ผู้เฒ่าหวังวางตะเกียบลง “คนในกองทัพมีตั้งมากมาย หวังเฮ่าเป็เพียงนายทหารชั้นประทวนเท่านั้น ไหนเลยจะมีเนื้อตกมาถึงท้องเขาได้ ห้าปี หวังเฮ่าไม่ได้ฉลองปีใหม่ที่บ้านมาห้าปีเต็ม”
เมื่อก่อนทางบ้านมีฐานะยากจน แม้ว่าอาหารที่ทานกันยามคืนส่งท้ายปีเก่าจะไม่ได้ดีนัก ทว่าก็ยังได้ทานร่วมกันกับคนทั้งครอบครัว ยามนี้หวังเฮ่าอยู่ในกองทัพ ทั้งไม่ได้ทานของดี ทั้งไม่อาจมาร่วมทานกับคนในครอบครัวได้
ครั้นผู้เฒ่าหวังนึกถึงบุตรชายคนโตแท้ๆ ที่กำลังลำบากอยู่ในกองทัพ ไม่ว่าจะวันฉลองปีใหม่หรือเทศกาลใดๆ ล้วนต้องอยู่เพียงลำพังแล้ว ก็รู้สึกเ็ปหัวใจจนแทบทนไม่ไหว
ยามนี้ความเป็อยู่ในบ้านดีขึ้นแล้ว อาหารในคืนส่งท้ายปีหลากหลายอย่างตั้งอยู่เต็มโต๊ะ ต่อให้เป็อาหารยามปกติก็ยังมีทั้งปลา เนื้อ และไข่ไก่เพียบพร้อม ทว่าหวังเฮ่าที่อยู่ในกองทัพเช่นนั้น กลับไม่ได้ทานอะไรสักอย่าง
อีกทั้งหวังเฮ่าก็แต่งงานกับหลี่ชิงชิงแล้ว หวังเฮ่าที่มีภรรยาแต่กลับมิได้ร่วมหลับนอนด้วย ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ภรรยา ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีบุตรกับเขาสักที
ผู้เฒ่าหวังยิ่งรักและอาดูรหวังเฮ่ายิ่งกว่าเดิม
หลี่ชิงชิงเห็นผู้เฒ่าหวังเริ่มเช็ดน้ำตา จึงเอ่ยออกมาว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องคิดมากหรอกเ้าค่ะ เดี๋ยวอีกสองวัน พอพวกเราไปหาหวังเฮ่าที่กองทัพก็จะได้รู้แล้วเ้าค่ะ”
หวังเยวี่ยเอ่ยยิ้มๆ “น้องสามเห็นพวกเราย่อมต้องใเป็แน่!”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ พวกเราต้องทำให้เขาใยกใหญ่เลย” หลี่ชิงชิงลุกขึ้นแล้วเดินไปด้านข้างผู้เฒ่าหวัง รินสุราให้เขาจนเต็มจอกด้วยตนเอง “ท่านพ่อ พรุ่งนี้ต้องรีบเร่งเดินทาง คืนนี้ท่านดื่มให้น้อยลงหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
“ได้ เอาตามเ้าว่า ข้าดื่มหมดจอกนี้ก็ไม่ดื่มแล้ว” ผู้เฒ่าหวังยังคิดอยู่ว่าพรุ่งนี้จะเร่งออกเดินทางแต่เช้าตรู่สักหน่อย
“ปีนี้บ้านเรามีแต่เื่ดีๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน หวังว่าปีหน้าจะเป็เช่นนี้อีก” สายตาของหลิวซื่อจับจ้องอยู่ที่หลี่ชิงชิง “ขอให้ปีหน้าในท้องของชิงชิงตั้งครรภ์บุตรของหวังเฮ่า!”
หวังพั่นตี้สามพี่น้องพากันส่งเสียงร้อง “อ้อ!” ออกมา ทำเอาหลี่ชิงชิงเขินอายจนหน้าแดงก่ำไปหมด จะว่าไปแล้วนางยังไม่มีระดูเลย เข้าหอกับหวังเฮ่านางก็ยังไม่ได้เข้า แล้วจะไปตั้งท้องได้อย่างไร?
