คำพูดของกู้ชีฉ่าว ทำให้บรรยากาศที่เงียบอยู่แล้วเงียบยิ่งขึ้น
หลงเฟยเยี่ยที่มีสีหน้าเรียบเฉย แต่สายตากลับไม่เคยละจากหานอวิ๋นซีเลย และความอดทนของหานอวิ๋นซีก็ใกล้จะหมดลง นางอยากจะรีบไปกับกู้ชีฉ่าวเหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม เมื่อนางเห็นดวงตาที่ลึกล้ำของหลงเฟยเยี่ย นางไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย แค่มองไปที่กู้ชีฉ่าวอย่างสลดใจ
โดยไม่คาดคิด เพียงพริบตาเดียว สายตาที่เ็าอยู่แล้วของหลงเฟยเยี่ยก็เ็ายิ่งขึ้นไปอีกในตอนนี้ หานอวิ๋นซีเองก็รู้สึกถึงความอาฆาตมากยิ่งขึ้น
เขากับนางเป็เพียงคู่รักในนาม แม้ว่าเขาจะบังคับให้นางปฏิบัติตามสิ่งที่เรียกว่า “ศีลธรรมของสตรี” แต่ก็ไม่สามารถจำกัดเสรีภาพของนางได้อย่างแท้จริง เหตุใดจึงต้องดุขนาดนี้ด้วย?
เอาเถอะ อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย
นางก็ไม่ได้ไม่มีขาเสียหน่อย รอให้พวกเขาออกไป นางค่อยไปด้วยตัวเองก็ได้
หานอวิ๋นซีไม่สนใจกู้ชีฉ่าวและหัวเราะเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นข้าไม่ไปแล้วก็ได้ ท่านอ๋อง ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”
ใครจะคิดว่าหลงเฟยเยี่ยกลับยื่นมือออกมา พลางพูดอย่างเ็าว่า “ขึ้นมาก่อน รอให้ข้าคิดให้ออก แล้วค่อยบอกเ้าว่า้าอะไร”
เห็นได้ชัดว่าเป็หานอวิ๋นซีที่ยื่นขอเสนอให้เขาเอง แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าตัวเองถูกโกงอย่างไรอย่างนั้น
ไม่ไปแล้วได้หรือไม่?
นางที่กำลังคิดมาก หลงเฟยเยี่ยก็จับไหล่ของนางเหมือนกำลังยกของบางอย่าง เขายกเบาๆ ดึงนางขึ้นไปบนหลังม้าและให้นางอยู่ในอ้อมแขนเหมือนตอนที่มา
อย่างไรก็ตาม ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เขาดึงบังเหียนด้วยมือเพียงข้างเดียว และใช้มืออีกข้างหนึ่งโอบเอวนางอย่างเอาแต่ใจราวกับแสดงความเป็เ้าของ
เขากอดแน่นมาก หานอวิ๋นซีรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความหยาบกร้านของมือใหญ่ผ่านเสื้อผ้าของนาง ชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกอึดอัดและไม่สามารถสนใจอะไรได้
กู้ชีฉ่าวมองมาและหัวเราะเบาๆ อย่างดูถูกเหยียดหยาม ก่อนที่จะควบม้าไปก่อน
“หมอหลวงกู้ เื่โรคระบาดเ้ารับผิดชอบได้เต็มที่ แล้วเ้าก็ไม่ต้องบอกฮ่องเต้ว่าเราไปไหน”
หลงเฟยเยี่ยทิ้งคำพูดเหล่านี้ไว้ โอบหานอวิ๋นซีแล้วควบม้าออกไป
กู้เป่ยเยวี่ยเหมือนคนที่ถูกทิ้งให้อยู่ที่เดิมตามลำพัง มองม้าที่ควบออกไป จนกระทั่งร่างนั้นหายไป เขาจึงจะถอนสายตากลับมา
รูปลักษณ์อาจจะดูโดดเดี่ยว แต่บนใบหน้าของเขาไม่มีความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง ทั้งยังมีความอ่อนโยน ถ่อมตัว เงียบสงบ และสง่างามอยู่เสมอ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทำลายความสงบของเขาได้
เขาหยิบต้นชิงเฮาม่วงออกมาจากขวดแก้ว มองอย่างระมัดระวังและพึมพำกับตัวเองว่า “เพิ่งเก็บมาไม่นานสินะ?”
