"อ๊ะ สือเจียงหย่วน มาได้จังหวะพอดีเลย พวกเราเอานี่กลับบ้านกัน ฉันเหนื่อยจะแย่แล้ว"
คังอิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอโยนกระป๋องชาทั้งหลายใส่เบาะหลังฝั่งคนขับของสือเจียงหย่วน แล้วก็ปีนขึ้นรถไป
ในเมื่อมีรถแล้ว เธอก็คงกลับบ้านได้อย่างรวดเร็ว คังอิงจึงไม่อยากกินร้านข้างทางอีกต่อไป กลับไปบ้านทำก๋วยเตี๋ยวกินเองจะดีกว่า
สือเจียงหย่วนที่เห็นเธอทำตัวสนิทสนมกับเขาขนาดนี้ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ "ผมเดาไว้แล้วล่ะ ว่าคุณคงจะอ่านหนังสือเพลินจนลืมเวลา บ้านน้ารองของผมไม่มีรถประจำทางผ่าน ผมเลยลองแวะมาดูว่าคุณยังอยู่ไหม ไม่คิดเลยว่าคุณจะยังไม่กลับจริงๆ"
"ถ้าฉันกลับไปเร็วกว่านี้ คุณก็คงจะไม่ได้เจอแล้วล่ะ ช่างบังเอิญจริงๆ" คังอิงพูด
"ใช่ๆ ช่างบังเอิญจริงๆ" สือเจียงหย่วนตอบรับ
อันที่จริงมันเป็เื่บังเอิญที่ไหนกัน ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้สือเจียงหย่วนจอดรถอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เขาเห็นคังอิงกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านหนังสือซินหัวผ่านทางหน้าต่างกระจก ถึงได้จอดรถรอเธออยู่ตรงนั้น
คังอิงอ่านหนังสือเพลินจนลืมเวลา เขาก็เลยรอเธออยู่อีกฝั่งหนึ่ง
พอคังอิงเดินออกมาจากร้านหนังสือ เขาก็ค่อยขับรถมา
ถึงแม้ว่าเขาสามารถพูดอย่างเปิดเผยได้ว่าเขาตั้งใจมารอเธอ แต่สือเจียงหย่วนกลัวคังอิงจะรู้สึกเป็หนี้บุญคุณ เพราะแบบนี้เขาจึงแสร้งทำเป็ว่าบังเอิญเจอกัน
"คุณไม่ได้ซื้อหนังสือหรือ?" สือเจียงหย่วนพลั้งปากถามขึ้น
คังอิงไม่รู้สึกเขินอายอะไร เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา "ไม่ได้ซื้อ ฉันแค่อ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความรู้พวกนี้เก็บไว้ในสมองก็คงไม่ลืมง่ายๆ พอจำอะไรได้หมดแล้ว ซื้อหนังสือมาก็คงไม่มีประโยชน์อะไร หนังสือพวกนั้นก็เหมือนกับอ้อยที่ถูกฉันคั้นน้ำจนหมดแล้ว คงไม่จำเป็มั้งที่ต้องซื้อกากอ้อยต่อ"
สือเจียงหย่วนได้ยินทฤษฎีนี้ก็รู้สึกสนุกขึ้นมา “หรือว่าคุณจะมีความจำเป็เลิศ จำได้ทุกอย่างที่เคยอ่านผ่านตา?”
“ฉันไม่กล้าพูดหรอกว่าจะจำได้ทุกอย่าง เพียงแต่ความจำของฉันค่อนข้างดีเท่านั้นเอง”
สิ่งที่ทำให้คังอิงมีความสุขที่สุดก็คือ ความจำอันยอดเยี่ยมของเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยหลังจากที่ข้ามภพมา
แต่ก่อนความจำอันยอดเยี่ยมนี้ช่วยให้เธอเรียนหนังสือเก่ง ตอนนี้มันกลายเป็เครื่องมือช่วยชีวิต
สือเจียงหย่วนขับรถออกจากตัวเมืองพลางเอ่ยถาม “ถ้าวันนี้คุณไม่เจอผมแบบนี้ คุณวางแผนจะกลับบ้านยังไง?”
คังอิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “น่าจะเดินกลับนะ”
“เดินไกลขนาดนั้นจะกลับถึงบ้านตอนไหน? ทำไมคุณไม่ลองส่งข้อความหาเพจเจอร์ของผมล่ะ? ผมจะได้ไปรับคุณ” สือเจียงหย่วนเตือนคังอิง
“อ้อ จริงด้วย ยังมีเพจเจอร์นี่นา ฉันลืมไปเลย” คังอิงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ เธอลืมเื่นี้ไปเลยจริงๆ ไม่ทันคิดว่าจะติดต่อสือเจียงหย่วนยังไงดี
สือเจียงหย่วนหัวเราะไม่ออก นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย? เห็นๆ อยู่ว่าคังอิงเป็คนขอให้เขาซื้อเพจเจอร์เพื่อติดต่อกันได้สะดวก แต่พอมีแล้ว เธอกลับลืมใช้เสียอย่างนั้น
กล่าวจบ คังอิงก็รู้สึกเขินๆ เธอหัวเราะแห้งๆ “ฉันยังไม่ค่อยชินน่ะ ลืมไปเลยว่าซื้อเพจเจอร์มาแล้ว”
จริงอยู่ที่แต่ก่อนเธอใช้โทรศัพท์มือถือตลอด แต่เพจเจอร์เป็สิ่งของที่คังอิงไม่เคยใช้มาก่อน
เธอกลัวว่าสือเจียงหย่วนจะเข้าใจผิดคิดว่าเธอขอให้เขาซื้อเพจเจอร์ให้ เพราะอยากอวดรวย โชคดีที่สือเจียงหย่วนไม่ได้โกรธ
พอรถมาถึงหน้าบ้านสันโดษแสนสงบ ลูกสุนัขตัวน้อยภายในบ้านก็ส่งเสียงเห่า ‘โฮ่งๆ’ ขึ้นมาทันที
สือเจียงหย่วนยิ้มพลางพูดว่า “เ้าหมาน้อยนี่เสียงดังใช้ได้เลยนะ คงเฝ้าบ้านได้ดีเลย! มันชื่ออะไร? คุณตั้งชื่อให้มันหรือยัง?”
คังอิงตอบ “ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลยค่ะ ถ้าคุณไม่พูด ฉันก็คงลืมไปแล้ว”
“แล้วคุณวางแผนจะตั้งชื่ออะไรให้มันล่ะ?” สือเจียงหย่วนถามอย่างสนใจ
คังอิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตั้งชื่อว่า วั่งฉาย [1] แล้วกัน ชื่อนี้ดี เรียกไปเรียกมา อาจจะร่ำรวยขึ้นมาก็ได้”
สือเจียงหย่วนยิ้ม “ชื่อนี้ไม่เลว ติดหูดี”
คังอิงเปิดประตูรั้วเหล็กแล้วเดินเข้าไปในลานบ้าน ลูกสุนัขตัวน้อยวิ่งออกมาจากลานบ้านมาคลอเคลียอยู่ข้างๆ เท้าของเธอ
"หิวแล้วหรือ? เดี๋ยวฉันจะรีบไปทำอาหารให้กินนะ วั่งฉาย ต่อไปนี้เธอชื่อวั่งฉายนะ รู้ไหม?"
คังอิงย่อตัวลงลูบหัวลูกสุนัขเบาๆ
เห็นเ้าของย่อตัวลง วั่งฉายจึงมองคังอิงกับสือเจียงหย่วนด้วยดวงตากลมโตเป็ประกายวิบวับ ราวกับว่ามันเข้าใจคำพูดของคังอิง เสียงเห่า ‘โฮ่งๆ’ ของมันเปลี่ยนเป็เสียงออดอ้อน ‘หงิงๆ’ หางน้อยๆ ของมันส่ายไปมา น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ
คังอิงลูบหัวของมันเบาๆ พลางพูดว่า “เชื่อฟังนะ เดี๋ยวจะให้กระดูกชิ้นโตเป็รางวัล”
สือเจียงหย่วนเอ่ยถามอย่างสงสัย “ลูกหมาตัวเล็กๆ แบบนี้กินกระดูกได้เหรอ?”
คังอิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ น่าจะกินไม่ได้ละมั้ง งั้นก็ช่างมันเถอะ ฉันสับเนื้อใส่ในข้าวให้มันกินดีกว่า”
ชาติที่แล้วคังอิงก็ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน เธอไม่รู้ว่าสุนัขกินอะไรบ้าง เธอคิดว่าสุนัขตัวใหญ่คงกินอะไรก็ได้ ส่วนลูกสุนัขคงต้องพิถีพิถันหน่อย
หลังจากตัดสินใจแบบนี้แล้ว คังอิงค่อยสังเกตเห็นว่าสือเจียงหย่วนยังไม่กลับไป ทว่าเธอคงไม่ใจร้ายถึงขั้นที่พอเขามาส่งเธอกลับถึงบ้านแล้ว เธอจะไล่เขาออกจากบ้านหรอกนะ?
