แสงแดดอ่อนๆ ยามสายลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเล็กที่อยู่สูงเสียดฟ้า สาดส่องลงมากระทบเปลือกตาบางใสของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม้สลักลวดลายวิจิตร
แอนขยับตัวตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมความแข็งกระด้างของพื้นหินและความชื้นแฉะของฟางเน่าหายไป แทนที่ด้วยัันุ่มนวลของฟูกหนาที่ยัดด้วยนุ่นชั้นดี และความอบอุ่นจากผ้าห่มขนสัตว์ผืนใหญ่ที่ห่อหุ้มร่างของเธอเอาไว้ราวกับรังไหม
“อื้อ”
เสียงครางงัวเงียดังขึ้นในลำคอระหง เธอค่อยๆ ปรือตาขึ้นปรับโฟกัส ภาพตรงหน้าไม่ใช่เพดานหินสีดำของคุกใต้ดิน แต่เป็เพดานไม้ขัดมันเงาวับ ผนังห้องประดับด้วยพรมทอขนสัตว์ลวดลายแปลกตา เครื่องเรือนทำจากไม้เนื้อแข็งดูแข็งแรงและมีราคา
นี่ไม่ใช่คุกหรืออย่างน้อย ก็ไม่ใช่คุกที่เธอรู้จัก
แอนผุดลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาฉายชัดท่านอ๋องหน้ากากเหล็กคนนั้นหลี่เหว่ย ผู้ชายที่เกือบจะฆ่าเธอ แต่สุดท้ายก็โยนผ้าห่มให้ แล้วสั่งย้ายเธอมาที่นี่
“ห้องรับรองนักโทษวีไอพีงั้นเหรอ?”
แอนกวาดสายตามองไปรอบห้อง
แม้ห้องนี้จะดูดีกว่าคุกใต้ดินหลายพันเท่า มีเตียง มีโต๊ะเครื่องแป้ง มีพรมปูพื้น แต่สิ่งที่ยืนยันสถานะของเธอก็ยังคงชัดเจน ลูกกรงเหล็กหนาทึบที่ถูกติดตั้งซ้อนทับหน้าต่างไม้ และประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกลงกลอนแ่าจากด้านนอก
เธอยังคงเป็นักโทษ เป็นักโทษในกรงทอง
แอนถอนหายใจยาว พลันสายตาเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ภาพที่เห็นทำให้เธอแทบกรีดร้องออกมา
“ตายแล้ว! ยัยแอน สภาพดูไม่ได้เลย”
ใบหน้าหวานที่เคยเฉิดฉายบนปกนิตยสาร ยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นโคลนและคราบน้ำตา ผมเผ้าพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนกกระจอก ชุดไทยจักรีที่เคยสง่างาม ขาดวิ่นและมอมแมมจนดูเหมือนผ้าขี้ริ้ว
“ไม่ได้การถ้าอีตาอ๋องนั่นมาเห็นฉันในสภาพนี้ เขาคงนึกว่าเก็บศพมาเลี้ยงแน่ๆ”
สัญชาตญาณนางเอกซูเปอร์สตาร์ทำงานทันที แอนลากสังขารที่ยังปวดเมื่อยไปที่อ่างล้างหน้าทองเหลืองที่มีน้ำใสสะอาดบรรจุอยู่เต็มเปี่ยม ข้างๆ มีผ้าเช็ดหน้าผืนขาวสะอาดวางเตรียมไว้ให้
เธอวักน้ำเย็นฉ่ำขึ้นล้างหน้า ความสดชื่นของน้ำช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าและคราบสกปรกออกไป เผยให้เห็นผิวพรรณที่แท้จริง ผิวหน้าขาวใสอมชมพูระเรื่อที่ปราศจากเครื่องสำอาง แต่กลับดูงดงามบริสุทธิ์ยิ่งกว่าตอนแต่งหน้าจัดเต็มเสียอีก หยดน้ำเกาะพราวตามกรอบหน้าและขนตายาวงอน ส่งให้ใบหน้านั้นดูฉ่ำน้ำและน่าัั
เมื่อจัดการกับใบหน้าเสร็จ แอนหันมาจัดการกับเครื่องแต่งกาย ปัญหาใหญ่คือสไบที่ขาดวิ่น
“เอาล่ะในเมื่อมันขาดแล้ว ก็ต้องพลิกวิกฤตให้เป็โอกาส”
แอนกัดริมฝีปากใช้ความคิด เธอตัดสินใจดึงชายสไบที่ขาดรุ่งริ่งมาพันทบกันใหม่ แทนที่จะพาดเฉียงปิดมิดชิดแบบกุลสตรีศรีสยาม เธอจงใจพันมันให้รัดรึงรอบทรวงอกอิ่มแน่นขึ้น ดันให้เนินเนื้อขาวผ่องอูมล้นออกมาเหนือขอบผ้ามากกว่าเดิมเล็กน้อยไม่โป๊จนน่าเกลียด แต่วับแวมจนละสายตาไม่ได้
