“เ้าว่าอะไร พวกเขาช่วยชีวิตเ้า? ที่เ้ากล่าวหมายความว่าอย่างไร?” เย่เทียนเหวินพยักหน้าเล็กน้อยแก่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงก่อนจะหันกลับไปมองเทียนิ
“เอ่อ...” เทียนิไม่ได้ตอบคำถามในทันที มันหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาลังเล
ไป๋หยุนเฟยลังเลเช่นกัน หลังจากกวาดตามองกลุ่มคนด้านหลังเย่เทียนเหวินคราหนึ่งก็เอ่ยปากถาม “คนเหล่านี้... ไว้ใจได้หรือไม่?”
“หา?” เย่เทียนเหวินงุนงงไปชั่วขณะก่อนจะส่งยิ้มเมื่อเข้าใจความหมายของไป๋หยุนเฟย “คนเหล่านี้เป็ยอดนักรบของตระกูลเย่ ไว้ใจได้แน่นอน”
เมื่ออีกฝ่ายรับประกัน ไป๋หยุนเฟยก็พยักหน้าแก่เทียนิให้บอกเล่าเื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้นที่นี่เมื่อครู่
……
“เ้าจะบอกว่าคนทั้งสองนี้ไม่เพียงแต่สังหารจ้าวฉวน แต่ยังสังหารคนจากสำนักเ้าอสูรทั้งหมด? มิหนำซ้ำยังไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้อีกด้วย!?”
เย่เฉวียนกังขาต่อสิ่งที่เทียนิบอกเล่าอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงตั้งคำถามต่อไป๋หยุนเฟยทั้งสอง
“เฮอะ! หากคิดจะหาหลักฐานยืนยันสิ่งที่พวกเราทำ ต้องขออภัยที่ต้องบอกว่าพวกมันถูกเผาเป็เถ้าถ่านไปหมดแล้ว! จึงไม่มีทางจะพิสูจน์ได้อีก ดังนั้นเชื่อตามที่พวกท่าน้าเถอะ!” จิ้งิเฟิงรู้สึกราวถูกดูิ่เมื่อเย่เฉวียนแสดงท่าทีไม่เชื่อถือ มันจึงแค่นเสียงด้วยความไม่พอใจ
“ฮ่า ฮ่า พี่จิ้งิเฟิงอย่าเพิ่งมีโทสะ ท่านอาข้าไม่ได้สงสัยต่อการกระทำของพวกท่าน” เย่เทียนเหวินให้ความสนใจต่อทั้งคู่ั้แ่เทียนิเริ่มบอกเล่าเื่ราว ด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและเยือกเย็นของทั้งคู่ระหว่างฟังเื่ราวโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสียิ่งเป็ข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของพวกมัน ยิ่งพิจารณาดูก็ยิ่งแน่ใจว่าอีกฝ่ายฝีมือเข้มแข็งกว่าเย่เฉวียนและตนเองอีก มันจึงยิ้มออกมา “ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยดูแลน้องชายของข้า ขอเชิญกลับไปเมืองเกายี่พร้อมกลับพวกเราเพื่อจะได้ต้อนรับพวกท่านในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติ”
“ใช่แล้ว! พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ” เทียนิแทรกขึ้น “หากพวกเราไม่ถูกคนเ่าั้ขัดขวางก็คงกลับถึงบ้านเนิ่นนานแล้ว”
“อ้อ ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้นที่ตระกูลเรา? ไฉนตระกูลจ้าวจู่ๆก็พยายามจะลักพาตัวข้า? ยังมีสำนักเ้าอสูร พวกมันมาทำอะไรที่นี่...” จู่ๆเทียนิก็เอ่ยถามขึ้นระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเริ่มเดินทางกลับเมืองเกายี่
“อ๊ะ! เล่าไปเื่นี้ก็ช่างยืดยาว” เย่เทียนเหวินถอนหายใจ “เดือนก่อน คุณชายรองของตระกูลจ้าว จ้าวเหลียง จู่ๆก็มาที่ตระกูลเราเพื่อสู่ขอเย่เอียน...”
