บทที่ 39
เกล็ดปลาปริศนา
หลินซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือทักทาย "อรุณสวัสดิ์ค่ะ"
ชายหนุ่มจ้องมองเธอเขม็ง "ตีหนึ่งแล้ว แน่นอนว่าต้องเช้า"
หลินซีตอบกลับอย่างลื่นไหล "ดึกขนาดนี้ทำไมยังไม่นอนอีกคะ?"
ฟู่จิงเหยานิ่งไปสองวินาที "รอคุณ"
พอได้ยินคำตอบ หลินซีก็แอบรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย คืนนี้ฟู่จิงเหยาดูต่างไปจากปกติ น้ำเสียงเขาเหมือนภรรยาตัวน้อยที่ถูกทิ้งให้นั่งเหงาเฝ้าห้องหออย่างไรอย่างนั้น ตามนิสัยเดิมของเขา เขาควรจะบอกว่างานที่บริษัทเยอะมากอะไรทำนองนั้นมากกว่า หลินซีชินกับการไปไหนมาไหนคนเดียวจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าตัวเอง "มีครอบครัว"
เธอเอ่ย "คราวหน้าคุณไม่ต้องรอฉันหรอกค่ะ"
ฟู่จิงเหยาคว้าข้อมือเธอไว้ "เข้าบ้านก่อนเถอะครับ ข้างนอกลมแรง"
"อ้อ" หลินซีหาววอด "งั้นฉันขึ้นข้างบนก่อนนะ คุณก็รีบนอนล่ะ"
ฟู่จิงเหยาเอ่ยขัด "ป้าอู๋ทิ้งกับข้าวไว้บนแผ่นอุ่นอาหาร ยังไม่มีใครแตะเลยครับ"
หลินซีตาเป็ประกายทันที "ดีเลย! งั้นฉันทานเสร็จแล้วค่อยนอน"
บะหมี่ตอนเย็นย่อยหมดแล้ว ทำงานมาทั้งคืนหิวโซพอดี
เธอก้าวเข้าไปในห้องอาหาร บนโต๊ะมีกับข้าวสามอย่างซุปหนึ่งอย่าง และข้างๆ มีโหลน้ำพริกวางอยู่ หลินซีหยิบโหลน้ำพริกขึ้นมา "นี่เตรียมไว้ให้ฉันโดยเฉพาะเลยเหรอคะ?"
"ป้าอู๋ทำครับ ตั้งใจใช้พริกจากหูหนานเลย" ฟู่จิงเหยาแตะขอบชามเช็กอุณหภูมิ "ให้ผมเอาไปเวฟใหม่ไหม?"
"ไม่ต้องค่ะ" หลินซีตักกับข้าวราดข้าวแล้วตักเข้าปากคำโต "อื้มม รสชาตินี้แหละใช่เลย!"
ฟู่จิงเหยายืนมองเธอเงียบๆ หลินซีชูชามขึ้น "ทานด้วยกันไหมคะ?"
ฟู่จิงเหยาส่ายหน้า ปกติเขาไม่ทานมื้อดึกอยู่แล้ว เขานั่งลงข้างๆ มองเธอทานข้าว เวลาหลินซีทานข้าวเธอจะดูมีความสุขมาก แก้มสองข้างป่องออกเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่กำลังหวงอาหาร
มองไปมองมา จู่ๆ ฟู่จิงเหยาก็อยากลองชิมดูบ้าง เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผักใบเขียวชิ้นหนึ่ง
หลินซีรีบะโห้าม "เดี๋ยวก่อน! นั่นมันในชามฉันนะ มัน..."
"ไม่เป็ไรครับ"
ฟู่จิงเหยาชิมเข้าไปคำเดียว รสเผ็ดจี๊ดก็พุ่งจากปลายลิ้นตรงขึ้นสมองทันที ใบหน้าเขาแดงก่ำในพริบตา เผ็ดฉิบหาย!!
หลินซีรีบรินน้ำส่งให้ "ฉันจะบอกว่ามันเผ็ดนรกแตกมาก หนูเพิ่งตักน้ำพริกใส่ไปห้าช้อนพูนๆ คุณไม่เห็นเหรอคะ?"
ฟู่จิงเหยาดื่มน้ำไปสามแก้วรวด รสเผ็ดในปากถึงค่อยทุเลาลง เมื่อครู่สายตาเขาจดจ่ออยู่แต่ที่ตัวหลินซี เลยไม่ได้สังเกตพริกห้าช้อนนั่นเลยสักนิด ชายหนุ่มพยายามทำหน้านิ่ง
"ก็งั้นๆ ครับ เผ็ดนิดหน่อยจริงๆ"
หลินซีรินน้ำให้อีกแก้ว "ให้ฉันจัดยาแก้เผ็ดให้ไหมคะ?"
