แม้แต่หญิงสาวที่ถูกเรียกขานว่าจักรพรรดินีก็กลับคุกเข่าลงหนึ่งข้างไปยังทิศทางของไป๋เฉินโดยไม่มีข้อแม้
[ข้ากล้าเอ่ยเช่นนั้นต่อหน้าองค์จักรพรรดิงั้นรึ? ข้านี่มันรนหาที่ตายจริงๆ]
[ข้าควรจะฉุกคิดได้ว่านอกจากองค์จักรพรรดิแล้วคงจะไม่มีใครสามารถหลุดรอดออกมาจากเส้นทางลับได้เป็แน่]
[ข้าได้แต่ภาวนาว่าหัวของข้าจะยังอยู่บนบ่านับจากนี้]
เมื่อมองดูจากความหวาดกลัวและความยำเกรงที่มีต่อจักรพรรดิมารเก้าเนตรแล้ว ก็พอจะได้ข้อสรุปว่าต่อให้เขาถูกสังหารไปหลายพันปี แต่เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง สหายและคนรู้จักก็พร้อมจะต้อนรับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาอยู่ดี
ต้องเข้าใจว่าในยามที่เผ่าใต้พิภพได้หลบหนีจากเงื้อมมือของเผ่ามนุษย์ที่กดขี่ มีเพียงมารเก้าเนตรเท่านั้นที่กล้าจะต่อกรกับเผ่ามนุษย์เพื่อช่วยเหลือเผ่าใต้พิภพอย่างไม่เกรงกลัวความตาย แม้นว่าเขาจะมีความอ่อนแอเพียงแค่น้อยนิดก็ตาม...
ชายชราหวู่ฉางอันค่อยๆเงยขึ้นมาด้วยน้ำตาเอ่อคลอแห่งความสุข "ฝ่าา ท่านกลับมาแล้วจริงๆ"
แต่กลับกันชายวัยกลางคนที่ก่นด่าไป๋เฉินเมื่อครู่ก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ฝ่าา ผู้น้อยล่วงเกินท่าน ได้โปรดลงโทษทัณฑ์พวกข้าเถิด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋เฉินก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจ "เ้าตาแดง พวกมันหวาดกลัวเ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"วาจาของข้าคือบัญญัติจาก์ ไม่แปลกที่พวกมันจะแสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา" มารเก้าเนตรตอบกลับพลางถอนหายใจ แต่ในใจมันกลับรู้สึกซาบซึ้งที่ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังเคารพมันอยู่
มันคิดไปเองว่าหากมันหายไป เหล่าเผ่าใต้พิภพอาจจะเปลี่ยนไปและไม่มีความเคารพดั่งเก่า
แต่กลับกลายเป็ว่ามิใช่เช่นนั้น...
ไป๋เฉินส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะช่วยพยุงร่างของหวู่ฉางอันขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม "เฒ่าฉางอัน เ้าไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ"
หวู่ฉางอันประสานมือด้วยสีหน้ายินดีครั้นได้ยินคำชมนั้น
จากนั้นดวงตาสีเืของไป๋เฉินปราดมองกลุ่มมารที่คุกเข่าอย่างหวาดกลัว ก่อนที่เขาจะโบกมืออย่างไม่เป็ทางการ "ลุกขึ้น"
สิ้นสุดคำสั่งนั้นเหล่ามารทั้งหมดก็พลันลุกขึ้นยืนหากแต่ยังอยู่ในท่วงท่าก้มหน้าประสานมือและไม่กล้าจะสบตา
ไป๋เฉินยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะจ้องมองไปยังหญิงสาวในชุดสีดำ "แม่นางน้อย เ้าเป็ใคร?"