“ว่ากระไร!?” เทียนิะโขึ้นด้วยความขุ่นเคืองเดือดดาล “หรือเ้าอ้วนน่าตายนั่นจะล้อเล่น!? หรือมันกินหมูเห็ดเป็ดไก่มากเกินไปจนสมองฟั่นเฟือนกระมังจึงคิดว่าจะคู่ควรแต่งงานกับญาติผู้พี่พวกเรา เป็คางคกริอ่านจะหินเนื้อหงส์ --- ช่างเพ้อฝันนัก!”
“ถูกต้อง บิดาพวกเราก็คิดเช่นเดียวกันยามนั้นจึงปฏิเสธอย่างเต็มที่” เย่เหวินเทียนกล่าวต่อ “แต่พวกเรากลับคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งเย่เอียนบังเอิญไปพบกับจ้าวเหลียงเข้า นางจึงทำร้ายมันด้วยความโกรธเคือง”
“ฮ้า! ลงมือได้ดี! เป็คนธรรมดากลับกล้าคิดจะแต่งงานกับญาติผู้พี่เราที่บรรลุด่านปัจเจกิญญาระดับกลาง? มันสมควรโดนแล้ว” เทียนิโห่ร้องออกมา
“เทียนิอย่างเพิ่งขัดจังหวะ ให้พี่ชายเ้าเล่าเื่ให้จบก่อน” ไป๋หยุนเฟยตบไหล่เตือนมัน “คนอ้วนนั้นยังคงเป็ถึงคุณชายรองตระกูลจ้าว ไม่ว่าจะไปที่ใดสมควรมีผู้คุ้มกันคอยติดตาม ไม่ได้หมายความว่านี่เป็กับดักั้แ่แรกเพื่อให้ญาติผู้พี่เ้าทำร้ายมันหรอกหรือ?”
“โอ? พี่ไป๋ ท่านถึงกับทราบว่าเป็แผนการของบ้านตระกูลจ้าวจากข้อมูลเพียงเท่านี้?” เมื่อได้ยินที่ไป๋หยุนเฟยวิเคราะห์เย่เหวินเทียนก็ตกตะลึง แต่ถึงอย่างนั้นก็พยักหน้า “มิผิด ที่จ้าวเหลียงทำไปเพราะมีเจตนา หลังจากเกิดเหตุขึ้นตระกูลจ้าวก็มาหาเื่ถึงหน้าประตู เื่ราวเริ่มขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วจนลามไปทั่วเมือง จากความขัดแย้งกลายเป็การต่อสู้ เื่นี้จำต้องคลี่คลายลงโดยเร็ว”.
“ฮ้า! การวิวาทของผู้เยาว์กลับเป็ชนวนให้สองตระกูลต่อสู้กัน? ดูก็รู้ว่าตระกูลจ้าวหาข้ออ้างอันเล็กน้อยเพื่อก่อา!” จิ้งิเฟิงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน
“ถูกแล้ว เื่เป็เช่นนี้จริงๆ ไม่ว่าใครก็มองออกว่าตระกูลจ้าวคิดจะทำอะไร แต่กระนั้น พวกมันพยายามขัดขวางทำลายการค้าของพวกเราไม่หยุด สามในสี่ครั้งพวกมันสร้างความวุ่นวายในร้านค้าของเรา และอีกครั้งพวกมันเกือบพาตัวเย่เอียนกลับไปได้ หากไม่ใช่เพราะอารองกลับมาทันและทำร้ายจ้าวเย่าเ็ พวกมันคงคร่ากุมตัวเย่เอียนไปได้แล้ว”
“จากนั้นผู้นำตระกูลจ้าว จ้าวซิง ก็มาที่ตระกูลเราพร้อมกับคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่ง มันเรียกร้องให้ตระกูลเย่ยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลจ้าวไม่เช่นนั้นจะต้องพบกับความพินาศ”
“หา!?” เทียนิไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกจึงคำรามอย่างโกรธแค้น “หรือจ้าวซิงโง่ราวสุกรดังเช่นบุตรชายมัน!? มันอาศัยอะไรจึงกล้าเรียกร้องเช่นนี้ต่อตระกูลเรา!?”