"มะ... ไม่ต้องครับ" ฟู่จิงเหยารับน้ำแก้วนั้นไปดื่มจนหมด หน้าผากเขามีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย หลินซีหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดให้
"อย่าฝืนเลยค่ะ มีปัญหาอะไรบอกฉันนะ เชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของฉันเถอะ"
"อืม... ได้ครับ" กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก ใบหน้าของฟู่จิงเหยายิ่งแดงหนักกว่าเดิม ใน "คู่มือความรัก" ที่ป้าอู๋เขียนไว้มันบอกอีกอย่างนี่นา ทำไมสถานการณ์จริงกับที่คาดไว้มันถึงไปคนละทางแบบนี้ เขาบ้าไปแล้วจริงๆ ที่ยอมเชื่อสิ่งที่ป้าอู๋เขียน
ถนนของเก่า
หวังเหลียงซานนั่งอยู่ในโรงน้ำชา หลับตาพลางลูบลูกประคำ "หลี่ซาน จัดการเรียบร้อยไหม?"
หลี่ซานพยักหน้า "ท่านประธานครับ ตอนนี้เราได้คิวที่สองแล้วครับ"
หวังเหลียงซานลืมตาขึ้น "คิวแรกคือใคร? ไปอัพเงินเพิ่มให้มัน!"
หลี่ซานเหงื่อตก "คนนั้นเขาบอกว่าเขาไม่ขาดเงินครับ"
"ก็อัพไปอีกสิ!" หวังเหลียงซานแค่นเสียงหึ "ฉันไม่เชื่อหรอกว่าในโลกนี้จะมีใครต้านทานอำนาจเงินได้"
หลี่ซานก้มหน้าเงียบ... ท่านประธานลืมไปแล้วเหรอครับ ว่าอาจารย์หลินนั่นแหละที่ไม่สนเงินคุณน่ะ แต่เขาไม่กล้าพูดออกไป หลี่ซานเดินไปหาเด็กหนุ่มที่ยืนคิวแรก
"ท่านประธานหวังบอกว่า เพิ่มเงินให้อีกได้นะ"
"บอกว่าไม่ขาดเงินไง!" จี้เหิง ตอบอย่างรำคาญ "เลิกยุ่งกับผมได้แล้ว!"
หลี่ซานวิ่งกลับไป "ท่านประธานครับ ผมพยายามเต็มที่แล้ว"
หวังเหลียงซานลุกขึ้น "พาฉันไปดูหน่อย สิว่าใครมันกล้าไม่ให้หน้าฉัน?"
"ครับ" หลี่ซานวิ่งนำลงไปข้างล่าง หวังเหลียงซานเดินมาที่แผงลอย หรี่ตามองเด็กหนุ่มคิวแรก "คนคนนี้... ดูคุ้นตาแฮะ"
"ไอ้หนู ทำไมแกถึงไม่ยอมแลกที่กับฉัน?"
จี้เหิงหันกลับมา "บอกว่าไม่แลกไง พวกคุณนี่น่ารำคาญชะมัด"
ท่านประธานหวังพอเห็นหน้าเด็กหนุ่มชัดๆ ก็ตาโตเท่าไข่ห่าน "จี้... คุณชายน้อยตระกูลจี้?"
ตระกูลจี้ คือหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับท็อปของปักกิ่ง ในงานวันเกิดคุณปู่จี้ เขาเคยเห็นคุณชายน้อยที่เป็ดั่งไข่ในหินคนนี้ครั้งหนึ่ง ฐานะของจี้เหิงนั้นพิเศษมาก เพราะแม่ของเขาคือลูกสาวของฟู่เจี้ยนหัวซึ่งตอนนี้ตระกูลฟู่ภายใต้การนำของฟู่จิงเหยากำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ถ้าได้สานสัมพันธ์กับตระกูลฟู่ล่ะก็ สบายไปสิบชาติก็ไม่หมด ตระกูลหวังเมื่อเทียบกับตระกูลจี้แล้วก็เหมือนดวงจันทร์กับดวงดาว ไม่ต้องพูดถึงตระกูลฟู่เลย
มิน่าล่ะถึงไม่เอาเงิน ที่แท้ก็คุณชายตระกูลชี้นี่เอง หวังเหลียงซานเปลี่ยนสีหน้าทันควัน ยิ้มอย่างเมตตา
"คุณชายน้อยจี้ ไม่เจอกันนาน สบายดีนะครับ"
จี้เหิงทำหน้างง "คุณรู้จักผมด้วยเหรอ?"