คังอิงจึงเอ่ยถามเขาว่า “คุณกินข้าวเย็นมาหรือยัง?”
“ยังไม่ได้กินเลย” สือเจียงหย่วนส่ายหน้า “ผมยุ่งจนไม่มีเวลากินข้าว”
“พอดีเลย ฉันกำลังจะทำอาหารพอดี จะทำเผื่อคุณด้วย คุณอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันสิ”
คังอิงกล่าวจบก็พลันรู้สึกว่าทักษะการขอข้าวกินของสือเจียงหย่วนนั้นพัฒนาขึ้นมาก
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เธอติดหนี้บุญคุณเขาเยอะเกินไป
“ได้สิ” สือเจียงหย่วนพยักหน้ารับอย่างไม่เกรงใจ ไม่ว่าคังอิงจะทำอาหารอะไร เขาก็รู้สึกว่ามันอร่อยมาก
อาจจะเป็เพราะเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอหลี่ว์มาก่อน อาหารที่คังอิงทำจึงถูกปากเขา
พูดตามตรงแล้ว เดิมทีเขาไม่ได้คิดจะขอข้าวเธอกิน แต่หลังจากที่คังอิงลงจากรถไป เขาก็เผลอจอดรถแล้วเดินตามเข้ามา จากนั้นเขาก็เลยได้อยู่กินข้าวที่นี่โดยไม่รู้ตัว
คังอิงทำอาหาร ส่วนสือเจียงหย่วนก็เดินไปชงชาใต้ต้นหอมหมื่นลี้อย่างชำนาญ
พอเห็นว่าสือเจียงหย่วนจะชงชา คังอิงจึงเดินออกมาพลางพูดว่า “นี่ ชาที่ฉันซื้อมาวันนี้ คุณลองชิมดูสิ รสชาติเป็ยังไงบ้าง เขาบอกว่าเป็ชาจากหมู่บ้านูเากวน ราคาชั่งละสิบสามหยวน”
พอสือเจียงหย่วนได้ยินเช่นนั้น เขาก็บอกว่า “แพงไป”
คำพูดของสือเจียงหย่วนทำให้คังอิงเสียหน้าเล็กน้อย เพราะแต่ก่อนเธอเป็ถึงเซียนชาเลยนะ
“แล้วคุณคิดว่าราคาเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าล่ะคะ?” คังอิงเอ่ยถาม
“ชาดีๆ ก็ชั่งละเจ็ดแปดหยวน ส่วนชาธรรมดาก็สามสี่หยวน” สือเจียงหย่วนตอบ
“ถูกขนาดนั้น ชาวไร่ชาจะอยู่ได้ยังไงกันคะ?”
คังอิงเบิกตากว้างอย่างใ สือเจียงหย่วนที่รู้สึกสนุกขึ้นมาจึงกล่าวว่า “คุณเป็คนดื่มชา ก็แค่มองหาชาที่ถูกและอร่อยก็พอแล้ว จะไปสนใจทำไมว่าคนปลูกชาจะอยู่ยังไง?”
“ไม่นะ ไม่ถูก คนดื่มชายังไงก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนปลูกชา ไม่งั้นหากไม่มีกำไรคนปลูกชาจะมุ่งมั่นผลิตชาดีๆ ได้อย่างไร?” คังอิงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้
“ตอนนี้ราคาชาเป็แบบนี้แหละ ขายไม่ได้ราคา ผมได้ยินมาว่าเกษตรกรที่ปลูกชาบางคนโค่นต้นชาทิ้ง แล้วเปลี่ยนไปปลูกผลไม้อื่นๆ แทน” สือเจียงหย่วนกล่าว
“จริงเหรอคะ? มีคนโค่นต้นชาทิ้งเยอะไหม? เป็ชาวสวนที่หมู่บ้านไหน?” คังอิงได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเป็อย่างยิ่ง
“หมู่บ้านูเากวนก็โค่นทิ้งเยอะเหมือนกัน คนที่นั่นปลูกชากันมาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษ ต้นชาบางต้นก็อายุหลายร้อยปีแล้ว คงมีแต่ต้นชาอายุมากกว่าร้อยปีที่ไม่มีใครกล้าโค่นทิ้ง ส่วนพวกที่ปลูกทีหลังได้ยินมาว่าโค่นทิ้งไปเยอะ” สือเจียงหย่วนกล่าว
เชิงอรรถ
[1] วั่งฉาย (旺財) หมายถึง โชคลาภ เงินทอง ความร่ำรวย มั่งคั่ง