หญิงสาวในชุดสีดำลุกขึ้นและประสานมือ ก่อนที่นางจะกล่าวด้วยรอยยิ้มเขินอายว่า "ฝ่าา ข้ามีนามว่าหลิงเมิ่ง ดำรงตำแหน่งจักรพรรดินีองค์ปัจจุบันแทนที่ของท่าน"
"หลิงเมิ่ง? ที่แท้ก็ลูกหลานของหลิงเจิ้งเหยียนงั้นรึ?" ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องขังอย่างสง่างามผ่านร่างของหวู่ฉางอันและหลินเมิ่ง
แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้เอ่ยถามอันใด ไป๋เฉินกลับโบกมือและแทรกขึ้นมา "เื่รำลึกความหลังเอาไว้ก่อน ยามนี้ข้า้านำสิ่งที่เป็ของข้ากลับคืนมา"
ราวกับว่าหลิงเมิ่งและหวู่ฉางอันเข้าใจดีว่าไป๋เฉินหมายถึงอะไร พวกเขาประสานมืออย่างนอบน้อมก่อนจะนำทางไป๋เฉินไปยังทิศตะวันตกโดยไม่ได้ถามอันใด
ในขณะเดินตามหลิงเมิ่งไปพวกเขาพูดคุยกันเพียงเล็กน้อยเพื่อยืนยันตัวตนของจักรพรรดิมาร และไป๋เฉินเองก็สามารถตอบได้ทุกคำถามจนคนอื่นๆปักใจเชื่อโดยสมบูรณ์ว่าตนคือจักรพรรดิมารเมื่อ 1,000 ปีก่อนจริงๆ
จากนั้นไป๋เฉินก็หันกลับไปถามกับหวู่ฉางอันด้วยสีหน้าเรียบเฉย "หวู่ฉางอัน อธิบายให้ข้าฟังว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ข้าหายไป?"
หวู่ฉางอันประสานมืออย่างสุภาพ ก่อนจะเกริ่นด้วยรอยยิ้มขมขื่น "เื่มันเป็เช่นนี้..."
...ย้อนกลับไป 1,000 ปีก่อน...
ในขณะที่เผ่ามารดำเนินชีวิตตามปกติ อยู่มาวันหนึ่งกลับมีชายหนุ่มที่มีั์ตาสีหยกปรากฏขึ้นในดินแดนใต้พิภพและไม่ทราบจุดประสงค์การมาถึงของคนผู้นี้ แต่ชายหนุ่มที่ซึ่งเป็เผ่ามนุษย์กลับไม่ได้รับผลกระทบจากปราณแห่งความตายหรือปราณหยินจากดินแดนของใต้พิภพแม้แต่น้อย!
เมื่อจักรพรรดิมารเก้าเนตรออกมาพบเจอเพราะตระหนักได้ว่ามีผู้บุกรุก ยามนั้นจึงได้เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างสองจักรพรรดิในเวลาต่อมา!
แต่ท้ายที่สุดจักรพรรดิมารเก้าเนตรก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบโดยที่มิอาจสร้างาแให้แก่ชายหนุ่มผู้ที่ถูกเรียกขานว่าจักรพรรดิเมฆาได้แม้แต่น้อย
แต่ก่อนที่มารเก้าเนตรจะเพลี่ยงพล้ำเขาได้ใช้เคล็ดวิชาลับในการซ่อนดินแดนใต้พิภพไว้ในช่องว่างระหว่างมิติเพื่อมิให้ชายหนุ่มผู้นั้นได้พบเจอ
หลังจากนั้นชายหนุ่มผู้นั้นเลือกที่จะไม่ทำลายดวงจิตของมารเก้าเนตร หากแต่หยิบเอากระบี่โบราณหนึ่งเล่มออกมาและผนึกเขาเอาไว้ ก่อนจะโยนออกไปจากดินแดนใต้พิภพแห่งนี้
จากผลกระทบการต่อสู้ที่ดุเดือด คุกใต้พิภพที่มีการกักขังโม่เฉิงและสมุนเอาไว้ก็พังทลาย จากนั้นกลุ่มของโม่เฉิงซึ่งเป็สกุลโม่โดยส่วนใหญ่ ได้เข้าเผชิญหน้ากับกลุ่มสกุลเทียนซึ่งนำโดยเทียนกังลูกพี่ลูกน้องของจักรพรรดิมารเก้าเนตร
แต่ท้ายที่สุดเทียนกังก็เป็ฝ่ายแพ้พ่ายและถูกสังหารไป หลังจากนั้นไม่นานสมุนของโม่เฉิงได้ยื่นข้อเสนอให้เผ่ามารทุกตนเป็ฝ่ายเดียวกับมันในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา
แน่นอนว่าสกุลเทียนต่อต้านหลังชนฝาจนเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ในดินแดนใต้พิภพที่หลบซ่อนอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติและไม่ยอมจะเป็ขี้ข้าของสกุลโม่อย่างแน่นอน
ผลสุดท้ายจตุรมารอย่างโม่หลินได้เอาชนะและสังหารหมู่กลุ่มของสกุลเทียนไปมากเกินคณานับ และเหลือผู้รอดชีวิตจากกลุ่มของมารเก้าเนตรเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
และั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาสกุลเทียนและผู้ที่อยู่ฝ่ายเดียวกับมารเก้าเนตรก็ได้ถูกคุมขังในที่แห่งนี้มาตลอด 900 ปี!
