้าปะทะ แต่หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยกลับตรงกันข้าม พวกเขาล้วนเป็ระดับดวงปราณ ไม่ว่าเป็สัตว์อสูรขั้นสามหรือผู้ควบคุมสัตว์อสูรพลังวัตรระดับสร้างรากฐาน ทั้งคู่ล้วนไม่เห็นอยู่ในสายตา
เฉียวรุ่ยใช้เวลาไม่ถึงชั่วครู่ก็กำจัดสัตว์อสูรทั้งสี่ของเสิ่นเหยียนได้ เดินมาอยู่ตรงหน้าเขา
“เ้า เ้า...” ใช้เวลาไม่ถึงดื่มชาหนึ่งถ้วย เฉียวรุ่ยก็สังหารอสูรเลี้ยงสี่ตัวของตนไปอย่างไม่เปลืองแรง สีหน้าของเสิ่นเหยียนจึงซีดขาว ในใจคิด ‘ทำไมบุรุษสองเพศถึงร้ายกาจเช่นนี้? ทำไมถึงสังหารสัตว์อสูรของตนได้เร็วปานนี้นะ?’
“เ้าอะไรเล่า? ถึงตาเ้าแล้ว” เฉียวรุ่ยเอ่ยพลางรุดหน้ามา ใช้หนึ่งหมัดโจมตีเข้าใส่
เฉียวรุ่ยจัดการได้อย่างราบรื่น พร้อมกับหลิ่วเทียนฉีที่กำจัดสัตว์อสูรทั้งหกของเมิ่งเซวียนได้ จึงประมือกับเมิ่งเซวียนโดยตรง สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้างคือ ไม่เพียงเมิ่งเซวียนเป็ผู้ควบคุมสัตว์อสูร วิชากระบี่ก็บรรลุอยู่บ้าง โดยเฉพาะวิชากระบี่มือเดียวใช้ได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แต่น่าเสียดาย วิชากระบี่ดีเท่าใด ใช้กับเขาซึ่งเป็ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณไม่ได้หรอก
หลิ่วเทียนฉีสะบัดมือทีหนึ่ง ปล่อยลูกบอลวารีออกมาพร้อมกันสามลูก โจมตีปราณกระบี่คมกริบของอีกฝ่ายสลาย ถึงโจมตีเมิ่งเซวียนให้ล้มลงกับพื้นได้
“พรวด...” เมิ่งเซวียนกระอักเือีกหน หมดลมหายใจ
“เดิมที เ้าเป็คนฉลาด ตายอยู่ที่นี่นับว่าถูกน้องสาวคนดีนั่นพาล่มจม!” หลิ่วเทียนฉีมองเมิ่งเซวียนตายตาไม่หลับ ถอยหายใจแ่เบา
“เ้า เ้าสารเลวนี่!” เสิ่นเหยียนหลบการโจมตีของเฉียวรุ่ยไม่หยุด เดี๋ยวขว้างยันต์วิเศษ เดี๋ยวขว้างอุปกรณ์อาคม แต่กลับไม่ช่วยอันใดนัก
“เ้าสิเป็สารเลว ของดีๆ ล้วนถูกเ้าเหยียบย่ำหมด!” เฉียวรุ่ยมองเสิ่นเหยียนสะบัดยันต์วิเศษ ขว้างอุปกรณ์อาคมอย่างไม่คิดชีวิตด้วยสีหน้าหงุดหงิด หนึ่งฝ่ามือตบเขาตายในทันที
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเก็บกวาดสนามรบเล็กน้อย ถึงออกไปจากที่นี่
“โชคไม่เลวเสียจริง ได้ของอร่อยมากองโต พอกินอีกหลายวันเลย!” เฉียวรุ่ยพูดเื่นี้ด้วยสีหน้าเบิกบาน
หลิ่วเทียนฉีมองหน้าตาเปล่งปลั่งของคนรัก ระบายยิ้มอ่อนโยน “เ้านี่นะ เป็ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณแล้ว อย่าวันๆ รู้จักแต่กินสิ”
ตามหลักแล้ว ผู้ฝึกตนระดับดวงปราณทั่วไปเก็บตัวทีหนึ่งก็สิบกว่าปี บางคนกินโอสถอดอาหารเม็ดสองเม็ด บางคนถึงขั้นกินลมดื่มน้ำค้างไม่ทานสิ่งใด แต่เสี่ยวรุ่ยกลับแตกต่าง เลื่อนระดับเป็ระดับดวงปราณมาเก้าปีแล้ว อาหารสักมื้อกลับไม่ขาด
“นั่น ใครให้ฝีมือเทียนฉีดีปานนี้เล่า?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ รีบหาข้ออ้างให้ตน จะมาโทษเขาตะกละไม่ได้นะ? เพราะฝีมือของเทียนฉีดีเกินไปต่างหาก เขาถึงคุมปากไม่อยู่!