เย่เทียนเหวินสั่นศีรษะ “ในอดีตพวกมันอาจไม่มี แต่วันนี้... พวกมันมีแล้ว พวกมันเข้าร่วมกับสำนักเ้าอสูรแล้ว!”
“ตระกูลจ้าวร่วมมือกับสำนักเ้าอสูร!? พวกมันทำอย่างไรจึงทำให้หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ให้ความสนใจได้?” เทียนิต้องตกตะลึงเมื่อได้รับทราบความจริง
“ไม่ใช่ตระกูลจ้าวที่เสนอน้ำใจต่ออีกฝ่าย แต่เป็สำนักเ้าอสูรมาพบพวกมันโดยตรง แต่ด้วยเหตุใดไม่มีผู้ใดทราบ แต่สำนักเ้าอสูรมาพร้อมกับคำมั่นสองข้อ ตระกูลจ้าวไม่ลังเลแม้แต่น้อยก็ยินดีรับใช้พวกมัน”
“คำมั่นอันใด?”
“อย่างแรกก็คือพวกมันจะส่งมอบอสูริญญาระดับห้าให้แก่ตระกูลจ้าว อย่างที่สองก็คือช่วยตระกูลจ้าวผนวกรวมตระกูลเย่เป็ส่วนหนึ่งของตระกูลมัน!”
หลังจากมองดูสีหน้าตะลึงงันของเทียนิ เย่เทียนเหวินจึงกล่าวต่อ “ด้วยการสนับสนุนเช่นนี้ตระกูลจ้าวจึงสามารถล้ำหน้าตระกูลหลิวกลายเป็ตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเกายี่ได้ ดังนั้นแม้แต่ตระกูลหลิวก็ไม่กล้าลุกขึ้นขัดขวางพวกมันเช่นกัน ที่ผ่านมาตระกูลจ้าวและตระกูลเย่มีกำลังทัดเทียมกัน แต่เมื่อมีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโจากสำนักเ้าอสูรเช่นนี้ ตระกูลของเราคงต้องสูญเสียอำนาจที่เคยมีไปแล้ว เพียงอสูริญญาระดับห้าตัวเดียวก็สยบพวกเราทั้งตระกูลได้แล้ว อย่าว่าแต่ยังมีสำนักเ้าอสูรที่คอยช่วยเหลืออีก!”
“แต่ว่ายังโชคดี ระหว่างที่ส่งอสูริญญาระดับห้ามาที่นี่ สำนักเ้าอสูรกลับปล่อยให้มันหลบหนีไปได้ ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คืออสูริญญานั้นถึงกับสร้างพันธะิญญากับผู้ฝึกปรือิญญาอื่นไปแล้ว!” ที่เย่เหวินเทียนไม่ทันสังเกตก็คือยามที่มันกล่าวถึงรายละเอียดเล็กๆเื่หนึ่ง กลับทำให้ไป๋หยุนเฟยและพวกทั้งสามหน้าซีดเผือด “เมื่อยามบ่ายวันนี้เอง ผู้ฝึกปรือิญญาผู้นั้นก็มาถึงเมืองเกายี่! แน่นอนว่าสำนักเ้าอสูรต้องพบเห็นและส่งคนไปซุ่มโจมตี ทำให้ทั้งสองคนต้องรีบหนีออกจากเมืองไป จากนั้นภูติญญาระดับปลายก็ถูกส่งไปไล่ล่า ยังดีที่มันถูกส่งออกไป ไม่เช่นนั้นหากมันร่วมทางมาคร่ากุมเ้าด้วยอีกคน เื่ราวคงเลวร้า...”