เมื่อได้ยินคำว่าตั้งครรภ์สองคำนี้แล้ว จางซื่อก็มองไปที่หวังจื้ออย่างรวดเร็ว เห็นสายตาของหวังจื้อเอาแต่จับจ้องอาหารทั้งหลายบนโต๊ะแล้ว จึงได้แต่ก้มหน้าลง
หลิวซื่อหันไปเอ่ยกำชับกับหวังจื้อและจางซื่อ “วันพรุ่งนี้พวกข้าออกเดินทางแล้ว พวกเ้าสองคนก็คอยดูแลชงเยวี่ยและดูแลบ้านให้ดี มีเื่อันใดก็ไปหาท่านผู้นำตระกูล”
“ท่านแม่วางใจเถิด” หวังจื้อเองก็อยากไปเยี่ยมหวังเฮ่า แต่ในฐานะที่เป็บุตรคนโต จึงจำต้องอยู่ดูแลบ้านตามคำของบิดามารดา อีกอย่างบุตรสาวตัวน้อยของเขาก็เพิ่งจะอายุได้ไม่กี่เดือน ไม่เหมาะพาออกเดินทางไกล
“วันปีใหม่นี้ข้าไม่กลับไปบ้านเดิมแล้ว บ้านเดิมจะเป็ฝ่ายมาเยี่ยมข้าเ้าค่ะ” จางซื่อเคยบอกเื่นี้ไว้ก่อนแล้ว เพื่อที่จะให้จางซื่อได้อยู่ดูแลบ้านกับหวังจื้อได้อย่างสบายใจ ตระกูลจางจึงไม่ให้จางซื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน ทั้งยังเป็ฝ่ายเสนอว่าจะเป็ฝ่ายมาเยี่ยมจางซื่อที่บ้านตระกูลหวังด้วยตนเอง
หลี่ชิงชิงไม่เอ่ยถึงเื่บ้านเดิมเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเื่กลับไปบ้านนางยังไม่กลับไป นับประสาอะไรกับวันปีใหม่ ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ นางเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนในครอบครัวฝั่งมารดาจะมาเยี่ยมนางในวันปีใหม่เช่นกัน
หลิวซื่อตัดขาดกับบ้านเดิมมานานแล้ว หลายปีมานี้ไม่เคยกลับบ้านเดิมเลยสักครั้ง ทว่า่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ทางฝั่งบ้านเดิมได้ยินว่าตระกูลหวังมีชีวิตความเป็อยู่ดีขึ้น ทั้งสร้างเรือนอิฐ ทั้งขุดบ่อน้ำ จึงไหว้วานให้คนมาแจ้งข่าวกับหลิวซื่อว่าขอแค่หลิวซื่อกลับไป ก็จะไม่ถือสาหาความเื่เก่าก่อน แต่หลิวซื่อไม่คิดกลับไปมานานแล้ว ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งไม่ได้บอกเื่นี้กับผู้เฒ่าหวังด้วย
หลังทานอาหารคืนวันส่งท้ายปีกันเสร็จเรียบร้อย หลี่ชิงชิงก็นำแป้งที่จะทอดออกมาทอดั้แ่ตอนนี้
เมื่อแป้งทอดโรยงาทอดออกมา กลิ่นหอมฉุยก็โชยเข้าจมูก
ปริมาณในการทำน้ำตาลของแคว้นต้าถังนั้นน้อยมาก น้ำตาลกลายเป็สิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับประชาชน ครั้นตระกูลหวังมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น หลี่ชิงชิงก็มักจะซื้อน้ำตาลมาทานกับคนในครอบครัวเป็ประจำ
แม้จะเป็เช่นนี้ คนในตระกูลหวังก็ยังคงชอบทานน้ำตาลกันมากอยู่ดี
หลี่ชิงชิงทอดทั้งแป้งทอดน้ำตาล แป้งทอดต้นหอม ทุกชิ้นมีขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ เนื้อแป้งนิ่มด้วยทำมาจากแป้งหมัก ทำให้เมื่อทอดออกมาแล้วตัวแป้งทอดจึงทั้งบางทั้งนิ่ม เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดี
ผู้เฒ่าหวังกับหลิวซื่อทานอาหารคืนส่งท้ายปีจนท้องอิ่มแล้ว ทว่าเมื่อได้กลิ่นหอมฉุยของแป้งทอดลอยมาก็อดใจไม่ไหว วิ่งเข้าห้องครัวไปทานแป้งทอด
หวังจื้อกับจางซื่อที่ล้างจานชามและเก็บเตาอยู่ด้านข้างยิ่งอดใจไม่ไหว แป้งทอดกระทะแรกสุกแล้วก็นำมาทานทันที พร้อมทั้งเอ่ยชมด้วยความตื่นตะลึง “แป้งทอดนี่อร่อยจริงๆ!” “อร่อยยิ่งกว่าซาลาเปาเสียอีก!”