"ฮ่าๆ ผมเอง 'หวังข้างบ้าน' ไง" หวังเหลียงซานหัวเราะร่า "ตอนคุณยังเด็ก ผมยังเคยอุ้ม..."
"โย่ ท่านประธานหวัง คุณพูดประโยคนี้กับทุกคนเลยนะ"
รอยยิ้มของหวังเหลียงซานแข็งค้างไปชั่วครู่ "ฮ่าๆ อาจารย์เฉียน อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้คุณดูหล่อขึ้นนะ"
เฉียนฟู่กุ้ยเชิดหน้า "สายตาแหลมคม"
หวังเหลียงซานแอบกลอกตาในใจ ไอ้อ้วนโง่ แต่ในเมื่อมีเื่ต้องขอให้ช่วย เขาจึงรีบปรับสีหน้า "แล้วอาจารย์หลินล่ะ? ป่านนี้ยังไม่มาอีกเหรอ?"
เฉียนฟู่กุ้ยก็ไม่รู้เหมือนกัน "เดี๋ยวอาจารย์หลินก็มาแล้วครับ"
สิ้นเสียงคำพูด หลินซีก็สะพายย่ามเล็กๆ เดินตรงเข้ามา หวังเหลียงซานรีบเข้าไปต้อนรับทันที "อาจารย์หลินมาแล้ว เมื่อคืนหลับสบายไหมครับ?" หลินซีปรายตามองเขาแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
จี้เหิงเบียดหวังเหลียงซานออกไป แล้วชี้ที่หน้าตัวเอง "ลูกพี่ จำผมได้ไหมครับ?"
คราวนี้หลินซีไม่ต้องคิดนาน "เ้าเด็กิญญาดวงซวยนี่เอง เจอเื่อะไรอีกละ?"
จี้เหิงส่ายหัว "ไม่มีครับ"
ั้แ่เกิดเื่เวินเฉิงโจว เขาก็ไม่กล้านอนหอพักอีกเลย ตอนนี้กลับไปนอนบ้านทุกวัน หลังจากคนแปลกหน้าสามคนนั้นมา ความตายของเวินเฉิงโจวก็ถูกปิดข่าวและประกาศว่าเป็เหตุฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นี้ทำให้จี้เหิงเดินบนถนนยังระแวง
"ลูกพี่ ผมแค่คิดถึงเลยมาหา แล้วกะว่าจะมาซื้อยันต์คุ้มครองเพิ่มหน่อยครับ"
หลินซีหยิบยันต์ออกมาสิบใบ "โอนเงินมา"
"ขอบคุณครับลูกพี่!" จี้เหิงกำยันต์ไว้แน่น ในที่สุดใจที่เต้นโครมครามก็สงบลงเสียที
หวังเหลียงซานเฝ้ามองภาพนั้นอยู่เงียบๆ คุณชายน้อยตระกูลจี้ยังนอบน้อมต่ออาจารย์คนนี้ขนาดนี้ แสดงว่าเธอต้องมีของจริงๆ เขาจึงลองเอ่ยเลียบเคียง "อาจารย์หลิน ผมขอซื้อสักสองสามใบได้ไหมครับ?"
หลินซีมองเขาด้วยสายตามีเล่ห์นัย "ยันต์คุ้มครองมีไว้กันภูตผีปีศาจ แต่กัน 'ใจคน' ไม่ได้หรอกนะคะ"
หวังเหลียงซานใจกระตุก "อาจารย์หลิน ผมไม่เข้าใจ โปรดช่วยชี้แนะด้วยครับ"
หลินซีไม่ตอบคำถามเขา "วันนี้ฉันจะดูแค่สองคิวค่ะ"
จี้เหิงยกมือ "ผมคนแรก" หวังเหลียงซานลังเลนิดนึงก่อนจะรีบยกตาม "ผมคนที่สองครับ"
สายตาของหลินซีหยุดลงที่ใบหน้าของเขา "เื่ของจี้เหิงน่ะจบไปแล้ว ตาคุณแล้วค่ะ"
หวังเหลียงซานดีใจสุดขีด รีบหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมา "อาจารย์หลิน เชิญท่านดูครับ นี่คือมือของลูกสาวผม"
หลินซีจ้องมองรูปนั้นนิ่งๆ... แขนในรูปเต็มไปด้วย "เกล็ดปลา" หนาแน่นเรียงซ้อนกันเป็ชั้นๆ จนดูแล้วน่าขนลุกหนังหัวพอง
เฉียนฟู่กุ้ยยื่นหน้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเห็นแค่แวบเดียวเขาก็รู้สึกคันคะเยอไปทั้งตัว ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
"เชี้ยยย! โรคกลัวรูของฉันกำเริบแล้ว!"