ความคุ้นเคยของเขากับวัตถุดิบยานั้นมีมากกว่าที่ทุกคนคิดไว้ ในตอนแรกที่เห็นต้นชิงเฮาม่วงเขาก็เริ่มสงสัยแล้ว แต่ตอนนี้ เขาแน่ใจมากขึ้นว่าต้นชิงเฮาม่วงนี้เพิ่งถูกเก็บมาจากดินเมื่อไม่นาน และคงไม่นานเกินหนึ่งชั่วยาม
ด้วยรัศมีหลายร้อยลี้ นอกจากหุบเขายาผีแล้ว ยังมีที่อื่นที่ปลูกต้นชิงเฮาม่วงอีกหรือ? หรือจะมีที่ไหนอีกที่มีต้นนี้อยู่โดยบังเอิญ?
เขาใส่ต้นชิงเฮาม่วงกลับเข้าไปในขวดแก้วอย่างระมัดระวัง กู้เป่ยเยวี่ยยิ้ม หันกลับไปมองที่หุบเขาเหยากุ่ย แต่ไม่ได้กลับเข้าไป ขึ้นม้าแล้วควบออกไป
หากจะปรุงยาแก้พิษของพิษกาฬโรค เขายัง้าดอกมะแว้งนกจำนวนมาก รวมไปถึงหญ้าหอม์ด้วย ซึ่งเขาต้องเลือกสมุนไพรคุณภาพสูงออกมา โดยมีต้นชิงเฮาม่วงเป็วัตถุดิบหลักในการปรุงยา
เขาออกจากหุบเขายาผีแล้ว และจะไปหาดอกมะแว้งนกคุณภาพสูงกับหญ้าหอม์คุณภาพสูงจากที่ไหน ก็คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้
หลังจากที่กู้เป่ยเยวี่ยกลับมาถึงเมืองหลวง เขาก็รีบจ่ายยาแก้พิษทันที
โรคระบาดแตกต่างจากโรคทั่วๆ ไป โรคทั่วไปมีระยะพักฟื้นและยาอาจรักษาไม่ได้ พิษกาฬโรคคือเมื่อมียาแก้พิษ พิษก็จะโดนล้างออกไป และจะหายได้ทันท่วงที
ในเวลาไม่กี่วัน พิษกาฬโรคก็จะสามารถควบคุมได้
แน่นอนว่ากู้เป่ยเยวี่ยไม่ได้บอกฮ่องเต้เทียนฮุยว่าหลงเฟยเยี่ยและหานอวิ๋นซีไปที่ใด อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์นี้ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ยิ่งไม่ปล่อยหานอวิ๋นซีไปอย่างง่ายดาย
ตอนนี้นอกจากจะกำจัดหลงเฟยเยี่ยไม่ได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาต้องพยายามกำจัดหานอวิ๋นซีออกไปให้ได้ก่อน สตรีผู้นี้ที่กล้าท้าทายอำนาจของเขา!
