“ท่านน้า น้องรอง ทำไมกลับเร็วเช่นนี้เล่า” ไป๋เซียงจู๋แสร้งถามอย่างสงสัย ทว่าใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เป็เพราะเ้า เป็เพราะเ้านางคนชั้นต่ำใช่หรือไม่!” เมื่อไป๋ชิงโหรวเห็นท่าทางไร้เดียงสาของไป๋เซียงจู๋ ความเจ็บใจและโกรธเคืองที่กลั้นไว้ก็ปะทุออกมา นางชี้หน้าไป๋เซียงจู๋ แววตาอาฆาตนั่นเหมือนอยากจะฉีกไป๋เซียงจู๋เป็ชิ้นๆ
ถึงกระนั้นไป๋เซียงจู๋ก็ยิ้มตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สา “น้องรองต้องระวังคำพูดคำจาหน่อยนะจ๊ะ ตอนนี้เราอยู่ในอุทยานหลวงของวังหลวง คนมากมายกำลังมองอยู่ กิริยาหยาบคายของเ้านี่เหมือนหญิงชาวบ้านร้านตลาดที่ปากคอเราะรายมิมีผิดเพี้ยน เ้าอยากให้พรุ่งนี้ทั่วทั้งเมืองเขาลือกันว่าคุณหนูรองไป๋ชิงโหรวของพวกเราจวนไป๋เป็หญิงปากตลาดหรือ ”
ทุกประโยคดุจเข็มแหลมคม โผงผางแทงใจดำ ทำให้ไป๋ชิงโหรวหน้าตาบูดเบี้ยวเพราะโมโหจัด ทว่าจำต้องอดกลั้นไม่สามารถระบายออกมาได้
“พอแล้ว ที่นี่คือวังหลวงนะ ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ” อวี๋ซื่อปรามไป๋ชิงโหรว จากนั้นจึงมองไปยังไป๋เซียงจู๋ด้วยสายตาดุดัน “เ้าเพิ่งมาถึงเอาตอนนี้หรือ พระสนมกุ้ยเฟยเกลียดการมาสายที่สุด เ้ากลับไปพร้อมข้าเดี๋ยวนี้”
ไม่ว่าอย่างไรก็ปล่อยให้ไป๋เซียงจู๋เข้าไปมิได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นตำแหน่งหญิงงามอันดับสองประจำเมืองของบุตรสาวนางคงไม่สามารถรักษาไว้ได้แล้ว
ไป๋ชิงโหรวเพิ่งรู้ตัว รีบพยักหน้าหนุนความคิดนี้ทันที “ใช่ เ้าห้ามเข้าไปเด็ดขาด เพื่อมิให้จวนไป๋ต้องอับอาย”
คิก—
ผู้ใดจะรู้ว่าไป๋เซียงจู๋กลับอดขำไม่ได้ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมป้องปาก คิ้วตาโค้งเป็แนวรับกัน งามล้ำอย่างไม่มีใครเสมอเสมือน
เมื่อเห็นไป๋เซียงจู๋ที่งามจับใจถึงเพียงนี้แล้ว สองแม่ลูกยิ่งไม่กล้าปล่อยให้นางเข้าไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้
“ท่านยายให้ข้ามาร่วมงานชมดอกไม้ของพระสนมกุ้ยเฟย แม้สายเกินเวลา ทว่าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะกลับไปโดยไม่เข้าไปคารวะทักทายเสียก่อน” ไป๋เซียงจู๋กล่าวอย่างไม่แยแส หากอวี๋ซื่อคัดค้านก็ถือเป็การไม่ให้เกียรติพระสนมกุ้ยเฟยแล้ว
“ดี ดีเหลือเกิน” สุดท้ายอวี๋ซื่อก็โกรธจนพูดไม่ออก คว้าตัวไป๋ชิงโหรวเดินจากไปด้วยใบหน้าไม่เต็มใจ
