เ้าไม่เคยเห็นใช่หรือไม่?
เหนียนยวี่ค่อยๆ ยกยิ้มมุมปากช้าๆ พึมพำว่า"น่าเสียดายจริงๆ"
เพราะเหตุใดฉู่ชิงถึงต้องซ่อนใบหน้าของเขาไว้ด้วย?
คำถามนี้อยู่ในหัวของเหนียนยวี่มาตลอด เหมือนปีศาจตัวเล็กๆ คอยวนเวียนแหย่เย้าความอยากรู้ของนางอยู่ตลอดเวลาความคิดในส่วนเหตุผลบอกกับนางว่านางไม่ควรเปิดเผยความลับเกี่ยวกับฉู่ชิงการเอาตัวเองออกมาจากเื่นั้นและไม่สืบหาเป็ทางเลือกที่ฉลาดที่สุด แต่บางครั้ง...ความอยากรู้อยากเห็นนั้นก็ยากจะระงับไว้ได้
อย่างเช่นตอนนี้
"องค์ชายใหญ่พูดจริงหรือที่ว่าอยากรับท่านแม่ทัพหลวงมาเป็พระชายา?"เหนียนยวี่เอ่ยปากหรือความตั้งใจเดิมที่แอบซ่อนไว้ของฉู่ชิงจะเกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่?
ได้ยินว่าองค์ชายใหญ่เื้ัเป็บุรุษที่ชื่นชอบบุรุษ...
การคาดเดานี้ทำให้เหนียนยวี่ขมวดคิ้วแต่สัญชาตญาณบอกนางว่าความลับเื่หน้าตาที่ฉู่ชิงปกปิดไว้มิได้เป็แค่เื่ธรรมดา
จ้าวอี้ไม่รู้ความคิดในใจของเหนียนยวี่แม้แต่น้อย คำถามของเหนียนยวี่เมื่อครู่ กระตุ้นความทรงจำของเขามากมาย จ้าวอี้ดูเหมือนจะไม่คิดจะลงจากูเาจำลองแห่งนี้
ณ ยอดูเาจำลอง เหนียนยวี่นั่งอย่างสุภาพเรียบร้อยทว่าจ้าวอี้กลับเอนหลังนอนกระดิกขาอยู่บนูเาจำลอง พูดจาไหลลื่นออกมามากมายอย่างแช่มชื่น...
“ข้าพบจื๋อหร่านครั้งแรกที่จวนแม่ทัพ ยามนั้นเขาอายุแค่ไม่กี่ขวบ ทว่าสามารถเอาชนะองครักษ์ที่แข็งแกร่งนับสิบคนได้ในลานประลองวิทยายุทธ์ ตอนนั้นข้ารับรู้ได้ว่าคนผู้นี้ฝีมือไม่ธรรมดาอย่าไปยั่วยุให้โมโหจะดีกว่า"
"ต่อมา เสด็จพ่อให้เขากับข้าและหลีอ๋องไปที่กั๋วจื่อเจียนด้วยกันครั้งนั้น จื๋อหร่าน ท่านพี่หลีอ๋องและข้า พวกเราสามคนแทบจะตัวติดกันตลอดเหมือนพี่ชายน้องชายที่รักสามัคคีกัน..."
เหนียนยวี่ััถึงอะไรบางอย่างได้จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ฉู่ชิงและจ้าวเยี่ยนสนิทกันเหมือนพี่น้องงั้นหรือ? พวกเขาเคยมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันขนาดนั้นเลยหรือ
แม้แต่ในชาติก่อนจ้าวเยี่ยนก็ไม่เคยบอกเื่พวกนี้กับนาง ตามที่นางรู้มาทั้งหมด ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้มีน้อยมากมีเื่อะไรขึ้นเกิดขึ้นระหว่างนี้งั้นหรือ?
เหนียนยวี่เหลือบมองจ้าวอี้แวบหนึ่ง และเอ่ยยิ้มๆว่า "ข้าแค่เคยได้ยินมาว่าท่านอ๋องมู่และท่านอ๋องหลีสนิทสนมกันมากกว่าพี่น้องสายเืเดียวกันทว่าแม่ทัพหลวงแต่ไหนแต่ไรมาก็อยู่คนเดียวจนชินแล้ว ท่านอ๋องมู่ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?"