ในเวลานี้ หานอวิ๋นซีและคนอื่นๆ ได้มาถึงประตูเมืองยาแล้ว
ประตูเมืองของเมืองยานั้นใหญ่พอๆ กับประตูเมืองของเมืองหลวง ไม่เพียงยิ่งใหญ่แต่ยังดูแปลกตาอีกด้วย
ระหว่างทาง หานอวิ๋นซีได้เรียนรู้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเมืองยา
เมืองยาครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ดินในเมืองเป็ดินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของวัตถุดิบยา วัตถุดิบยาที่นี่ไม่เพียงให้ผลผลิตในปริมาณมาก แต่ส่วนใหญ่ยังเป็ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงด้วย
ทุกครัวเรือนในเมืองหาเลี้ยงชีพด้วยการซื้อและขายวัตถุดิบยา ส่วนใหญ่ปลูกเองและบางส่วนก็ขายต่อ วัตถุดิบยามีหลายประเภท ไม่ว่าจะแบบธรรมดาหรือหายากก็ตาม เมืองนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็คลังวัตถุดิบยาขนาดใหญ่ในแผ่นดินใหญ่หยุนคง กล่าวกันว่ายาสองในสามของโลกมาจากเมืองนี้
สามตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองยาคือตระกูลมู่ ตระกูลหวัง และตระกูลเซี่ย พวกเขาทรัพยากรยามากกว่าครึ่งหนึ่งในเมืองยา ใจกลางเมืองยามีป่าสมุนไพรที่มีดินที่ดีที่สุด ซึ่งดูแลร่วมกันโดยทั้งสามตระกูล
เหมือนกับหลักการที่ว่าแม้แต่ผู้หญิงที่ฉลาดและมีความสามารถก็ไม่สามารถทำอาหารได้หากไม่มีข้าว[1] และไม่ว่าจะมีฝีมือทางการแพทย์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีวัตถุดิบยา ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นแม้ว่าชื่อเสียงและสถานะของเมืองยาจะไม่สูงเท่ากับเมืองการแพทย์ แต่ผู้คนที่นี่และผู้คนในเมืองการแพทย์คงต้องมีความผูกพันกันนับไม่ถ้วน
หานอวิ๋นซีเดินเข้าไปในเมืองยาและสูดกลิ่นหอมของสมุนไพรในอากาศ นางอดคิดไม่ได้ว่าหากนางไม่พบข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับฮูหยินเทียนซินในเมืองการแพทย์ นางจะสามารถหาได้ในเมืองยาหรือไม่?
แน่นอนว่า ครั้งนี้หลงเฟยเยี่ยและกู้ชีฉ่าวมาด้วย นางไม่้าให้พวกเขารู้มากนัก โดยเฉพาะหลงเฟยเยี่ยที่ถามถึงวิชาพิษของนางหลายครั้ง
เป็เวลาเย็นแล้ว พวกเขาเข้าไปในโรงเตี๊ยมเพื่อลงหลักปักฐานก่อน แล้วจึงวางแผน
กู้ชีฉ่าวดูเหมือนจะคุ้นเคยกับสถานที่นี้อย่างมาก ทันทีที่เขาเข้าไปในโรงเตี๊ยม เ้าของโรงเตี๊ยก็ทักทายเขาว่า “ชีฉ่าว ไม่ได้เจอกันนานเลย”
“ขอสามห้อง เอาที่เงียบๆ ด้วยล่ะ” กู้ชีฉ่าวพูดด้วยรอยยิ้ม
เ้าของโรงเตี๊ยมมองไปที่หลงเฟยเยี่ยและหานอวิ๋นซี จากนั้นก็หยิบกุญแจสามดอกมาทันที ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยหยิบไปเพียงดอกเดียวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนมืออีกข้างก็จูงหานอวิ๋นซีขึ้นไปชั้นบน
อย่าว่าแต่เื่ที่หลงเฟยเยี่ยจะทำสิ่งนี้เลย แม้แต่หานอวิ๋นซียังไม่ทันจะรู้ตัว และเกือบจะไปหยิบกุญแจมาแล้ว
เป็สามีภรรยากัน ก็ต้องอยู่ห้องเดียวกัน แต่...พวกเขาไม่เคยอยู่ด้วยกันมาก่อนเลย!
เมื่อเห็นมือใหญ่ของเขาจับมือของตนเอง หานอวิ๋นซีก็ตามไปอย่างเชื่อฟังโดยไม่พูดอะไร
เ้าของโรงเตี๊ยมรู้สึกงุนงง “ชีฉ่าว นี่...”
กู้ชีฉ่าวเลียริมฝีปากด้วยความสนใจและยังคงยิ้ม “นี่อะไร? ข้า้าสองห้อง อยากให้ห้องถัดไปมันว่าง จะได้ไม่ต้องมีเสียงรบกวน”
“เช่นนั้นแล้ว้าห้องว่างอีกฝั่งหนึ่งหรือไม่?” เ้าของโรงเตี๊ยมถามอย่างรวดเร็ว เจอเศรษฐีแล้วจะไม่เอากำไรก็กระไรอยู่
โดยไม่คาดคิด ใบหน้าที่สวยงามของกู้ชีฉ่าวที่เดิมทียิ้มแย้มก็มืดลงทันที เขาไม่พูดอะไร หยิบกุญแจและเดินขึ้นไปชั้นบน ทิ้งให้เ้าของโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยความงุนงง
ในตอนที่กู้ชีฉ่าวขึ้นไปชั้นบน ประตูห้องของหลงเฟยเยี่ยก็ปิดไปแล้ว
ภายในห้อง หลงเฟยเยี่ยชงชา หานอวิ๋นซีก็มองมาที่เขา จากนั้นก็มองไปที่เตียงเล็ก พร้อมกับมุมปากที่กระตุก
หลงเฟยเยี่ย นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?