ตู้เจวียนมองไป๋ชิงโหรวที่เดินจากไปไกลแล้วรู้สึกเบิกบานสำราญใจมาก คุณหนูรองนี่ร้ายจริงๆ ขัดขวางคุณหนูของนางไม่ให้มาร่วมงานชมดอกไม้ แต่คุณหนูเองก็เก่งกาจยิ่ง นึกไม่ถึงว่าจะขี่ม้าเป็ อีกทั้งยังมีวิทยายุทธด้วย เมื่อก่อนไม่เคยเห็นเลย นางอยู่รับใช้เคียงกายมาโดยตลอด กลับจำไม่ได้สักนิดว่าคุณหนูสันทัดทักษะเหล่านี้ั้แ่เมื่อไร
คุณหนูในตอนนี้เป็เหมือนปริศนาอย่างหนึ่งสำหรับนาง ทำให้นางสงสัยใคร่รู้และอดใจที่จะสืบค้นไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นคือความรู้สึกชื่นชมและเทิดทูน
“ไปเถอะ” ไป๋เซียงจู๋มองสตรีในชุดขาวที่ยืนอยู่กลางอุทยานหลวง มุมปากกระตุกยิ้ม
มู่จื่อรั่ว วันนี้เ้าอยากเด่นดังทั่วหล้าสินะ เกรงว่าคงเป็ไปไม่ได้แล้ว
ยอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงหรือ คอยดูก็แล้วกัน
----------------------------------------
ณ ใจกลางของงานชมดอกไม้ มู่จื่อรั่วยืนสุขสมกับสายตาของทุกคนอยู่ตรงนั้น ความทะนงตนภายในใจถูกยกขึ้นถึงจุดสูงสุด
สายตาที่เดิมทีจับจ้องคุณหนูจากแต่ละจวนที่อุตส่าห์แต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างงดงามถูกมู่จื่อรั่ว่ชิงไปหมดสิ้น พวกนางแค้นเคืองจนกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด่าทอมู่จื่อรั่วในใจ
“มาสิ มาอยู่กับป้ามา ในเมื่อมากันครบถ้วนแล้ว ก็เริ่มงานเลี้ยงชมดอกไม้เถิด เชิญทุกคนนั่ง” เสียนกุ้ยเฟยโบกมือเรียกมู่จื่อรั่ว จากนั้นก็จัดแจงให้นางนั่งข้างเหยียนอี้หรานโอรสตนด้วยความสนิทสนมรักใคร่ เหยียนอี้หรานย่อมดีใจเหลือล้น ตะบี้ตะบันถามมู่จื่อรั่วไม่หยุดว่าจะกินอะไรหรือโปรดปรานสิ่งใด
แม้สายตาของมู่จื่อรั่วคล้ายจะมองไปยังเหยียนอี้เลี่ย ทว่านางก็ไม่ปฏิเสธการดูแลเอาใจใส่จากเหยียนอี้หราน
“ท่านพี่ห้าไม่จำเป็ต้องทำอะไรเพื่อรั่วเอ๋อร์หรอกเ้าค่ะ ขนมพวกนี้ท่านป้าตระเตรียมเองอย่างพิถีพิถัน รสชาติย่อมเลิศล้ำ”
เพียงเสียงเพรียกท่านพี่ห้าคำเดียวก็ทำให้เหยียนอี้หรานล่องลอยด้วยความอิ่มเอมแล้ว ได้ยลโฉมน้องนางผู้งดงามขนาดนี้ใกล้ๆ และพระมารดาก็ตั้งใจจะให้ตนแต่งงานกับนางด้วย แน่นอนว่าตนยินดีเป็อย่างยิ่ง สตรีที่งามเพียบพร้อมเช่นนี้ อีกทั้งน่าหลงใหลปานนั้น และยังเป็ถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนเหิงชินอ๋อง อย่างน้อยๆ ก็เป็ประโยชน์ต่อการเสริมความมั่นคงให้ราชบัลลังก์ที่เขาครองในภายภาคหน้า