ชายผ้าที่เหลือ เธอปล่อยให้ทิ้งตัวลงมาคลอเคลียต้นแขนและแผ่นหลังเปลือยเปล่า เผยให้เห็นไหปลาร้าสวยงามและลำคอระหงที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ส่วนผ้านุ่งจีบหน้านาง เธอจัดระเบียบใหม่ให้กระชับเข้ากับเอวคอดกิ่วและสะโพกผาย แต่จงใจดึงชายพกให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่เวลาเดิน หรือเวลานั่งเรียวขาขาวเนียนจะได้โผล่ออกมาทักทายโลกภายนอก
แอนหมุนตัวหน้ากระจกทองเหลือง ส่งสายตายั่วยวนให้เงาสะท้อนของตัวเอง
“โอเคสวยแพงแต่แฝงความร้ายกาจนี่ แหละลุคที่จะสยบท่านอ๋อง”
เสียงปลดล็อกแม่กุญแจและเสียงประตูไม้เปิดออกดังขึ้นขัดจังหวะการโพสท่าหน้ากระจก แอนสะดุ้งเล็กน้อย รีบปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยและสงบเสงี่ยม แต่แฝงความหวาดกลัวนิดๆ ตามบทบาท
ร่างสูงใหญ่ของหลี่เหว่ยก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทันที
วันนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดเกราะเต็มยศ แต่สวมชุดคลุมไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน สาบเสื้อแหวกกว้างเผยให้เห็นแผงอกแกร่งและลำคอหนาที่มีกล้ามเนื้อขึ้นเป็ลำ ชายแขนเสื้อพับขึ้นสูงอวดท่อนแขนกำยำที่มีเส้นเืปูดโปนจากการกรำศึก ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบขึ้นเป็มวยสูง ปักด้วยปิ่นหยกขาว ดูหล่อเหลา สง่างามและอันตราย
ตามหลังเขามาคือสาวใช้สองคน ที่ยกถาดอาหารส่งกลิ่นหอมฉุยเข้ามาวางบนโต๊ะกลางห้อง
ไก่อบสมุนไพร
จมูกไวๆ ของแอนทำงานทันทีที่ได้กลิ่นหอมของหนังไก่ย่างเกรียมๆ ผสมกับกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรง น้ำย่อยในกระเพาะที่ว่างเปล่ามาข้ามวันเริ่มประท้วงด้วยเสียงโครกคราก
สาวใช้วางสำรับลง มีทั้งไก่อบตัวโต ซุปเนื้อตุ๋นยาจีนควันฉุย ข้าวสวยร้อนๆ และผักดองเครื่องเคียง ก่อนจะรีบถอยฉากออกไปอย่างรู้งาน ทิ้งให้ในห้องเหลือเพียงผู้ล่าและเหยื่อ
หลี่เหว่ยเดินมาหยุดที่โต๊ะอาหาร เขาไม่ได้นั่งลง แต่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ สายตาคมกริบจ้องมองแอนั้แ่หัวจรดเท้าสำรวจความเปลี่ยนแปลงของนาง
ในสายตาของเขาสตรีตรงหน้าดูเปลี่ยนไปจากเมื่อคืน
เมื่อคืนนางดูเหมือนลูกนกเปียกน้ำที่น่าสงสาร แต่เช้านี้นางดูเหมือนดอกบัวงามที่โผล่พ้นน้ำ ผิวพรรณที่ชำระล้างแล้วขาวกระจ่างตาราวกับหยกเนื้อดี ชุดที่นางจัดแจงใหม่นั้นช่างร้ายกาจนัก มันปิดในสิ่งที่ควรปิด แต่กลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าให้เด่นชัดยิ่งกว่าการเปลือยกายเสียอีก
โดยเฉพาะเนินอกคู่นั้นที่ขาวผ่องและอัดแน่นอยู่ภายใต้ผ้าแพรสีกลีบบัว ยามนางหายใจ มันกระเพื่อมไหวขึ้นลงล่อตาล่อใจจนเขาต้องเผลอกลืนน้ำลาย
“กินซะ!” หลี่เหว่ยออกคำสั่งเสียงเรียบ พยายามเบนสายตาไปมองไก่ย่างแทน
แอนเงยหน้ามองเขา ตาเป็ประกาย
“ท่านอ๋องให้ฉันเอ้ย ข้ากินได้จริงๆ เหรอ?”