จ้าวอี้ขมวดคิ้ว "ข้าล้อเล่นงั้นหรือ? ตอนนี้จื๋อหร่านอาจจะสันโดษ แต่ไม่ใช่เมื่อก่อนถ้าไม่มีเื่นั้น บางทีพวกเราก็อาจจะยังเหมือนเช่นเมื่อก่อน"
"เกิดเื่อะไรขึ้นงั้นหรือ?"เหนียนยวี่เอ่ยถามเหมือนไม่ได้ใส่ใจ
"วันนั้น..."จ้าวอี้เพิ่งเอ่ยออกมาได้สองคำ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างเขาเหลือบมองเหนียนยวี่ ดวงตาหรี่ลงครู่หนึ่งและลุกนั่งตัวตรงเอื้อมมือไปลูบผมของเหนียนยวี่ที่ยุ่งเหยิงขึ้นมาเล็กน้อย "สาวน้อยคนนี้เ้ารู้อะไรมากไปหรือเปล่า”
เหนียนยวี่เลิกคิ้ว รู้ว่าจากตรงนี้จ้าวอี้ คงไม่บอกอะไรนางอีกแล้วจึงไม่ถามอีก
เพียงแต่นางรู้ว่าระหว่างทั้งสามคน มีอดีตที่ผู้อื่นไม่รู้และสิ่งนั้นก็ดึงดูดเหนียนยวี่อย่างอธิบายไม่ถูก ทำให้นางอยากจะเข้าไปสืบหาโดยไม่รู้ตัว...
ทั้งสองอยู่บนูเาจำลองเป็เวลานาน เมื่อมองจากตรงนี้ก็จะเห็นเหล่าคุณหนูและฮูหยินมากมายในสวนยวี่ฮวาและยังสามารถมองเห็นตำหนักชีอู๋ได้ทั่วทั้งหลัง
ทันใดนั้นเงาร่างของคนสองคนเข้ามาอยู่ในสายตาของนาง เหนียนยวี่มองตาม ''ฉินเฟิง'' เ้าเมืองชุ่นเทียนเข้ามาในตำหนักชีอู๋อย่างเร่งรีบในใจเข้าใจได้ในทันที เขาคงจะรู้ข่าวเื่ที่ฉินอันตายแล้วทว่าเหตุใดเขาถึงเข้าวังหลวงมาอย่างรีบร้อนแบบนี้?
ร้องทุกข์หรือ?
เหนียนยวี่หัวเราะเบาๆ บุตรชายเพียงคนเดียวของฉินเฟิงที่เสียชีวิตไปอย่างไม่ชัดเจนก็เป็เื่สมควรที่อยากจะหาความยุติธรรมให้บุตรชาย
แต่ทว่า…
เหนียนยวี่เห็นคนที่มากับเขาอย่างชัดเจนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ท่านแม่ทัพฉู่เพ่ย?
เหตุใดเขาจึงมากับฉินเฟิง
ทันทีที่คำถามนี้ผุดขึ้นในใจเหนียนยวี่ก็ได้คำตอบทันที
ได้ยินว่า น้องสาวของฉินเฟิง เ้าเมืองชุ่นเทียน แต่งเข้าจวนแม่ทัพเมื่อต้นปีในฐานะสนมพวกเขาสองตระกูลเกี่ยวดองกันจากการแต่งงาน เื่ใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับตระกูลฉินท่านแม่ทัพคงต้องออกหน้า คิดดูแล้วก็มิใช่เื่แปลก เพียงแต่...
เมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างเหนียนยวี่ก็เลิกคิ้วขึ้น "ท่านอ๋องมู่ ยวี่เอ๋อร์รู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อยขอชาสักถ้วยที่ตำหนักชีอู๋ได้หรือไม่?”
“ได้แน่นอน ตำหนักชีอู๋เป็สถานที่ของเสด็จแม่ข้าไม่ต้องพูดถึงชาสักถ้วย ไม่ว่าเ้ากำลังมองหาสิ่งใด จะเอาอะไรออกไปด้วยก็ได้ทั้งนั้น"จ้าวอี้ยืนขึ้น โอบเอวของเหนียนยวี่ะโลงจากูเาจำลอง และลงไปบนพื้นอย่างมั่นคง
คำพูดของจ้าวอี้ ทำให้เหนียนยวี่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกนางตะลึงไปเล็กน้อย ยิ่งคบหาสมาคมกับมู่อ๋องผู้นี้มากเท่าใดก็จะยิ่งพบว่าบุรุษผู้นี้ใจดีมากเสียจนไม่อยากเห็นเขาถูกทำร้าย
ทั้งสองเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ของตำหนักชีอู๋ ทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าไปในประตูสายตานับไม่ถ้วนก็จ้องมองมา จ้าวอี้ชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัดราวกับไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเสด็จพ่อที่มีงานราชการวุ่นวายทั้งวันของเขาจะอยู่ที่ตำหนักชีอู๋ด้วย
แม้เหนียนยวี่จะคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าฮ่องเต้หยวนเต๋อก็น่าจะอยู่ที่นี่แต่นางไม่ได้คาดคิดเช่นกันว่าในตำหนักชีอู๋จะมีผู้คนมากมายขนาดนี้
เหนียนยวี่เหลือบมองไปและถอนสายตากลับมา การเหลือบมองครั้งนี้ทำให้เห็นคนในตำหนักคร่าวๆ
นอกจากฮ่องเต้หยวนเต๋อและฮองเฮาอวี่เหวิน แม่ทัพฉู่เพ่ยและฉินเฟิงเ้าเมืองชุ่นเทียนที่เพิ่งเข้ามาในตำหนักชีอู๋เมื่อครู่ ยังมีหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษนั่งอยู่ฝั่งซ้ายบุรุษสวมชุดสีฟ้าครามทั้งตัว ทางฝั่งสตรีสวมผ้าคลุมหน้าสีขาว การแต่งกายนี้มีแค่คนของตงหลีนางจึงรู้ฐานะของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาต้องเป็ราชทูตของราชวงศ์ตงหลีในครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังมีเหนียนอีหลานและหนานกงเยวี่ยอยู่ด้วย
พวกนางเองก็อยู่ด้วยงั้นหรือ?