เหยียนอี้เลี่ยที่นั่งอยู่ท้ายโต๊ะสังเกตเห็นสายตาคลุมเครือจากมู่จื่อรั่วจรดมาที่ตน เขาไม่รู้สึกแปลกกับสายตาเช่นนี้ เพราะว่ากายเนื้อที่เขามีนั้นทำให้เหล่านางกำนัล สาวใช้ หรือกระทั่งบุตรสาวขุนนางพวกนั้นล้วนส่งสายตาหลงเสน่ห์แบบนี้มาให้ตน เขาเชื่อว่าตัวเองไม่แพ้ใคร เสียอย่างเดียวคือเขาไม่มีพระมารดาผู้ทรงอำนาจ พระมารดาผู้สามารถทำให้เขามีจุดยืนที่เหมาะสมในวังหลวงได้ แต่แล้วตอนนี้จะทำเช่นไรได้เล่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็ของเขา เขาต้องคิดหาทุกวิธีและทำทุกทางเพื่อให้ได้ทุกอย่างที่ตน้ามา
เมื่อได้รับสายตาตอบรับจากเหยียนอี้เลี่ย มู่จื่อรั่วรู้สึกว่าหัวใจของนางเต้นแรงจนแทบทะลุออกมา ตึกตักตึกตัก...
ดีเหลือเกิน ผู้หญิงพวกนี้ธรรมดาดาษดื่น เทียบเทียมฐานะตนได้เสียที่ไหน ทุกสายตาสมควรจะจับจ้องมาที่นาง
เสียนกุ้ยเฟยตบมือ กำลังจะสั่งคนยกดอกเบญจมาศที่เตรียมพร้อมไว้มาให้แเื่เชยชม แต่กลับเห็นร่างงามสง่าในชุดสีฟ้าอ่อนก้าวเข้าอุทยานหลวงมาเสียก่อน คนคนนั้นคารวะทักทายด้วยกิริยาสุภาพพอเหมาะพอดี “หม่อมฉันขอถวายความเคารพพระสนมเสียนกุ้ยเฟย”
เสียงนี้ใสกังวานดังสายน้ำไหล อีกทั้งไพเราะรื่นหู ไม่เจือปนการประจบประแจงแม้แต่นิดเดียว หากเพียงสุ้มเสียงก็เลิศล้ำเหนือคนทั่วไปแล้ว ถ้าเช่นนั้น การได้พบเ้าของเสียงก็น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า!
ไม่ถ่อมตนจนดูต่ำต้อย ไม่ถือตัวจนดูโอหัง กิริยาพอเหมาะ การแสดงออกพอดี ทว่าทำให้ผู้คนนึกถึงบุปผายามเหมันต์ ใต้ฟ้าผืนนี้ยังมีสตรีที่งามสง่าเยือกเย็นเช่นนี้ด้วยหรือ
หากมู่จื่อรั่วเหมือนบัวหิมะที่เบ่งบานโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะขาวบริสุทธิ์บนเขาเทียนซาน [1] สตรีผู้นี้กลับเหมือนดอกบ๊วย [2] ในฤดูหนาวที่แสนโดดเด่น แววตาสุกสว่างคู่นั้นไม่แต่งแต้มเครื่องสำอางใด เ็าเหลือเกิน แต่ก็งามอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นกัน
และบุคลิกอันเป็เอกลักษณ์นี้ช่างเหมือนดอกบ๊วยที่พยายามผลิบานท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บเสียจริงๆ งามเย้ายวนใจ งามจนอดไม่ได้ที่จะเข้าใกล้ แม้ว่าต้องทุกข์ทรมานก็ตาม
ที่สำคัญที่สุดก็คือ หญิงงามดังกล่าว สิบกว่าปีที่ผ่านมากลับไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดถึงเลย ประหนึ่งโผล่ออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบอย่างกะทันหัน!