“พี่เทียนเหวิน หรือว่าอสูริญญานั้นจะเป็อสูริญญาวิหคระดับห้า? แล้วผู้ฝึกปรือิญญาทั้งสองที่ถูกไล่ล่าหนีออกจากเมืองไปเป็สตรีหรือไม่!?” ใบหน้าไป๋หยุนเฟยซีดเผือดไร้สีเืยามที่เอ่ยปากขัดจังหวะคำพูดเย่เทียนเหวินอย่างร้อนรน
“หืม? ท่านรู้ได้อย่างไร?” เย่เทียนเหวินถามด้วยความประหลาดใจ
“เหล่าไป๋...” จิ้งิเฟิงมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าจริงจัง
“อ๊ะ! ที่แท้ก็เป็แม่นางซินหยุน!” เทียนิที่ฉุกคิดออกก็บังเกิดความแตกตื่น
“เทียนิเ้าจะ --- ช้าก่อน หรือเ้ารู้จักผู้ฝึกปรือิญญาทั้งสองนั้น!?” เย่เทียนเหวินพลันนึกออกว่าไฉนทั้งสามจึงมีสีหน้าเช่นนี้ จึงเอ่ยปากถามเพื่อยืนยันความคิด
“ถูกแล้ว พวกเรา...”
“พี่เทียนเหวิน ท่านทราบหรือไม่ว่าพวกนางหลบหนีไปทิศทางใด?” ไป๋หยุนเฟยขัดจังหวะเทียนิอีกครั้งด้วยความร้อนรนยิ่งกว่าเดิม
“โอ คาดว่าจะเป็ทางนั้น...” เย่เทียนเหวิยชี้ไปด้านขวาด้วยความงุนงง
“จิ้งิเฟิง รีบไปกันเถอะ!” ไป๋หยุนเฟยไม่รีรอรีบสั่งให้จิ้งิเฟิงติดตามมันไป ทั้งคู่ไม่รอคนที่เหลือ รีบทะยานผ่านข้างกายเย่เทียนเหวินไปยังทิศที่ถูกชี้ ด้วยความเร็วของพวกมันเพียงไม่นานเงาร่างของทั้งคู่ก็ลับสายตาไป
“พี่ไป๋ รอข้าด้วย!” เทียนิร้องะโพร้อมกับไล่ตามทั้งคู่ไป
กระนั้นเย่เทียนเหวินกลับใช้มือข้างเดียวรั้งมันไว้ พร้อมกับแสดงสีหน้าเคร่งขรึม “เทียนิ เ้าจะไปทำอะไร?”
“แม่นางซินหยุนกำลังลำบาก พวกเราต้องไปช่วยนาง!” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างพลุ่งพล่าน ขณะคว้าจับมือของพี่ชายอย่างร้อนรนก็ร่ำร้องว่า “ท่านพี่! ไปกับพวกเราเถอะ! ท่านอา ท่านกับท่านพี่ต้องไปช่วยแม่นางซินหยุน!”
“นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฝึกปรือิญญาที่ขโมยอสูริญญาจากสำนักเ้าอสูรเป็คนรู้จักของเ้าหรอกหรือ?” เย่เทียนเหวินถามย้ำอีกครา
“ถูกแล้ว! นางเป็สหายข้า! ท่านพี่รีบไปเถอะ! พวกเราต้องรีบไปช่วยนาง!” เทียนิฉุดลากแขนของพี่ชายให้ตามไป แต่แรงต้านจากอีกฝ่ายทำให้มันประหลาดใจ
“ท่านพี่? ท่านอย่าบอกว่า...”