นางคิดว่าหลงเฟยเยี่ยจะอธิบายอะไรสักอย่าง แต่ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยกลับรินชาให้นางโดยไม่พูดอะไร
ถ้าเขาไม่อธิบาย แน่นอนว่ามันไม่ง่ายสำหรับนางที่จะถาม ค่อยว่ากันตอนกลางคืนอีกทีก็แล้วกัน
หลงเฟยเยี่ยไม่มีความตั้งใจที่จะลงไปทานอาหารชั้นล่าง ดังนั้นเขาจึงขอให้เสี่ยวเอ้อร์นำอาหารเข้ามาในห้อง ใครจะคิดว่า ทันทีที่เสี่ยวเอ้อร์เข้ามาส่งอาหาร กู้ชีฉ่าวเองก็เดินเข้ามาเช่นกัน
เขานั่งลงอย่างสบายๆ และบอกเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เพิ่มชามกับตะเกียบอีกหนึ่งชุด”
หลงเฟยเยี่ยไม่ได้หยุดเขาและถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เ้าจะไปเอาต้นอ่อนชาสมุนไพรของตระกูลมู่อย่างไร?”
กู้ชีฉ่าวที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก ก็ตอบด้วยคำคำเดียวว่า “ขโมย”
น้ำแกงในปากของหานอวิ๋นซีแทบจะพ่นออกมา ขโมยสมบัติของตระกูลมู่? เขาพาพวกนางมาเป็ขโมยหรือเนี่ย!
“ถ้าสาวน้อยยาพิษมีวิธีอื่น ข้าก็ยินดีที่จะไม่ขโมย” กู้ชีฉ่าวพูดด้วยรอยยิ้ม
หานอวิ๋นซีกลอกตาและกินต่อไป
หลงเฟยเยี่ยยังคงสงบนิ่ง “ทำไมต้องขโมยด้วยล่ะ? ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือไร?”
“ต้นอ่อนชาสมุนไพรนั้นเป็ตระกูลมู่ที่ปล้นมาจากคนอื่นเมื่อหลายวันก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ มันต้องขโมยเท่านั้น!” กู้ชีฉ่าวพูดอย่างมีเหตุผล
“เ้ารู้หรือว่ามันอยู่ที่ไหน?” หลงเฟยเยี่ยถามอีกครั้ง
“รู้แค่ว่ามันอยู่ในจวนตระกูลมู่ ส่วนอยู่ที่ไหนนั้น ข้าไม่รู้จริงๆ ดังนั้นเลยขอความช่วยเหลือจากกู่ชีชา ความสามารถในการหายาของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก” กู้ชีฉ่าวพูดด้วยรอยยิ้ม
คำพูดเหล่านี้ช่วยเตือนหลงเฟยเยี่ยอย่างไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งต่างๆ นั้นมันไม่ง่ายขนาดนั้น
อย่างไรก็ตาม หลงเฟยเยี่ยยังคงไม่ตอบสนองมากนัก แค่พยักหน้าและกินต่อไป
หลังทานอาหารเสร็จ กู้ชีฉ่าวรู้สึกตื่นเต้นมาก “ท่านอ๋อง คืนนี้เริ่มลงมือเลยดีหรือไม่?”