เหล่าหญิงสาวที่เมื่อครู่ยังริษยารูปโฉมของมู่จื่อรั่วอยู่นั้น บัดนี้ได้ทิ้งนางไว้อีกด้านแล้ว
มู่จื่อรั่วใจนลุกขึ้นยืน มองไปยังหญิงที่ยืนอยู่ข้างตนคนนี้ ทั้งที่ไม่ประดับอาภรณ์ใด เสื้อผ้าก็เรียบง่ายยิ่งนัก ทว่าด้วยเหตุนี้นี่เอง เพียงเพราะสิ่งนี้ นางกลับงดงามจนทุกคนในที่นี้ตกตะลึงได้ รับ่สายตาที่จับจ้องตนเ่าั้ไปทั้งหมดในชั่วอึดใจเดียว
หญิงนางนี้เป็ใครกันแน่? โผล่มาจากหนแห่งใด?
มู่จื่อรั่วเกือบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เสียนกุ้ยเฟยััได้ถึงความผิดปกติของนาง พลันจับบ่านางไว้ได้ทันท่วงที เพื่อเตือนสตินางมิให้สูญเสียการควบคุมตนเอง
ไป๋เซียงจู๋สบแววตาตกตะลึง สงสัย อีกทั้งชิงชังบ้าคลั่งของมู่จื่อรั่ว คลี่รอยยิ้มเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง เดินมาตรงหน้าเสียนกุ้ยเฟยอย่างไม่ช้าไม่เร็ว และก้าวเข้าสู่รัศมีสายตาของทุกคน
จริงอยู่ที่นางแต่งตัวเรียบง่าย ทว่าท่ามกลางการแต่งกายหรูหราฉูดฉาดของคุณหนูทุกท่านในวันนี้ กลับทำให้เห็นความโดดเด่นและสดชื่นจากนาง
เมื่อเทียบเคียงกัน มู่จื่อรั่วในชุดขาวราวเทพเซียนก็พ่ายแพ้แก่นางโดยสิ้นเชิง จะบอกว่ามู่จื่อรั่วเหมือนเซียนก็ดูประดิษฐ์ไปหน่อย นอกจากนี้ ทั้งที่นางสามารถเรียบง่ายกว่านี้ได้ สูงสง่ากว่านี้ได้ ไม่คิดว่านางจะปักปิ่นแปดสหายทองอร่ามบนศีรษะ ทั้งยังเป็ดอกไม้ที่ฉูดฉาดบาดตาอย่างดอกโบตั๋นด้วย
กอปรกับเครื่องหน้าของมู่จื่อรั่วเองไม่ได้งามลออเท่าไป๋เซียงจู๋ ดังนั้น มู่จื่อรั่วย่อมแพ้เป็ธรรมดา
เสียนกุ้ยเฟยจงใจข่มนาง เอ่ยตำหนิด้วยเสียงแข็ง “เ้าเป็คนหนูตระกูลไหนกัน ไฉนจึงปล่อยให้ข้า องค์ชาย และพระสนมคอยเ้าคนเดียวนานนัก”
เชิงอรรถ
[1]天山 เขาเทียนซาน คือ เทือกเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง พาดผ่านพื้นที่ประเทศจีน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และอุซเบกิสถาน ความยาวรวมประมาณ 2,500 กิโลเมตร เนื่องจากมีหิมะปกคลุม บนเขาเทียนซานจึงมีพืชที่เจริญเติบโตในอากาศหนาวเย็นอย่างบัวหิมะ
[2]ดอกบ๊วยเป็ดอกไม้ที่ทนทานต่อความเย็นมาก สามารถบานได้แม้อยู่ท่ามกลางอากาศเย็นจัดในฤดูหนาว จึงกลายเป็ดอกไม้ประจำฤดูหนาวไปด้วย