ได้ยินคำนี้ หลิ่วเทียนฉีงอนิ้วชี้ ลูบจมูกน้อยของคนรักอย่างอ่อนใจ “ตามใจเ้าจนเสียคนจริงๆ”
“เทียนฉี พวกเรามีให้กินก็กินสักหน่อยเถอะ รอจนถึงตอนไม่มีเนื้อสัตว์อสูรค่อยไม่กินดีไหม?” เฉียวรุ่ยจับแขนเสื้อคนรักก่อนปรึกษากับอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
“ได้ ข้าฟังภรรยา!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ เป่าลมร้อนริมหูคนรักโดยมีเจตนาแอบแฝง เรียกเขาอย่างคลุมเครือ
เฉียวรุ่ยที่ได้ยินถ้อยคำนั้น ใบหน้าแดงพรวดขึ้นมาทันที หูตาพร่ามัวไปวูบหนึ่ง
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยปิดหู ชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ
“ไปกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีจูงมือคนรัก ก้าวนำออกไปก่อน เฉียวรุ่ยมองมือที่จับอยู่ด้วยกันแน่นทีหนึ่ง ยกมุมปากเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวานชื่น ลืมเลือนการกลั่นแกล้งก่อนหน้านี้ของคนรักจนหมด
.........
ครึ่งเดือนให้หลัง
ไม่ไกลออกไป มองเห็นผู้คนห้าคนกำลังถูกสัตว์อสูรขั้นสามสองตัวล้อมโจมตีอยู่ เฉียวรุ่ยเลิกคิ้ว มองคนรักที่อยู่ข้างกาย
“เทียนฉี คนของวิทยาลัยเซิ่งตู พวกเราจะช่วยหรือไม่?”
ห้าคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคือเซี่ยเหลียง หานรุ่ยซีและหวังเยว่แห่งวิทยาลัยยุทธ์ แล้วยังมีจวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยงของวิทยาลัยยันต์ หากเป็คนจากแคว้นอื่น เฉียวรุ่ยย่อมไม่คิดช่วยเหลือ แต่พวกเขาไม่ใช่ เพราะอย่างนั้น เขาจึงถามความคิดเห็นของหลิ่วเทียนฉี
“ไม่ต้อง ทั้งสองตัวเป็สัตว์อสูรขั้นสาม่ปลาย พวกเขาห้าคนจัดการได้เหลือเฟือ!” หลิ่วเทียนฉีโบกมือ คิดว่าไม่มีความจำเป็ต้องลงมือ แม้เป็คนวิทยาลัยเดียวกัน หากผู้อื่นไม่ยินดีให้ช่วยเหลือ บุ่มบ่ามไปช่วยอาจชวนให้พวกเขารู้สึกไม่ดี
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเข้าใจ หากพวกเขาลงมือช่วยเหลือตอนนี้ อาจทำให้ศิษย์พี่ทั้งห้าคนคิดว่าพวกเขามาแย่งชิงของที่ได้จากชัยชนะ เช่นนั้นต้องไม่ดีแน่!
