กลิ่นอายของหอนางโลมในยามราตรีอบอวลไปด้วยควันเทียนไขและกลิ่นหอมจากธูปนำเข้าแดนจากไกล ผสมปนเปกับกลิ่นเหล้าเบียร์และเหล้าองุ่นราคาถูก เสียงพิณและขลุ่ยดังแว่วมาจากมุมห้อง แข่งกับเสียงหัวเราะและเจรจาของแขกที่มาเยือน
แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ตามผนังไม้เก่า ส่องให้เห็นภาพวาดหยาบๆ บนกำแพง บ้างเป็ภาพสตรีเปลือยกาย บ้างเป็ภาพทิวทัศน์ทะเล ม่านผ้าไหมสีแดงเก่าคลุ้มถูกแขวนกั้นเป็ช่องๆ สร้างความเป็ส่วนตัวให้แขกที่นั่งอยู่ด้านใน
ชาร์ลส์นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ยาว จิบเหล้าราคาถูกที่มีรสขมเฝื่อน แก้วดีบุกในมือเขามีรอยบุบและขูดขีด บ่งบอกถึงการใช้งานมายาวนาน
หญิงสาวในชุดกระโปรงสุ่มยาวสีแดงสด ผ้าโปร่งบางเผยให้เห็นเรือนร่างด้านใน เดินเข้ามาใกล้ ผมสีน้ำตาลของเธอถูกมัดรวบขึ้นอย่างหลวมๆ ปล่อยให้ปอยผมตกลงมาระแก้ม กลิ่นน้ำหอมที่ทำจากดอกไม้และสมุนไพรลอยตามมา
"คุณชายดูเหงาๆ นะคะ" เธอทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เสียงกระซิบของเธอหวานละมุน "อยากให้ดิฉันเป็เพื่อนไหม?"
ชาร์ลส์หันไปมองเธอ สังเกตเห็นแป้งสีขาวที่ทาบนใบหน้าและสีแดงที่แต้มบนริมฝีปาก กลิ่นหอมจากดอกกุหลาบผสมกับกลิ่นสมุนไพรลอยมาแรงขึ้นเมื่อเธอโน้มตัวเข้ามาใกล้
"คุณชายดูมีฐานะดีนะคะ" เธอยิ้มหวาน มือเรียวเล็กวางบนแขนเสื้อของเขา "เสื้อผ้าดูดี... รูปร่างก็สง่างาม ทำไมถึงมานั่งดื่มคนเดียวล่ะคะ?"
"บางทีฉันอาจกำลังรอใครสักคน" ชาร์ลส์ตอบกลั้วหัวเราะ
"งั้นหรือคะ?" เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นหอมยิ่งอวล มือที่วางบนแขนเสื้อยิ่งลูบไล้ต่ำลง "แต่ถ้าคนที่รอยังไม่มา... หนูอยู่เป็เพื่อนก่อนก็ได้นะคะ" นิ้วเรียวของเธอวาดวนบนแขนเสื้อเขาเบาๆ "หรือถ้าคุณชายอยากขึ้นไปคุยกันข้างบน ที่นี่เสียงดังเกินไป..."
เธอแอ่นหน้าอกจนเข้ามาชิดกับต้นแขนของชายหนุ่ม ความรู้สึกเสียวเนื้อเสียวตัวจนขนลุกไหลไปทั่วิั
ชาร์ลส์จิบเหล้า ก่อนจะกระซิบเสียงแ่ "สตรีงาม จันทร์เงินส่องแสง"
ดวงตาของหญิงสาวเปลี่ยนไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาอีกครั้งพร้อมประกายวาบในดวงตา "แต่ฉันชอบดวงดาวมากกว่า"
เธอลุกขึ้นยืน "ตามมาค่ะ... ทางด้านหลังเงียบกว่า"
เธอนำชาร์ลส์เดินผ่านโต๊ะไม้หลายตัว ลอดผ่านม่านผ้าไหมเก่าสีแดงที่กั้นเป็ช่องๆ มุ่งหน้าไปยังประตูหลังร้าน เสียงดนตรีและเสียงเอะอะค่อยๆ เบาลง
ประตูหลังเปิดออกสู่ตรอกแคบ มีโกดังเก่าหลายหลังตั้งเรียงราย แสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็ริ้วๆ ระหว่างช่องว่างของหลังคา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นหืนลอยมาจากถังขยะที่วางอยู่ตามมุม
ชาร์ลส์แอบหันไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองไปตามตรอกมืด เห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งในชุดคลุมยาวยืนพิงกำแพงอยู่ใต้แสงตะเกียงริบหรี่ ดูเหมือนจะเป็แขกที่เพิ่งออกมาจากซ่อง เขาไม่แน่ใจว่านั่นคือโจเซฟหรือไม่ แต่ก็ไม่มีเวลาให้พิจารณานานนัก เพราะหญิงสาวในชุดแดงกำลังเร่งฝีเท้า นำเขาเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบด้านข้างโกดัง
ขณะที่เดินลึกเข้าไปในตรอกแคบ เสียงจากซ่องโสเภณีค่อยๆ เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ชาร์ลส์สังเกตว่าหญิงสาวดูไม่คุ้นเคยกับเส้นทางนัก เธอชะลอฝีเท้าที่ทางแยกแต่ละครั้ง ราวกับกำลังนึกทบทวนทิศทาง