เหนียนยวี่เหลือบมองหญิงชราผมขาวที่นั่งอยู่ฝั่งขวาของฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างสำรวมรวมถึงหนานกงฉี่ที่นั่งอยู่ข้างหญิงชรา ในใจพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลหนานกงอยู่ที่นี่ด้วย เช่นนั้นก็ไม่แปลกใจเท่าใดที่หนานกงเยวี่ยสองแม่ลูกจะอยู่ที่นี่ด้วย
การมาถึงอย่างกะทันหันของทั้งสองคนทำให้สายตาของผู้คนในที่นั้นดูจะแปลกใจเล็กน้อย หลังจากที่เห็นทั้งสองอย่างชัดเจนแล้วทุกคนในเหตุการณ์นั้นก็ดูจะมีสีหน้าแววตาแปรเปลี่ยนแตกต่างกันไป
สายตาของอวี่เหวินหรูเยียนมองไปที่จ้าวอี้แล้วย้ายสายตาไปจ้องมองเหนียนยวี่ที่อยู่ด้านหลังจ้าวเยี่ยนในเวลาเพียงครู่เดียวก็ถอนสายตาออกไป โดยไม่แสดงอารมณ์แม้แต่น้อย
และเมื่อเหนียนอีหลานมองเห็นจ้าวอี้ในใจก็รู้สึกดีใจมาก รอยยิ้มบนใบหน้าก็เบ่งบานขึ้นทันที ในสายตาคู่นั้นมีความรักใคร่เขียนไว้อย่างชัดเจน ทว่ายามที่มองมาที่เหนียนยวี่รอยยิ้มบนใบหน้างดงามนั้นกลับแข็งทื่อ
เหนียนยวี่...นางอยู่กับท่านอ๋องมู่ตลอดเวลาหรือ?
เหนียนอีหลานจำคำสอนของหนานกงเยวี่ยอยู่ตลอดเวลา ทว่าก็ยังคงควบคุมความหึงหวงในใจไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นเหนียนยวี่ยืนอยู่ข้างกายท่านอ๋องมู่ นางรู้สึกแสบตาเป็อย่างมาก
“ข้าบอกว่าผู้ใดที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาโดยไม่ได้บอกกล่าว? ก็มีแค่เ้าที่ประมาทเลินเล่อเช่นนี้" ฮองเฮาอวี่เหวินกล่าวเสียงดังกังวานกับพระโอรสของตนผู้ซึ่งเป็บุคคลที่นางรักที่สุดในบรรดาองค์ชายไม่กี่พระองค์ เขาเป็คนเดียวที่มีสติปัญญาและพร์มาั้แ่เกิดทั้งยังเป็คนที่ฝ่าาให้ความสำคัญมากที่สุด ทว่านิสัยขี้เล่นและทำตัวสบายๆนั่นกลับเป็หินที่กดทับในใจนางมาตลอด
"เสด็จพ่อ เสด็จแม่เสด็จป้าชิงเหอ..." จ้าวอี้เห็นคนในห้องโถงอย่างชัดเจนก็รีบลากเหนียนยวี่ให้ไปทำความเคารพ "เสด็จแม่ ข้ารู้สึกกระหายน้ำจึงมาขอดื่มชาสักถ้วย ไม่ได้มารบกวนธุระใดของทุกท่านใช่หรือไม่?"
จ้าวอี้ผู้เฉลียวฉลาด เพียง่เวลาหนึ่งที่ก้าวผ่านประตูมาเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่แผ่ไปทั่วทั้งตำหนัก เหลือบมองไปที่ฉินเฟิง เ้าเมืองชุ่นเทียนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าขมขื่นและเคียดแค้นเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าจะต้องมีงิ้วสนุกๆ ให้ดู
ฮ่องเต้หยวนเต๋อขมวดคิ้วทว่าแววตากลับมองไปที่เหนียนยวี่ที่อยู่ด้านหลัง "นางเป็ใคร?"