สองผัวเมียถังเอ้อหนิวกับเถียนจ้าวตี้ยังคงกระซิบกระซาบกันต่อ... ดูท่าเถียนจ้าวตี้จะเป่าหูสามีจนเคลิ้มได้สำเร็จ
ส่วนถังหว่านที่แอบฟังอยู่ไม่มีอารมณ์จะสนใจอีกต่อไป เธอล้มเลิกความตั้งใจจะเข้าห้องน้ำ แล้วเดินกลับห้องนอนตัวเอง ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงเตาดิน
แม้อากาศข้างนอกจะร้อนอบอ้าวตามประสาฤดูร้อน แต่ภายในใจของเธอกลับหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ หญิงสาวสูดกลิ่นอับชื้นภายในห้องเข้าปอดลึกๆ ระงับความโกรธแค้นจนต้องขบกรามแน่น
รุ่งสางก่อนฟ้าเปิด... ถังหว่านลุกขึ้นสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินออกจากบ้านเงียบๆ
เถียนจ้าวตี้สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบของรองเท้าฟางกระทบหญ้าแห้งนอกหน้าต่าง แต่พอรู้ว่าเป็ลูกเลี้ยงตื่นไปทำงานแล้ว เธอก็ยิ้มมุมปาก พลิกตัวนอนหลับอุตุต่ออย่างสบายใจ
แน่นอนว่า... พอเธอตื่นขึ้นมาอีกที พ่อแม่สามีก็ตั้งโต๊ะกินข้าวเช้ากันแล้ว ด้วยความกลัวว่าจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง เธอรีบกระโจนไปนั่งจุมปุ๊กบนตอไม้ ไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา มือคว้าหมั่นโถวนึ่งยัดเข้าปากอย่างหิวโหย
ในชามวันนี้ไม่ใช่ซุปข้าวฟ่างใสจนส่องหน้าได้เหมือนแต่ก่อน แต่เป็โจ๊กแป้งข้าวโพดข้นคลั่ก หอมน่ากิน
แถมยังมีผักป่าดองรสเปรี้ยวเค็มที่ทำไว้สำหรับมื้อเที่ยงอีก ไม่รู้ว่านังเด็กถังหว่านปรุงยังไง รสชาติถึงได้อร่อยสดชื่นแบบนี้
เธอรีบซดโจ๊กจนเกลี้ยงชามแล้วตักเพิ่มอีก มืออีกข้างเอื้อมไปจะหยิบหมั่นโถวลูกที่สอง แต่ยังไม่ทันจะถึง...
เพียะ
ตะเกียบในมือแม่ผัวฟาดลงบนหลังมือนางอย่างจัง
“เป็เปรตขอส่วนบุญกลับชาติมาเกิดหรือไง ในบ้านยังมีอีกตั้งหลายปากที่ยังไม่ได้กิน ขืนแกตะกละกินคนเดียว คนอื่นไม่ต้องอดตายกันหมดเรอะ” ย่าหลี่ชุ่ยเสียด่ากราด
เถียนจ้าวตี้รู้ดีว่าเมื่อวานเกิดเื่อัปมงคลขึ้น ทุกคนจึงอารมณ์บูดบึ้ง แต่เธอนึกถึง ‘เงินก้อนโต’ ที่กำลังจะได้ จึงไม่ถือสาหาความรอยแดงบนมือ แสร้งยิ้มแห้งๆ “แม่จ๋า... ก็ฉันหิวนี่นา”
ย่าหลี่ชุ่ยเสียเองก็นึกถึงคำพูดของลูกสะใภ้เื่ค่าสินสอด นางจึงสูดหายใจลึก กลืนคำด่าที่เหลือลงคอไป
แปลกที่วันนี้ทุกคนมารวมตัวกินข้าวเช้า แต่กลับไม่มีใครเอะใจเลยว่า... ถังหว่านหายหัวไปไหน?
...
เวลานี้ ถังหว่านแบกตะกร้าขึ้นเขาไปเพียงลำพัง มุ่งหน้าสู่ป่าลึกหลังหมู่บ้าน
ูเาด้านหลังสูงชันและอันตราย ชาวบ้านไม่ค่อยย่างกรายเข้ามานัก เธอจึงอาศัย่เช้าตรู่มาเสี่ยงดวง เผื่อจะเจอ ‘ของดี’ ที่้า
เมื่อคืนเธอไม่ได้นอนทั้งคืน... สมองครุ่นคิดหาวิธีเอาตัวรอด
ในยุคนี้ การจะหาเงินอย่างเปิดเผยเป็เื่ยากเย็นแสนเข็ญ แม้ตลาดเสรีจะเริ่มเปิดกว้าง แต่มีเพียงคนใจกล้าไม่กี่คนเท่านั้นที่ริเริ่มทำการค้า สำหรับเธอที่ยังติดอยู่ในบ้านตระกูลถัง การทำธุรกิจใหญ่โตเป็เื่เพ้อฝัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะหาช่องทางทำเงินเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้
สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในชาติก่อน เธอเคยเห็นรูมเมทย้อมผ้าเล่นกันในหอพัก เธอพอจำกระบวนการคร่าวๆ ได้...