หลิวซื่อทนฟังซาลาเปาถูกเอาไปเทียบกับอาหารอย่างอื่นไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้นมาเสียงดังลั่น “แป้งทอดเทียบกับซาลาเปาไม่ได้ ในแป้งทอดไม่มีไส้อะไรเลย”
ผู้เฒ่าหวังกังวลว่าหวังเฮ่าจะไม่ได้กินแป้งทอด “ชิงชิง แป้งทอดนี่สามารถเก็บไว้ได้หรือไม่?”
“เก็บได้เ้าค่ะ” แป้งทอดที่หลี่ชิงชิงทำนั้นบางมาก พอเอาลงไปวางในกระทะที่มีน้ำมันอยู่สักพักหนึ่งก็พลิกอีกด้านได้แล้ว ทอดจนทั้งสองด้านมีสีเหลืองทองจึงตักออกมาได้ หนึ่งกระทะสามารถทอดได้เจ็ดถึงแปดชิ้นในคราวเดียว
ผู้เฒ่าหวังเอ่ย “เช่นนั้นก็ทอดให้มากหน่อย พรุ่งนี้จะได้เอาไปให้หวังเฮ่า”
“ท่านพ่อเ้าคะ วันนี้ข้าคิดแล้วคิดอีกว่าพวกเราไปกันหลายคนขนาดนี้ พอไปถึงค่ายทหารแล้ว หากจะให้พักในโรงเตี๊ยม ค่ากินค่าอยู่ก็จะแพงเกินไป ไม่สู้ลองหาดูว่าพอจะมีบ้านของชาวบ้านให้เช่าระยะสั้นๆ สักหลังเ้าค่ะ” ขณะที่หลี่ชิงชิงพูดมือก็ขยับไม่หยุด นางใช้ตะเกียบคีบแป้งทอดสีทองอร่ามในกระทะขึ้นไปวางในกระจาด้าเตาอย่างรวดเร็ว
จางซื่อตกตะลึง พึมพำเบาๆ “พวกเราจะพักในบ้านชาวบ้าน?”
จากประสบการณ์ทั้งชีวิตของจางซื่อ นางเคยได้ยินแค่คำว่าโรงเตี๊ยมเท่านั้น ไม่เคยได้ยินเื่เช่าบ้านชาวบ้านระยะสั้น อีกประการ สำหรับคนจนที่ไม่มีเงินทองแล้ว ปกติยามต้องค้างแรมข้างนอกมักจะไม่ได้พักที่โรงเตี๊ยม แต่มักจะค้างแรมตามอารามร้างหรือไม่ก็อาศัยตามชายคาบ้านผู้อื่น
“ใช่เ้าค่ะ ถึงเวลานั้นพวกเราก็เข้าไปอยู่ในบ้านชาวบ้าน ทั้งราคาถูก ด้านในยังมีเตามีหม้อให้ พวกเราสามารถทำอาหารกันเองได้เ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้าจะทำของกินให้หวังเฮ่า ไม่ว่าจะซาลาเปา แป้งทอด เกี๊ยว ผัดผักหรืออะไรก็ทำได้ทั้งนั้น อีกทั้งอาหารก็ยังอุ่นๆ หวังเฮ่าจะได้ทานของอร่อยๆ”
หวังพั่นตี้พี่น้องเดินออกมาจากด้านในห้องครัว ในมือของทุกคนล้วนถือแป้งทอดคนละแผ่น กินจนมีคราบน้ำมันเปื้อนเต็มปาก
หวังพั่นตี้สวมเสื้อผ้านวมตัวใหม่ กางเกงผ้านวมตัวใหม่ และรองเท้าผ้าคู่ใหม่เอี่ยม นี่เป็การฉลองปีใหม่ที่ดีที่สุดของนางนับั้แ่ลืมตาดูโลกมา กลิ่นหอมๆ ของแป้งทอดทำให้นางยิ้มซื่อๆ ออกมาอย่างมีความสุข ทว่าพอยืนได้สักพักก็ต้องเอ่ยออกมา “ข้างนอกหนาว”
หวังฉิวตี้พูดจาออดอ้อน “พี่หญิงใหญ่ ข้าอยากดูประทัด”
หวังเจาตี้ส่ายหน้าไปมาแล้วกล่าว “ข้างนอกหนาว ข้าจะเข้าไปกินแป้งทอดในห้อง”