หลิ่วเทียนฉีหรี่ตาเล็กน้อย จ้องหวังเยว่กำลังจัดการวัวเขาเดียวอยู่กับเซี่ยเหลียงและหานรุ่ยซี ในดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชังกับจิตสังหารท่วมฟ้า
ผู้ที่หวังลอบเล่นงานเสี่ยวรุ่ยในการแข่งขัน แม้กลายเป็ขี้เถ้า เขาก็ไม่มีทางลืมใบหน้านั่น ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่นครเซิ่งตู เขาหาโอกาสเหมาะๆ จัดการอีกฝ่ายไม่ได้ คราวนี้ กลับได้โอกาสดีดั่งฟ้าประทานเช่นนี้มา
หวังเยว่ที่กำลังเข่นฆ่า่สุดท้ายกับสัตว์อสูรอยู่ รู้สึกขนหัวลุกวูบหนึ่งอย่างไร้สาเหตุ ฉับพลัน ในหัวใจหนาวะเืราวกับถูกอสรพิษจับจ้อง
แปลก นี่มันความรู้สึกอะไร หรือที่นี่ยังมีสัตว์อสูรตัวอื่นอีกหรือ? ทำไมตนรู้สึกหนาวเช่นนี้เล่า?
เวลาผ่านไปราวดื่มชาหนึ่งถ้วย ทั้งห้าคนจบการต่อสู้ตามกันไป เก็บของที่ได้จากชัยชนะ จากนั้นถึงมารวมตัวอยู่ที่เดียว สีหน้าต่างระแวง ชำเลืองไปทางที่หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยอยู่
“ในเมื่อสหายผู้ฝึกตนมา ไยไม่ปรากฏกายเล่า?” เซี่ยเหลียงมองต้นไม้ใหญ่ก่อนถามเสียงเบา
“ศิษย์พี่ทั้งห้า ั้แ่จากลาก็ปลอดภัยดีสินะ!” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะพลางเอ่ย พาเฉียวรุ่ยเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่
เมื่อเห็นว่าเป็หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย บนใบหน้าทั้งห้ากลับมีสีหน้าแตกต่างกันไป เซี่ยเหลียงกับหานรุ่ยซีเห็นว่าเป็คนของตน สีหน้าฉายชัดว่าโล่งอก ส่วนหวังเยว่ที่เห็นทั้งสองคนกลับเบิกตาโต เพิ่มความระแวงโดยสัญชาตญาณ จวงไห่กับเมิ่งเฉิงเลี่ยงเห็นหลิ่วเทียนฉีเข้า ใบหน้าเผยความดุร้าย ชิงชังจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ฮ่าๆๆ ที่แท้เป็ศิษย์น้องหลิ่วกับศิษย์น้องเฉียวนี่เอง!” เซี่ยเหลียงก้มศีรษะ พูดเสียงเบา
“ข้ายังคิดว่าเป็คนวิทยาลัยอื่นเสียอีก? ที่แท้เป็พวกเ้าสองสามีภรรยานี่เอง!” เห็นทั้งสองคน หานรุ่ยซีก็ยิ้มพลางเอ่ย
“ข้ากับเทียนฉีไม่ได้พบคนของวิทยาลัยเซิ่งตูมานานนัก ได้เห็นศิษย์พี่ทั้งห้าจึงดีใจจริงๆ!” เฉียวรุ่ยมองทั้งห้าคนพลางเอ่ยอย่างกระตือรือร้น แน่นอน ความหมายของเฉียวรุ่ยคือการพบพานเซี่ยเหลียงกันหานรุ่ยซีนั้นดียิ่งนัก อีกสามคนล้วนเป็คนที่ค่อนข้างเกลียดชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หวังเยว่ที่น่าชังนั่น!