ทว่าหลงเฟยเยี่ยกลับปฏิเสธ “ในเมื่อของอยู่ในจวนตระกูลมู่ คงต้องมีข่าวคราวบ้าง ดังนั้นเราควรแยกกันไปหาข้อมูล แล้วค่อยลงมือกันอีกที”
ดวงตาของกู้ชีฉ่าวฉายแววเ็าที่ไม่มีใครสังเกตเห็น รอยยิ้มก็มีเสน่ห์มากขึ้นเรื่อยๆ “ตกลง ไม่มีปัญหา”
เป็เวลากลางคืน กู้ชีฉ่าวและหลงเฟยเยี่ยแยกทางกันไป ในขณะที่หานอวิ๋นซีถูกทิ้งไว้ในโรงเตี๊ยม
นางที่ไม่อาจอยู่เฉยได้ ทันทีที่พวกของหลงเฟยเยี่ยออกไป นางก็ลงไปชั้นล่าง ถามเ้าของโรงเตี๊ยมเกี่ยวกับที่ตั้งของสถานที่ประมูลสมุนไพร แล้วรีบออกไป
อย่างไรก็ตาม การขโมยวัตถุดิบยาไม่เกี่ยวอะไรกับนาง นางมาที่นี่เพื่อเยี่ยมชมเมืองยา
โดยไม่คาดคิด หลงเฟยเยี่ยไม่ได้ไปถามข่าวคราวใดๆ แต่นั่งดื่มชาในโรงน้ำชาตรงข้ามโรงเตี๊ยม ทันทีที่หานอวิ๋นซีออกมา เขาก็มองตรงไป
ความไม่พอใจฉายแววในดวงตาของหลงเฟยเยี่ย สถานที่ไม่คุ้นเคย ทั้งยังดึกมากแล้ว สตรีตัวคนเดียว กล้าที่จะออกไปโดยไม่มีการป้องกันใดๆ?
เขาที่กำลังจะลุกขึ้นเพื่อตามไป ฉู่ซีเฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเตือนเขาว่า “ท่านอ๋อง ตระกูลหวังรอท่านมานานแล้ว เราต้องไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นหลงเฟยเยี่ยจึงจะหยุดและพูดอย่างเ็าว่า “เ้าตามไป จับตาดูให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉู่ซีเฟิงรับคำสั่งและถามอีกครั้ง “ท่านอ๋อง เื่ของกู้ชีฉ่าว...”
“ลืมมันไปเสีย” หลงเฟยเยี่ยพูดอย่างเ็าและร่างนั้นก็หายไปในพริบตา
ในเวลานี้ กู้ชีฉ่าวนอนอยู่บนหลังคาจวนตระกูลมู่ อาบแสงจันทร์ ข้างๆ เขาคือสาวน้อยที่ใสซื่อ มีเสน่ห์และดวงตาใสที่เปล่งประกายแม้ในความมืด
สตรีผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก มู่หลิงเอ๋อร์ คุณหนูเก้าผู้เป็ที่รักที่สุดของตระกูลมู่
นางผลักกู้ชีฉ่าว “พี่ชี พวกหัวขโมยที่ท่านพูดถึงจะมาเมื่อไร พ่อของข้าวางตาข่ายดักไว้แล้ว”
“แค่สองสามวัน ไม่ต้องรีบ...ไม่ต้องรีบ”
กู้ชีฉ่าวนอนอย่างเกียจคร้านสบายๆ และสบายใจ ใบหน้าที่สวยงามของเขาดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นภายใต้แสงจันทร์
เขาที่ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ จู่ๆ ยิ้มออกมา “หลิงเอ๋อร์ โจรผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าเ้าตกหลุมรักเขา เ้าสามารถจับเขาและทำให้เขากลายเป็สามีของเ้าได้”
มู่หลิงเอ๋อร์เหลือบมองเขาและพูดอย่างไม่พอใจ “ข้าไม่้า ข้า้าพี่ชี!”
พูดจบ นางก็หน้าแดงก่ำทันที แต่กู้ชีฉ่าวกลับไม่ได้จริงจังกับมันและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สายไปแล้ว พี่ชีของเ้ามีคนในใจแล้ว”
----------------------
[1] แม้แต่ผู้หญิงที่ฉลาดและมีความสามารถก็ไม่สามารถทำอาหารได้หากไม่มีข้าว อุปมาว่า ถ้าไม่มีเงื่อนไขด้านวัตถุก็ไม่อาจที่จะทำงานได้ดี