“น้องสามตามพวกเราเข้าห้องเถิด” หวังพั่นตี้กินแป้งทอดในมือจนหมด รู้สึกว่าท้องแทบจะแตกอยู่รอมร่อ
เมื่อสามพี่น้องเดินเข้ามาในห้อง ก็เอ่ยกับหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ที่กำลังกินผลไม้แห้งพลางคุยเล่นกันอยู่ว่า “แป้งทอดของท่านอาสะใภ้สามอร่อยยิ่งนัก อาเล็ก อาหญิงเล็ก พวกท่านรีบไปกินที่ห้องครัวเร็วเ้าค่ะ”
หลี่ชิงชิงทอดแป้งทอดเสร็จก็เห็นว่าในห้องครัวยังมีเต้าหู้อีกสองสามชิ้น จึงให้หวังจื้อเอาเต้าหู้ไปสับและผสมเข้ากับหมูสับ ใส่ต้นหอมและเครื่องปรุงลงไปอีกเล็กน้อย จากนั้นก็ทอดเป็ลูกชิ้นเต้าหู้หมูสับ
ได้นอนหลับพักผ่อนอยู่สองวัน อาการเหนื่อยล้าตามร่างกายจึงดีขึ้นมาก พอกระปรี้กระเปร่ามีกำลังแล้วก็เริ่มทำอาหาร
ลูกชิ้นเต้าหู้หมูสับทอดเป็ของกินที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง รสชาติแตกต่างจากแป้งทอด ทว่าล้วนอร่อยมากเหมือนกันทั้งคู่
คนตระกูลหวังแทบอยากให้ตนมีท้องงอกออกมาอีกหนึ่ง เพื่อใส่ของอร่อยพวกนี้ลงท้อง
ตามประเพณีของเมืองเซียง เมื่อทานอาหารคืนสิ้นปีเรียบร้อยและเฝ้าปีจนถึงยามจื่อ [1] ทุกคนก็จะทานไข่ต้มพุทราแดงคนละชาม ด้วยแฝงความนัยว่าครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า และชีวิตชื่นมื่นมีสุขตลอดปี
พอถึงยามจื่อ คนตระกูลหวังไหนเลยจะมีคนทานไข่ต้มพุทราแดงลงได้อีก ทว่าประเพณียังคงต้องรักษาไว้และปฏิบัติตาม ทุกคนจึงมารวมตัวกันทานคนละสองถ้วย
เสียงประทัดด้านนอกดังสนั่น แต่ละครัวเรือนในหมู่บ้านหวังล้วนจุดประทัดปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันด้วยความดีใจ
ผู้เฒ่าหวังเป็ห่วงต้าหวง จึงตั้งใจไปดูมันที่คอกสักหน ทั้งยังเติมถั่วให้ต้าหวงอีกหนึ่งกำมือ
คนฉลองปีใหม่แล้ว วัวก็ต้องฉลองปีใหม่เช่นกัน
ยามที่หวังเลี่ยงพาหวังเจาตี้สามพี่น้องไปจุดประทัดทั้งหกชุด หลี่ชิงชิงก็เอนตัวนอนอยู่ในรังผ้าห่มแล้ว
วันสิ้นปีครั้งแรกของหลี่ชิงชิงในแคว้นต้าถังก็จบลงด้วยประการฉะนี้
วันที่หนึ่งเดือนแรกของปี แสงอรุณสะท้อนอยู่บนผืนน้ำแข็งขนาดใหญ่ มีผู้คนหลายสิบคนยืนอยู่ที่ด้านนอกรั้วบ้านตระกูลหวัง
“ท่านอาห้า มีแขกมาบ้านพวกท่านขอรับ!”
-------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ยามจื่อ (子时) หมายถึง ่เวลา 23.00 น. – 01.00 น.