"ตรงนี้..." เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าซอยที่แคบกว่าเดิม "ใช่แล้ว ทางนี้ค่ะ"
ชาร์ลส์เดินตามไปเงียบๆ สังเกตท่าทางของเธอที่ดูประหม่าเล็กน้อย ต่างจากตอนที่อยู่ในร้านที่เธอดูมั่นใจกว่านี้มาก เขารู้ว่าเธอคงเป็เพียงผู้นำทางที่ได้รับคำสั่งมา คนที่อาจไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนี้มาก่อน
พวกเขาเดินมาถึงลานโล่งเล็กๆ ด้านหลังโกดัง มีประตูเหล็กบานใหญ่ขึ้นสนิมตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
"ถึงแล้วค่ะ" หญิงสาวหันมาบอก น้ำเสียงโล่งอก ราวกับดีใจที่ทำหน้าที่เสร็จสิ้น "ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ..."
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เดินจากไป เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ใบหน้าของเธอซีดลงทันทีเมื่อเห็นชายฉกรรจ์สามคนเดินออกมาจากเงามืด
"รออยู่นี่แหละ" หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงห้วน ทำให้หญิงสาวชะงักกึก ยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความหวาดกลัว
ชาร์ลส์แอบสังเกตชายทั้งสามคน คนแรกสูงใหญ่ ใบหน้ามีแผลเป็พาดจากหูถึงคาง สวมเสื้อหนังสีดำที่มีรอยขาดตรงแขน คนที่สองรูปร่างผอม ดวงตาวาววับคมกริบ มือถือมีดสั้นเล่มหนึ่ง เป็คนเดียวกันกับที่สะกดรอยตามโจเซฟในตลาดมืดเมื่อคราวก่อน ส่วนคนสุดท้ายรูปร่างล่ำสัน ท่าทางดูเป็หัวหน้า
"ไม่ต้องกลัว" ชายร่างล่ำสันพูดกับหญิงสาว น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความอันตราย "แค่อยู่เป็พยานว่าเราไม่ได้ทำอะไรเกินเหตุ"
หญิงสาวถอยไปชิดผนัง ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก เธอไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
"คุณชายมีอะไรจะถามเกี่ยวกับตลาดมืดสินะ?" ชายร่างล่ำสันหันมาทางชาร์ลส์ "พวกเราก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนใจนัก"
"ถ้าแค่อยากซื้อของ ก็น่าจะรู้กันดีว่าต้องถามใคร" ชายตาวาววับเสริม พลางเล่นมีดในมือไปมา "ไม่ใช่มาสืบๆ ถามๆ ไปทั่ว"
"หรือว่าเป็พวกทางการ?" ชายแผลเป็ถาม น้ำเสียงแฝงความขู่เข็ญ "ถ้าใช่ก็แย่หน่อยนะ... คืนนี้คงได้จัดการหนักหน่อย"
"ไม่หรอก" ชาร์ลส์ตอบเสียงเรียบ "ฉันแค่มาตามหาของบางอย่าง... ของที่มีค่ามาก"
คำพูดของเขาทำให้ชายทั้งสามชะงัก สบตากันเล็กน้อย
"ของมีค่า?" ชายร่างล่ำสันทวนคำ "อย่างเช่น?"
ชาร์ลส์ยิ้มมุมปาก "พวกนายคงไม่คิดว่าฉันจะโง่พอมาพูดเื่สำคัญกลางตรอกแบบนี้หรอกนะ?"
"เข้าใจๆ" ชายร่างล่ำสันพยักหน้า รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า "งั้นไปคุยกันในที่ที่เหมาะสมกว่านี้ดีกว่า... มีห้องส่วนตัวรออยู่"
"แต่..." เขาชะงักเล็กน้อย "ต้องขออภัยด้วยนะ เื่ของเราค่อนข้างละเอียดอ่อน ต้องระวังตัวไว้ก่อน"
ชายตาวาววับก้าวเข้ามาข้างหลังชาร์ลส์อย่างว่องไว ในมือถือถุงผ้าสีดำ ชาร์ลส์รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนั้นแต่แกล้งทำเป็ไม่รู้ตัว เขานึกโล่งใจที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไปในทางที่ดีกว่าแผนที่วางไว้มาก
จากที่คิดว่าจะต้องยอมถูกซ้อมและแกล้งแพ้ให้พวกมันลากตัวไป แต่ตอนนี้พวกมันกลับสนใจพาเขาไปพบหัวหน้าโดยที่เขาไม่ต้องเจ็บตัวให้เปล่าประโยชน์
"เข้าใจได้" ชาร์ลส์พยักหน้า พยายามแสดงท่าทีสงบนิ่ง "แล้วหญิงสาวคนนี้ล่ะ?"
