“หน้าตางดงามน่าเอ็นดูยิ่งนัก เ้ามีชื่อว่าอะไร”
“ท่านป้า ข้ามีนามว่าเจี่ยซิน แซ่หม่าเ้าค่ะ”
หม่าเจี่ยซินแนะนำตนเองแล้วยิ้มให้กับหลิวซื่อ แม้หลิวซื่อจะป่วยและในห้องของนางจะมีกลิ่นอับกับกลิ่นยาผสมกันอยู่จนแทบแยกไม่ออก แต่หม่าเจี่ยซินกลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด กลับกันนางสามารถรู้ได้จากดวงตาที่อ่อนโยนของหลิวซื่อ ว่ามารดาของเหอชางผู้นี้เป็สตรีที่มีจิตใจอารีย์มากผู้หนึ่ง
“เจี่ยซิน นามช่างไพเราะยิ่งนัก เหมาะสมกับเ้าจริงๆ แค่กๆ”
พูดไม่หยุดมาหลายประโยค หลิวซื่อก็เริ่มไอและหอบ เหอชางจึงรีบหันไปรินน้ำอุ่นมายื่นให้มารดาจิบ จากนั้นก็ช่วยลูบแผ่นหลังที่ผอมบางของหลิวซื่อจนอีกฝ่ายกลับมาหายใจได้คล่องอีกครั้ง
“ท่านแม่ ท่านพักผ่อนก่อนเถอะ”
“แม่ไม่เป็ไร เพียงแค่ดีใจมากไปหน่อยเท่านั้น เจี่ยซินข้าเรียกเ้าเช่นนี้ได้หรือไม่”
“ท่านป้าเรียกข้าว่าซินซินก็ได้เ้าค่ะ”
หม่าเจี่ยซินหันไปมองเหอชางเล็กน้อย แล้วยิ้มกว้างให้กับหลิวซื่อด้วยความยินดี
“ดีดี เช่นนั้นซินซินก็เรียกข้าว่าท่านแม่เถอะ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา”
“เ้าค่ะ”
แก้มใสแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ยังดีที่ในห้องอาศัยเพียงแสงเทียนให้ความสว่าง เหอชางกับหลิวซื่อจึงไม่สังเกตเห็นความขัดเขินของนาง
“ท่านแม่ ท่านได้กินมื้อเที่ยงและดื่มยาหรือยังขอรับ”
แม้จะเอ่ยถามเื่นี้จากท่านปู่ของเขามาแล้วรอบหนึ่ง แต่เหอชางก็ยังเอ่ยถามมารดาด้วยความใส่ใจอีกครั้ง ในใจของเขารู้สึกเ็ปยิ่งนักเมื่อได้เห็นร่างกายของหลิวซื่อผ่ายผอมลงไปมากกว่าเดิม
“แม่กินแล้ว พวกเ้าเล่าได้กินมื้อเที่ยงหรือยัง”
“ยังเลยขอรับ”
“เช่นนั้นเ้าก็ออกไปทำอาหารให้เ้ากับซินซินเถอะ เดี๋ยวแม่จะพูดคุยเป็เพื่อนนางเอง”
ได้ยินเช่นนั้นเหอชางก็หันมามองหม่าเจี่ยซิน หม่าเจี่ยซินจึงพยักหน้าเบาๆ ให้เขาวางใจ เหอชางจึงหันกลับไปตอบตกลงแล้วเดินออกจากห้องไป ในห้องพักจึงเหลือเพียงหม่าเจี่ยซินนั่งอยู่กับหลิวซื่อ
“เดินทางมาหลายวัน เ้าคงเหนื่อยแย่แล้ว”
หลิวซื่อเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะให้นางไปพักผ่อน หม่าเจี่ยซินพยักหน้ายิ้มแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง เพราะยืนนานๆ ร่างกายของนางก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่นางกลับไม่มีความคิดที่จะบอกเื่นี้ให้หลิวซื่อได้รับรู้
“เหนื่อยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี เฮ้อ ในที่สุดอาชางก็พาคนกลับมาเสียที”
หลิวซื่อจับมือของหม่าเจี่ยซินไปลูบคลำ มือของหญิงสาวที่ทำไร่ทำนาย่อมไม่เนียนนุ่มแต่หลิวซื่อกลับลูบราวกับไม่รู้สึกถึงความหยาบกระด้าง เพราะมือของหลิวซื่อก็หยาบไม่แพ้กัน
“ท่านแม่้าพักสักหน่อยไหมเ้าค่ะ ข้าจะช่วยพยุงท่านนอน”
“ไม่ล่ะ หลายวันมานี้ข้านอนจนเอียนแล้ว ตอนนี้อยากพูดคุยกับเ้ามากกว่า เ้าช่วยเล่าเื่พี่ชายของเ้ากับอาชางให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่”
“ได้เ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อก่อนข้าเคยเจอเขาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จึงไม่ได้รู้อะไรมากมาย”
แล้วหม่าเจี่ยซินก็เล่าเื่ราวของเหอชางกับหม่าเฉิงหนิงที่มีอยู่ในความทรงจำของร่างเดิมออกมาให้หลิวซื่อฟังคร่าวๆ ก่อนจะชื่นชมว่าเหอชางนั้นเป็ที่ชื่นชมของอาจารย์ในสำนักศึกษาของตำบลมากเพียงใด จากคำพูดที่หม่าเฉิงหนิงเคยเล่าให้หม่าเจี่ยซิน เ้าของร่างเดิมฟัง
“เด็กคนนี้เขาเหมือนท่านปู่สามของเขา ด้านการเรียนนั้นเก่งกาจเป็อย่างยิ่ง เมื่อก่อนตอนที่ปู่สามของเขายังมีชีวิต เคยดำรงตำแหน่งขุนนางเป็ถึงราชครู เป็พระอาจารย์ของฮ่องเต้ในราชกาลก่อน นี่คือความภาคภูมิใจของคนในรุ่นเขา ข้าจึงหวังว่าในอนาคตเหอชางจะสามารถดำเนินตามรอยของท่านปู่สามคนนั้นได้เช่นกัน”