ในยุคเศรษฐกิจแบบวางแผนนี้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่เสื้อผ้าสีทึมๆ อย่างน้ำเงิน เทา และดำ เธอเคยเห็นเ้าสาวคนหนึ่งไปซื้อผ้าที่สหกรณ์ นอกจากจะต้องใช้ตั๋วผ้าแล้ว ยังต้องจ่ายเงินถึง ‘4 เหมา’ ต่อหนึ่งศอก
ในยุคปลายทศวรรษ 70 ที่บะหมี่น้ำใสชามละ 8 เฟิน, บะหมี่เนื้อชามละ 1 เหมา 4, และหมูสามชั้นครึ่งโลราคา 5 เหมา... ผ้าสีแดงหนึ่งศอกราคา 4 เหมา จึงถือเป็ของฟุ่มเฟือยสุดๆ
การย้อมผ้าให้ได้สีแดงสดนั้น ต้องใช้ ‘ดอกคำฝอย’ หรือ ‘รากคราม’
ดอกคำฝอยมีสรรพคุณทางยา ชาวบ้านขยันๆ มักขุดไปขายร้านขายยาจนเกลี้ยงป่า หายากยิ่งกว่าทอง
แต่รากครามนั้นต่างออกไป มันเป็วัชพืชทรหด ทนทาน ไม่เื่มาก ขอแค่มีร่มเงาไม้ใหญ่มันก็ขึ้นได้ทั่วไป
ถังหว่านใช้เวลาขุดหาอยู่สองชั่วโมงเต็ม จนเหงื่อท่วมตัว แล้วรีบแบกตะกร้ากลับลงมา
เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน เธอก็ไม่อยากรอช้าแม้แต่วินาทีเดียว
ปัญหาคือ... จะหา ‘ผ้า’ มาย้อมได้จากที่ไหน?
การย้อมผ้าด้วยวิธีธรรมชาติควรเลือกผ้าสีอ่อน และผ้าทอมือชาวบ้านจะติดสีดีที่สุด ส่วนผ้าไหมราคาแพงย้อมยากเกินไป
ผู้หญิงแถบนี้ทอผ้าเป็กันทุกคน แม้แต่เถียนจ้าวตี้ที่ี้เีตัวเป็ขนก็ยังทอเป็ เวลาลูกสาวบ้านไหนจะออกเรือน สินสอดที่ขาดไม่ได้คือผ้าทอมือ
อาหญิงถังกุ้ยฮวาอายุยี่สิบแล้ว ย่าหลี่ชุ่ยเสียได้ทอผ้าเตรียมไว้ให้ล่วงหน้ากองเบ้อเริ่ม เธอเคยแอบเห็น... เป็ผ้าฝ้ายดิบสีขาวพับเก็บไว้อย่างดี รอแค่วันแต่งงานถึงจะเอาไปย้อมสีที่โรงงานในตัวเมือง ตัดเป็เสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน
หึ... ลาภลอยแท้ๆ
สำหรับถังหว่านตอนนี้ คำว่า ‘ละอายใจ’ ไม่มีในพจนานุกรม การขโมยของคนในบ้านน่าอายงั้นเหรอ? แล้วที่พวกมันใส่ร้ายป้ายสี ทุบตีเธอปางตาย ไม่น่าละอายกว่าหรือไง? เธอจะไม่ยอมเจ็บตัวฟรีแน่ๆ
เธอฉวยโอกาสที่ปลอดคน ย่องเข้าไปในห้องนอนย่า ใช้ลวดเหล็กงัดกุญแจแม่กุญแจเก่าคร่ำคร่าจนหลุดออก แล้วใช้กรรไกรตัดแบ่งผ้าพับใหญ่ออกมาส่วนหนึ่ง กะขนาดพอตัดเสื้อตัวบนได้หนึ่งตัว
เธอจัดการทุกอย่างเงียบเชียบ ซ่อนผ้าของกลางไว้ใต้สาบเสื้อ แล้วเดินออกจากห้องอย่างแเี
ตอนนี้อาถังกุ้ยฮวาไม่อยู่ ออกไปยืมแบบรองเท้าที่บ้านเพื่อน ทางสะดวก...
แต่ใครจะรู้ว่าฟ้าดินชอบเล่นตลก...