"อ้อ..." ชายร่างล่ำสันโบกมือไล่หญิงสาวที่ยืนตัวสั่น "เธอไปได้แล้ว อย่าเพิ่งบอกใครว่าเห็นอะไร"
หญิงสาวรีบวิ่งจากไปทันที ไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
จังหวะที่ชาร์ลส์หันไปมองตามหญิงสาว ถุงผ้าสีดำก็ถูกคลุมลงบนศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว มือหยาบกร้านจับไหล่ของเขาไว้แน่น
"ขออภัยด้วยนะคุณชาย" เสียงของชายร่างล่ำสันดังขึ้น "แต่เราต้องพาคุณไปด้วยวิธีนี้ เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย"
ชาร์ลส์ถูกจับให้เดินไปตามทางที่พวกมันนำ ผ่านประตูเหล็กเข้าไปในโกดัง แต่แทนที่จะพาเขาไปยังตลาดมืด พวกมันกลับพาเขาเลี้ยวไปอีกทาง เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องบนพื้นไม้เก่า ก่อนจะเปลี่ยนเป็เสียงทุ้มของพื้นที่ถูกปูด้วยพรม
"ระวังขั้นบันได" เสียงหนึ่งเตือน ก่อนที่ชาร์ลส์จะถูกนำลงไปตามขั้นบันไดแคบๆ
อากาศเย็นชื้นขึ้น เสียงเพลงและความอึกทึกจากซ่องเริ่มเบาลงเรื่อยๆ จนเกือบจะไม่ได้ยิน พวกเขาเดินไปตามทางยาว ชาร์ลส์รู้สึกได้ว่ากำลังเดินผ่านอุโมงค์ใต้ดิน
หลังจากเดินอยู่พักใหญ่ เสียงประตูลับเปิดดังขึ้น ตามด้วยกลิ่นอากาศภายนอก ชาร์ลส์ถูกนำตัวขึ้นบันไดอีกครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงล้อรถม้า
"ขึ้นรถ" เสียงห้วนสั่ง พลางดันเขาขึ้นไป
รถม้าเคลื่อนตัวออก ชาร์ลส์พยายามนับเลี้ยวและจดจำทิศทาง แต่รถม้าวนไปวนมาหลายรอบจนเขาเริ่มสับสน เขารู้ว่านี่เป็กลอุบายที่พวกมันใช้เพื่อไม่ให้ใครตามรอยได้
หลังจากผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง รถม้าก็หยุดลง เขาถูกพาลงจากรถและนำเข้าไปในอาคารหลังหนึ่ง เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องบนพื้นหิน กลิ่นอับของห้องใต้ดินโชยมา หลังของชาร์ลส์ถูกผลักให้เดินตามทางที่กำหนด จนได้ยินเสียงเปิดประตูและเดินเข้ามาในห้อง
"นั่งลง" เสียงสั่ง พร้อมดันเขาให้นั่งบนเก้าอี้ไม้
ถุงดำถูกดึงออก แสงตะเกียงสว่างจ้าทำให้ชาร์ลส์ต้องหรี่ตา เมื่อปรับสายตาได้ เขาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องใต้ดินที่ถูกตกแต่งอย่างดี ผนังบุด้วยไม้ มีชั้นหนังสือและภาพวาดราคาแพงประดับอยู่ ตรงหน้าเขาคือโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดมัน และเก้าอี้หนังตัวใหญ่ที่ยังว่างอยู่
"ค้นตัวเขาก่อน" ชายร่างล่ำสันสั่ง ขณะที่ชายตาวาววับเริ่มล้วงตามกระเป๋าเสื้อและกางเกงของชาร์ลส์
ชายผอมค่อยๆ หยิบของออกมาจากตัวชาร์ลส์ทีละชิ้น เริ่มจากนาฬิกาพกจากกระเป๋าเสื้อ ตามด้วยผ้าเช็ดหน้า สุดท้ายคือขวดแก้วขนาดเล็กที่บรรจุของเหลวข้นหนืดสีทองอมแดง ซึ่งส่องประกายวับแม้ในแสงตะเกียงสลัว
ชายร่างล่ำสันรวบของทั้งหมดมาถือไว้ ก่อนจะหย่อนนาฬิกาลงในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ส่วนของที่เหลือส่งต่อให้ชายผอมสูงเก็บไว้ ชาร์ลส์แอบจดจำใบหน้าของชายร่างล่ำสันไว้ในใจ