‘เคยดำรงตำแหน่งขุนนางเป็ถึงราชครู เป็อาจารย์ของฮ่องเต้ในราชกาลก่อน’
มิน่าครอบครัวของพวกเขาถึงสามารถสร้างบ้านอิฐในป่าลึกเช่นนี้ได้ ที่แท้ก็เคยมีคนที่มีความสามารถเพียงนี้อยู่ในตระกูล แล้วความสงสัยในใจส่วนหนึ่งของหม่าเจี่ยซินก็ดูเหมือนจะได้รับคำอธิบาย
เพียงแต่... หากเคยมีคนที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นอยู่ในตระกูล เหตุใดครอบครัวเหอชางถึงมาใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ พวกเขามีความจำเป็อะไรกัน
“พี่เหอชางเป็คนเก่ง อนาคตเขาย่อมทำได้แน่นอนเ้าค่ะ”
ไหนๆ นางก็ชื่นชมไปแล้ว หม่าเจี่ยซินจึงคิดว่าเพิ่มไปอีกสักประโยคย่อมไม่ต่างกัน นางจึงเอ่ยอีกประโยคเพื่อเพิ่มรอยยิ้มให้หลิวซื่อ หลิวซื่อจึงระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข นางยังกุมมือของหม่าเจี่ยซินเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“เขาสอบเป็ขุนนางอย่างที่้าได้ย่อมเป็เื่ดี เพียงแต่หลังจากนั้นคงไม่ได้กลับมาบ้านบ่อยๆ อีกแล้ว เฮ้อ แต่เ้าไม่ต้องกังวลไป แม้อาชางจะไม่อยู่ แต่ยังมีอาหยวน อาอันและอาตง พวกเขาย่อมดีกับเ้าเช่นกัน”
หม่าเจี่ยซินพยักหน้าเบาๆ นางคาดเดาคนเ่าั้ที่หลิวซื่อพูดถึงน่าจะเป็พี่น้องของเหอชาง เพียงแต่ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินเหอชางพูดถึงเพียงคนเดียว นั่นคือ คนที่จ่ายเงินซื้อนาง หม่าเจี่ยซินจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเหอชางยังมีพี่น้องอีกกี่คน แต่คาดว่าไม่น่าจะเยอะนัก เพราะเขาบอกนางว่าภายในครอบครัวของเขามีสมาชิกเพียงแปดคนเท่านั้น
ส่วนเื่ที่หลิวซื่อบอกว่าพวกเขาย่อมดีกับนางเช่นกันนั้น หม่าเจี่ยซินไม่ได้นำมาใส่ใจ
พูดคุยกับหลิวซื่ออีกหลายประโยค หม่าเจี่ยซินก็ช่วยพยุงหลิวซื่อลงไปนอนเพื่อพักผ่อน จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องด้วยอาการอ่อนเพลีย เพราะร่างกายของนางยังคงไม่หายดี
ด้านนอก เหอชางเพิ่งทำอาหารและต้มยาให้หม่าเจี่ยซินเสร็จ เมื่อเห็นนางเดินออกมาจากห้องของมารดา เขาจึงเดินมาช่วยประคองนางไปยังด้านข้าง เพื่อทานมื้อเที่ยงในยามบ่ายด้วยกัน
หลังกินข้าวต้มที่ใส่เพียงเกลือปรุงรสเสร็จ หม่าเจี่ยซินก็ดื่มยาตาม จากนั้นเหอชางก็อุ้มนางขึ้นมาแล้วเดินไปยังบ้านอีกหลัง แล้วเปิดประตูพานางเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
เขาเปิดประตูห้องหนึ่งที่ค่อนข้างโล่งและโปร่ง ด้านในไม่มีข้าวของใดๆ นอกจากเตียงนอนและชุดโต๊ะวางอยู่ เมื่อวางนางลงนั่งบนเก้าอี้ เหอชางก็หันเดินออกไปอีกครั้งก่อนจะกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับชุดเครื่องนอนที่ถูกเก็บเอาไว้อย่างดี
เหอชางปูเตียงนอนให้หม่าเจี่ยซินอย่างคล่องแคล่ว หลังปูที่นอนเสร็จก็เดินมาอุ้มนางไปวางบนเตียง
“เ้านอนพักผ่อนเถอะ ตกเย็นข้าจะมาเรียกเ้า”
“อืม ได้”
หม่าเจี่ยซินเอ่ยด้วยความเกรงใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขัดเขินอย่างอดไม่ได้ที่ต้องอาศัยบุรุษผู้นี้จัดการทุกเื่ให้นาง แม้ไม่น่าเชื่อว่าเหอชางจะสามารถทำงานต่างๆ อย่างคล่องแคล่วได้มากมาย แต่หลายวันมานี้นางได้เห็นด้วยสายตาตัวเองและค่อยๆ ชินไปกับการกระทำของเขาหลายส่วนแล้ว
ดังนั้นเมื่อเหอชางบอกให้นางนอนพัก หม่าเจี่ยซินที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางและฝืนพูดคุยกับหลิวซื่อก็ยอมหลับตานอนพักอย่างว่าง่ายทันที
_____________________________________________________
ฝากกดติดตาม หัวใจและคอมเม้นท์ให้ด้วยนะคะ