“ข้าไม่นิยมเลี้ยงนักโทษให้ผอมโซ เดี๋ยวจะตายคาคุกไปเสียก่อน” เขาตอบกวนๆ “แต่มีข้อแม้เ้านั่งลงกินตรงนี้ และต้องกินให้หมด ต่อหน้าข้า”
“ต่อหน้าท่าน? ท่านจะยืนเฝ้าข้ากินข้าวเนี่ยนะ?” แอนเลิกคิ้ว
“ข้าต้องตรวจสอบว่าเ้าไม่คิดตุกติก หรือซ่อนอาวุธไว้ในอาหาร นั่งลง”
แอนแอบเบ้ปากในใจ ข้ออ้างชัดๆ อีตาโรคจิต อยากดูคนกินข้าว
แต่ความหิวไม่เข้าใครออกใคร แอนนั่งบนตั่งไม้หน้าโต๊ะอาหาร เธอพนมมือไหว้ไก่ย่างหนึ่งทีเป็การขอบคุณ แบบติดนิสัยคนไทย แล้วลงมือจัดการ
ปัญหาคือไม่มีช้อนส้อม มีแต่ตะเกียบไม้คู่หนึ่งวางอยู่
แอนถอนหายใจ เธอใช้ตะเกียบไม่เก่ง ยิ่งต้องมาคีบไก่ทั้งตัวแบบนี้คงได้ทำหกเลอะเทอะแน่ๆ
“เอาวะเปิบมือเนี่ยแหละ วัฒนธรรมไทยแท้”
แอนตัดสินใจล้างมือในอ่างน้ำเล็กๆ ที่เตรียมไว้ เช็ดมือจนแห้ง แล้วยื่นนิ้วเรียวยาวขาวผ่องทั้งห้านิ้วลงไปที่น่องไก่
หลี่เหว่ยยืนมองการกระทำนั้นด้วยความแปลกใจ ชาวแดนเหนือใช้มีดแล่เนื้อ หรือใช้ตะเกียบ แต่นางกลับใช้มือเปล่า?
แต่วินาทีต่อมาความแปลกใจก็แปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกอื่นที่ร้อนแรงกว่านั้น นิ้วมือเรียวยาวของแอนค่อยๆ บรรจงฉีกน่องไก่อย่างนุ่มนวล ผิวััของหนังไก่ที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำมันเคลือบลงบนปลายนิ้วสวยงามของนางจนเป็มันวาว เธอฉีกเนื้อไก่สีขาวนุ่มที่มีควันกรุ่นๆ ออกมา แล้วค่อยๆ ส่งมันเข้าปาก
ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่ออ้าออกเล็กน้อยรับชิ้นเนื้อเข้าไป ฟันซี่เล็กๆ ขบกัดเนื้อนุ่ม เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย แก้มป่องๆ ขยับไปมาดูน่ารักน่าชัง