"นายท่านจะมาพบในอีกสักครู่" ชายร่างล่ำสันบอก "หวังว่าคุณจะมีคำอธิบายที่ดีพอ ว่าทำไมถึงมาสืบเื่ตลาดมืดของเรา"
ชาร์ลส์กวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง สังเกตเห็นรายละเอียดมากขึ้น นอกจากชั้นหนังสือและภาพวาด ยังมีตู้โชว์แก้วใสที่จัดแสดงวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเครื่องถ้วยกระเบื้องโบราณ รูปสักการะทองคำขนาดเล็ก และอัญมณีสีต่างๆ ที่ถูกจัดวางอย่างประณีต
ชายทั้งสามยืนเฝ้าเขาอย่างเงียบๆ ชาร์ลส์สังเกตว่าพวกเขาจัดวางตำแหน่งการยืนอย่างมีระบบ คนหนึ่งอยู่ข้างประตู อีกสองคนยืนคุมด้านข้างของเขา พร้อมจะจัดการได้ทันทีถ้าเขาทำอะไรแปลกๆ
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงประตูเปิด ชายร่างท้วมในชุดราคาแพงก้าวเข้ามา ผมสีเทาหวีเรียบ แว่นตากรอบทองวางอยู่บนจมูกโด่ง เขาดูมีอายุราวห้าสิบปี แต่ท่าทางกระฉับกระเฉง
"ขออภัยที่ให้รอ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้หนังตรงข้ามชาร์ลส์ "ผมเป็คนที่ดูแลธุรกิจในย่านนี้... เรียกผมว่านายท่านก็แล้วกัน"
เขาหยิบกล่องยานัตถุ์ทองเหลืองขนาดพอดีฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดฝาอย่างประณีต "ดมหน่อยไหม? เป็ยานัตถุ์ชั้นดีจากแดนไกล"
"ไม่ ขอบคุณ" ชาร์ลส์ตอบเรียบๆ
"งั้นคุยกันเลยดีกว่า" นายท่านสูดยานัตถุ์เข้าจมูก ก่อนจะหลับตาลงชั่วครู่ด้วยความพึงพอใจ "ลูกน้องของผมบอกว่าคุณสนใจเื่ตลาดมืดของเรา... แถมยังไปสืบถามที่โน่นที่นี่ จนทำให้หลายคนกังวล"
เขาเปิดตาขึ้นมองชาร์ลส์ "ผมอยากรู้ว่า... คุณเป็ใคร? และมาที่นี่ทำไม?"
"แต่ก่อนอื่น" นายท่านพูดต่อ ขณะที่ปิดกล่องยานัตถุ์และเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ และหันไปทางชายร่างล่ำสัน "ขอดูของที่ยึดมาได้หน่อย"
ชายร่างล่ำสันล้วงนาฬิกาพกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วางลงบนโต๊ะตรงหน้านายท่าน แสงตะเกียงสะท้อนบนผิวโลหะที่ขัดมันวาว "งานฝีมือชั้นสูง นวัตกรรมจากแดนไกล... นาฬิกาประเภทนี้เจอได้เฉพาะผู้มีเงินเท่านั้น"
จากนั้นชายผอมก็นำผ้าเช็ดหน้าพร้อมขวดยามาให้นายท่าน
"ของเหลวงดงามในขวดยา" เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาสำรวจ "งานตัดเย็บประณีตเนื้อผ้าละเอียด ถือว่าเป็ของดี"
นายท่านวางของทุกอย่างลง และหยิบนาฬิกาขึ้นมา พร้อมส่งสัญญาณให้ลูกน้องของที่เหลือไว้
นายท่านหมุนนาฬิกาในมือช้าๆ "แปลกนะ... คนธรรมดาไม่น่าจะมีของล้ำค่าขนาดนี้ได้" เขาเงยหน้าขึ้นมองชาร์ลส์ "แล้วคนที่มีเงินมากพอที่จะซื้อของแบบนี้ มาสืบหาอะไรในตลาดมืดล่ะ"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที ชายทั้งสามที่ยืนคุมตัวชาร์ลส์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย
"แต่..." นายท่านเอนหลังพิงเก้าอี้ "เราค่อยๆ คุยกันดีกว่า คืนนี้ยังอีกยาว..."
ด้านนอกห้อง เสียงระฆังจากหอนาฬิกากลางเมืองดังก้องในความมืด บอกเวลาเที่ยงคืนตรง คืนนี้เพิ่งเริ่มต้น และยังมีเื่ราวอีกมากที่รอการเปิดเผย