ถังกุ้ยฮวายังไม่ทันได้แบบรองเท้า ก็รีบบึ่งกลับมาบ้านหน้าตาตื่น สาเหตุเพราะดันไปได้ยิน ‘ถังเสี่ยวหง’ เม้าท์มอยว่า บ่ายนี้พี่ชายของหล่อนจะเข้าเมือง
‘การเข้าเมือง’ หมายความว่ามีโอกาสจะได้เจอ ‘เขา’ คนนั้น... ที่เธอไม่ได้เจอหน้ามานานแสนนาน
ถังกุ้ยฮวาตกอยู่ในห้วงรัก หัวใจพองโตราวกับดอกไม้บาน เดินยิ้มร่าเข้ามาในลานบ้าน... ประจวบเหมาะกับที่ถังหว่านเดินสวนออกมาพอดี
ยังไม่ทันได้เอาของกลางไปซ่อน ก็จ๊ะเอ๋กับตัวปัญหาเข้าจังเบอร์ ถังหว่านสะดุ้งเฮือก เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
อีกนิดเดียว... อีกก้าวเดียวก็จะรอดแล้วแท้ๆ
ถังหว่านพยายามเดินเลี่ยงทำเป็ไม่สนใจ แต่ยังไม่ทันพ้นรัศมีเสียงเรียกก็ดังขึ้น
“หยุดนะ แกทำท่าลับๆ ล่อๆ อะไรน่ะ?” ถังกุ้ยฮวาหรี่ตามองหลานสาวอย่างจับผิด
ถังหว่านรีบยืดตัวตรง ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด “อ๋อ... ฉันปวดท้องน่ะค่ะอา กำลังรีบไปเข้าส้วม... ว่าแต่อาหญิงคะ วันนี้อาดูสวยผ่องเป็พิเศษเชียว มีเื่น่ายินดีอะไรหรือเปล่าคะ?”
สกิลการเปลี่ยนเื่ระดับเทพถูกงัดมาใช้
และก็ได้ผลชะงัด... ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยแพ้คำชม ยิ่งโดนชมว่าสวยด้วยแล้ว ถังกุ้ยฮวาลืมความสงสัยไปสิ้น ยิ้มแก้มปริจนตาหยี
“แหม... ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันกำลังจะ...”
พูดไปได้ครึ่งคำก็นึกขึ้นได้... โอ๊ย ยัยโง่ จะไปบอกมันทำไม ขืนนังเด็กนี่รู้ว่าเธอจะเข้าเมือง มีหวังขอตามติดไปเป็ก้างขวางคอแน่ แล้วเธอจะแอบไปหา ‘พี่จื้อเฉียง’ ได้ยังไง?
“ไปๆ จะไปขี้ไปเยี่ยวที่ไหนก็ไปซะ อย่ามายุ่งเื่ของฉัน” นางโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ
โชคดีที่ต่างคนต่างมีความลับ ทั้งสองจึงรีบแยกย้ายกันไปคนละทางโดยไม่ซักไซ้
...
หลังมื้อเที่ยง ทุกคนในบ้านเตรียมตัวออกไปทำงานในนา
ถังเอ้อหนิวผู้เป็พ่อ แอบย่องเข้ามาหาลูกสาว พอสบโอกาสที่ไม่มีใครเห็น เขาก็ล้วงบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้เธออย่างระแวดระวัง
ถังหว่านตาลุกวาว รีบเอามือป้องปากด้วยความใ... มันคือ ‘ไข่นกกระทา’ ทั้งรัง
ไม่รู้ว่าพ่อไปแอบปีนเก็บมาจากไหน
“เอาไป... รีบกินซะ” พ่อยัดไข่อุ่นๆ ใส่มือเธอ แล้วรีบเดินหดคอหนีไปทำงานด้วยความกลัวใครมาเห็น
ไข่นกกระทายังอุ่นๆ อยู่เลย... ถังหว่านมองดูไข่ในมือแล้วเผลอยิ้มออกมาบางๆ คนพวกนี้บางทีก็ดูซื่อบื้อ ไม่ทันคน แต่ความรักที่พวกเขามีให้ช่างบริสุทธิ์ใจยิ่งนัก
เธอตั้งใจว่าจะแอบต้มไข่พวกนี้ตอนบ่าย แล้วแบ่งให้พ่อกินมื้อเย็น
หลังจากทุกคนออกไปกันหมดแล้ว ถังหว่านก็เริ่มปฏิบัติการทันที
เธอเริ่มจากตำรากครามที่ขุดมาจนแหลกละเอียด คั้นเอาแต่น้ำสีเขียวเข้มออกมา
จากนั้นตั้งหม้อนึ่งซาลาเปาใบั์บนเตาไฟ เร่งฟืนต้มน้ำจนเดือดพล่าน
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอลงมือย้อมผ้าจริง มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
แม้ผ้าฝ้ายดิบจะย้อมติดสีง่าย แต่ต้องกำจัดแป้งและไขมันฝ้ายออกก่อน เธอจึงแช่ผ้าในน้ำด่างทิ้งไว้ล่วงหน้าหนึ่งชั่วโมง
เมื่อเห็นน้ำในหม้อเดือดได้ที่... ถังหว่านสูดหายใจลึก รวบรวมสมาธิ แล้วค่อยๆ หย่อนผ้าขาวผืนนั้นลงไปอย่างระมัดระวัง...