“อ้อ? ในเมื่อเป็เช่นนี้ ถ้าอย่างนั้น สู้พวกเราเจ็ดคนเดินทางด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ ระหว่างทางข้าอยากขอคำชี้แนะจากศิษย์น้องเฉียวกับศิษย์น้องหลิ่วบ้างน่ะ!” หานรุ่ยซีมองทั้งสองคนแล้วเชื้อเชิญ
คนอื่นไม่รู้ แต่เขากับเซี่ยเหลียงรู้ชัด หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยสู้เก่งเหมือนกัน ตอนอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วง สองคนนี้จ่ายศิลาทิพย์จ้างผู้อื่นมาเป็คู่ซ้อมทุกวัน หานรุ่ยซีจึงสนใจพวกเขามานานแล้ว
เห็นหานรุ่ยซีกระตือรือร้นอยากลอง ในดวงตาเซี่ยเหลียงถูกจุดไฟสู้ขึ้นมาด้วย “ใช่ หากได้สู้กับศิษย์น้องเฉียวต้องเป็เื่น่ายินดีครั้งหนึ่งในชีวิตแน่!” เฉียวรุ่ยเป็ถึงดาวรุ่งของวิทยาลัยยุทธ์ กระทั่งอาจารย์ใหญ่ยังชื่นชอบ เซี่ยเหลียงย่อมอยากประลองฝีมือกับอีกฝ่ายมากนัก
เผชิญหน้ากับคำท้ารบกระตือรือร้นของสองคนนี้ เฉียวรุ่ยร่ำอยากลองอยู่บ้าง “ฮ่าๆๆ หากได้แลกเปลี่ยนความรู้สักครั้งกับศิษย์พี่ทั้งสองที่ร้ายกาจที่สุดของวิทยาลัยยุทธ์ เฉียวรุ่ยก็รู้สึกว่าเป็เื่น่ายินดียิ่งของชีวิตเช่นกัน!”
ได้ยินทั้งสามคนมีความปรารถนาจะแลกเปลี่ยนวิชา หลิ่วเทียนฉียกมุมปาก ตัดสินใจอย่างใจกว้างให้พวกเขาประสงค์ “ในเมื่อศิษย์พี่ทั้งสองมีความคิดเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้น พวกเราวางเขตแดนสักหน่อย ศิษย์พี่ทั้งสองกับเสี่ยวรุ่ยแลกเปลี่ยนวิชากันสักครั้งเป็อย่างไร?”
“ดียิ่ง!” ผู้ฝึกยุทธ์สามคนพยักหน้าเห็นด้วย
หลิ่วเทียนฉีเอายันต์เขตแดนออกมา ส่งให้ทั้งสามคนเข้าไปในเขตแดนทันที
เห็นสามคนหายไปจากที่เดิม หวังเยว่ จวงไห่และเมิ่งเฉิงเลี่ยงสบตากันทีหนึ่ง แลกเปลี่ยนแววตากันสมใจ
“ศิษย์พี่จวง ศิษย์พี่เมิ่ง ข้าอยากคุยตามลำพังกับศิษย์พี่หวัง รบกวนศิษย์พี่ทั้งสองโปรดให้ความสะดวกด้วย!” ไม่ใช่ไม่เห็นแววตาที่ทั้งสามคนส่งให้กัน แต่หลิ่วเทียนฉีไม่สนใจสักนิด แยกเซี่ยเหลียงกับหานรุ่ยซีออกไปเพื่อให้ตนสะดวกสังหารหวังเยว่เท่านั้น แน่นอน หากมีผู้ไม่รู้จักกลัวตายโผล่ออกมา เขาก็ไม่คิดปฏิเสธให้เข้ามาเช่นกัน
“ได้สิ!” จวงไห่มองเมิ่งเฉิงเลี่ยงทีหนึ่งถึงจากไปก่อน
เมิ่งเฉิงเลี่ยงมองร่างของจวงไห่ หันมาเหลือบมองหลิ่วเทียนฉีอีกทีถึงจากไป