“เพ้ย! ไฉนเ้าไร้เดียงสาปานนี้? ยังดีที่เ้าเป็บุตรคนรอง ที่พวกเราต้องเผชิญหน้าคือสำนักเ้าอสูร หรือเ้าคิดจริงๆว่าสามารถต่อกรกับพวกมันได้? พวกมันเพียงขยับนิ้วทั้งตระกูลเราก็ต้องถูกขยี้เป็ผุยผง! หรือเ้าอยากถูกทั้งตระกูลสาปแช่งไปชั่วชีวิต!?” เย่เฉวียนตัดบทด้วยเสียงดุด่าอันเ็า
“นั่น... ข้า...” เทียนิอับจนปัญญา ได้แต่มองไปยังพี่ชายเพื่อวิงวอนอีกครั้ง “ท่านพี่...”
พี่ชายของมันสั่นศีรษะอีกครั้ง “ยกโทษให้ข้าด้วยเทียนิ ท่านอากับข้าก็ได้แต่งอมืออับจนปัญญา สำนักเ้าอสูรนั้น... ไม่ใช่พวกเราจะสามารถต่อต้านได้”
มันมองตามไปยังทิศทางที่ไป๋หยุนเฟยลับสายตาไป “สหายเ้าไป๋หยุนเฟยก็ทราบเื่นี้ดีจึงไม่เรียกเ้าติดตามไปด้วย ไม่เช่นนั้นคงขอความช่วยเหลือจากข้าแล้ว... แต่เมื่อพวกมันคิดจะเข้าไปช่วยสตรีทั้งคู่ ข้าก็มั่นใจว่าคงมีแผนการอยู่แล้ว เ้าสงบใจลงเถอะพวกมันคงไม่เป็อะไร”
เทียนิลังเลใจ แต่เมื่อความคิดมันแจ่มชัดขึ้นก็เงยหน้ากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพี่ ท่านกับท่านอากลับบ้านไปก่อน หากตระกูลเย่ไม่คิดยุ่งเกี่ยว ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะไปเอง!!”
มันวิ่งอ้อมออกไปทันที ก่อนจะทุ่มเทฝีเท้าไล่ตามไปยังทิศทางที่ไป๋หยุนเฟยมุ่งไป
การกระทำของเทียนิสร้างความตกตะลึงแก่เย่เฉวียนและเย่เทียนเหวินยิ่ง เพราะพวกมันไม่เคยเห็นเทียนิจริงจังและเด็ดเดี่ยวปานนี้มาก่อน ก่อนทั้งคู่จะทันได้รู้ตัวเทียนิก็ลับสายตาไปแล้ว “เทียนเหวิน เ้าคิดว่าควรนำตัวเทียนิกลับมาหรือไม่ มัน...” เย่เฉวียนกล้ำกลืนคำพูดลงไป
เย่เทียนเหวินหน้าแปรเปลี่ยนไป ชั่วครู่ก็ถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา แต่ในเสียงถอนหายใจกลับแฝงความปลาบปลื้มเจือปนอยู่ มันสั่นศีรษะกล่าวว่า “พวกเราจะไล่ตามไป แต่ไม่ว่าอย่างก็จะไม่ลงมือ หากเทียนิคิดจะทำอะไรวู่วามก็ค่อยนำตัวกลับมา”
……
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วั้แ่ได้ทราบข่าวเื่ถังซินหยุนและจ้าวม่านฉา ตลอดทางที่มุ่งหน้ามาสีหน้าไป๋หยุนเฟยเคร่งขรึมมืดมน ทั้งคู่ตัดทะลุป่าและที่ราบหลายแห่งจนในที่สุดก็มาถึงูเาสูงร้อยห้าสิบวาลูกหนึ่ง
ทั้งสองคนไม่ชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย รีบพุ่งทะยานขึ้นูเาไป สายตาไป๋หยุนเฟยกระจ่างวูบเมื่อพบเห็นบางสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป “ข้าพบพวกนางแล้ว! อยู่ข้างหน้านี้เอง!!”
“แกว๊ก!!”
ขณะนั้นเสียงวิหคดังสดใสจาก้าก็แว่วเข้าหูไป๋หยุนเฟย เสียงร้องนี้กลับเปี่ยมด้วยความพลุ่งพล่านดาลเดือด...
“เสี่ยวไป๋!!”