“ไม่ทราบว่าศิษย์น้องหลิ่วจะพูดเื่ใดกับข้าหรือ?” หวังเยว่มองหลิ่วเทียนฉีที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แสร้งเอ่ยถามอย่างฉงน
“ฮ่าๆๆ ความทรงจำของศิษย์พี่หวังไม่ดีสินะ! ทำไมเล่า ท่านลืมแล้วหรือว่าตอนแข่งขันคัดเลือก ท่านลอบทำร้ายคู่ชีวิตข้าอย่างไร?” หลิ่วเทียนฉีมองเ้าสารเลวด้วยสายตาเ็า พริบตา กลิ่นอายบนร่างเขาเปลี่ยนไป
หวังเยว่รู้สึกถึงไอเย็นเยียบบนร่างของอีกฝ่ายก็หัวเราะเยาะทีหนึ่ง
“ไม่ผิด ตอนนั้นข้าเอาเข็มพิษออกมาจริง แล้วอย่างไรเล่า? เฉียวรุ่ยปลอดภัยไม่ใช่หรือ? ในเมื่อเฉียวรุ่ยไม่เป็ไร ไยเ้าต้องลำบากลำบนมาตอแยข้าเื่นี้อีก? อีกอย่าง หากไม่ใช่เ้าเข้ามาขวางกลางทาง ข้าก็คงไม่ถูกริบสิทธิ์เข้าแข่งขัน ต้องใช้ศิลาทิพย์สองแสนห้าหมื่นก้อนซื้อสิทธิ์มาเช่นนี้!” พูดถึงตรงนี้ ในดวงตาของหวังเยว่เต็มไปด้วยความชิงขัง
น่าชังนัก หลิ่วเทียนฉีสารเลวผู้นี้ หากไม่ใช่เพราะเขามาก่อกวน ตนจะถูกอาจารย์ใหญ่ริบสิทธิ์เข้าแข่ง ถูกพวกไม่ได้เื่ในตระกูลดูถูกได้อย่างไรเล่า? หากไม่ใช่เขาตรากตรำขอร้องมารดา เกรงว่ากระทั่งศิลาทิพย์ที่จะซื้อสิทธิ์นี้คงเอามาไม่ได้!
เมื่อคิดถึงสิ่งเลวร้ายที่ตนประสบล้วนต้องขอบคุณคนตรงหน้าที่ประทานให้ หวังเยว่ก็ชิงชังหนัก หากตนไม่ถูกริบสิทธิ์ แม้ไม่อาจกลายเป็อันดับหนึ่งหรืออันดับสองของวิทยาลัยยุทธ์ได้ บิดาคงไม่ตำหนิ แต่เพราะเื่นี้ ตาแก่ถึงะเิโทสะ ยังบอกอีกว่าศิลาทิพย์สักก้อนก็ไม่คิดให้ หากมารดาไม่เอาศิลาทิพย์มาซื้อสิทธิ์ให้เขา เกรงว่าคราวนี้ต้องหมดโอกาสเข้ามาในแดนลับไปแล้ว!
เห็นหวังเยว่พูดจบ สีหน้าพลันคล้ำเขียวประหนึ่งหมาป่าชั่วถูกเหยียบหาง ถลึงตามองเขาอย่างดุร้ายและเคียดแค้น หลิ่วเทียนฉีก็ยิ้มอ่อน
“ฮ่าๆๆ ในเมื่อศิษย์พี่หวังมองข้าเป็อริเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้น หากข้าส่งศิษย์พี่หวังไปปรโลก คิดว่าศิษย์พี่หวังคงไม่ถือสากระมัง?” หลิ่วเทียนฉีพูดพร้อมั์ตาที่แผ่จิตสังหารเย็นเยียบแล่นผ่านสายหนึ่ง
“เฮอะ จะสังหารข้า ก็ต้องดูว่าเ้ามีความสามารถหรือไม่!” สิ้นเสียง หนึ่งหมัดของหวังเยว่ต่อยเข้าใส่หลิ่วเทียนฉีทันที ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ เขาจะหวาดกลัวผู้ใช้ยันต์ที่มือไม่มีแรงกระทั่งจับไก่คนหนึ่งได้อย่างไรเล่า?