. . .
เมื่อเล่าเื่ราวพอสังเขป หวู่ฉางอันกล่าวอย่างรู้สึกผิด "ฝ่าา พวกข้าทำให้ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว"
ในยามที่มันสูญเสียจักรพรรดิมารไป มันจึงได้เข้าใจความต่างชั้นระหว่างมันและสกุลโม่อย่างคาดไม่ถึง
แม้นในเวลานั้นจะยังไม่มีโม่เฉิง แต่พวกมันก็มิอาจคานอำนาจให้ทั้งสองตระกูลสมดุลกันได้
ไป๋เฉินที่ได้ฟังรายละเอียดคร่าวๆก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ไม่จำเป็ต้องนำมาใส่ใจ เ้าก็รู้ดีว่าข้าไม่มีวันตำหนิพวกเ้า"
หวู่ฉางอันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะสอพลอด้วยรอยยิ้ม "ฝ่าาช่างใจกว้างยิ่งนัก"
แต่ไป๋เฉินก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตา "นิสัยประจบสอพลอของเ้ายังเลิกไม่ได้อีกงั้นรึ? เ้าเป็ถึงจตุรมารจะมาทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ได้อย่างไร?"
หวู่ฉางอันหัวเราะคิกคักในขณะที่ไป๋เฉินก็หัวเราะเบาๆไปตามๆกัน
ในความทรงจำของมารเก้าเนตร ชายชราหวู่ฉางอันผู้นี้มีสมญานามว่าเป็กุนซือแห่งสกุลเทียน ซึ่งเป็ผู้ที่วางแผนให้แก่จักรพรรดิมารในอดีตมาโดยตลอด!
ดังนั้นหากจะนับความสนิทสนมแล้ว คงจะไม่มีใครนอกจากหวู่ฉางอันที่มารเก้าเนตรพอจะไว้ใจได้
ในระหว่างเดินตามหลิงเมิ่งไป ไป๋เฉินก็สังเกตเห็นว่านางเหลียวมองมายังตนชั่วครู่ก่อนจะหันกลับไปด้วยรอยแดงจางบนใบหน้าและดูเหมือนว่านางไม่กล้าสบตาเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง
ด้วยความสงสัยไป๋เฉินจึงโค้งตัวลงกระซิบกับหวู่ฉางอันด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เฒ่าฉางอัน เหตุใดหลิงเมิ่งจึงได้แสดงอาการเช่นนั้นออกมาเล่า?"
หวู่ฉางอันที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพร้อมทั้งขยิบตาอย่างเ้าเล่ห์ "ฝ่าา ท่านคงได้ยินแล้วใช่หรือไม่ว่าหลิงเมิ่งได้ดำรงตำแหน่งในฐานะจักรพรรดินีมาโดยตลอด?"
"โอ้? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?" ไป๋เฉินถามกลับอย่างฉงน
หวู่ฉางอันมองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบพลันขยิบตาอย่างเลศนัย "จักรพรรดินีก็ต้องคู่กับจักรพรรดิ พวกท่านทั้งสองต้อง…อะแฮ่มๆ! ท่านเข้าใจที่ข้าจะสื่อหรือไม่?"
"แค่ก แค่ก แค่ก" จู่ๆไป๋เฉินกลับสำลักน้ำลายอย่างหนักราวกับเป็วัณโรค
[เดี๋ยวๆๆ ข้าเพิ่งมาถึงก็หาเมียให้ข้าแล้วงั้นรึ?]
[นี่มันเื่บ้าบอคอหอยพอกอะไรกัน?]
หลังจากตั้งสติได้ไป๋เฉินถามอย่างตะกุกตะกัก "เ้ากำลังจะบอกว่านางจะกลายเป็ภรรยาของข้างั้นรึ?"
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าหนักอกหนักใจของไป๋เฉิน หวู่ฉางอันก็หยอกล้อด้วยรอยยิ้มฉีกกว้าง "ท่านอย่าได้ปฏิเสธไปเลย หลิงเมิ่งเป็จักรพรรดินีที่ดีมาโดยตลอด นางแบ่งปันทรัพยากรบ่มเพาะที่ท่านเหลือทิ้งไว้ให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซ้ำแล้วต่อให้พวกเราจะถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้อีกพันปีก็คงไม่อดตาย ข้าเชื่อว่าหากนางได้สมสู่กับท่าน บุตรของท่านที่จะเกิดมาในภายภาคหน้าจะมีสติปัญญาที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเผ่าใต้พิภพใดๆในโลกอย่างแน่นอน"
ไป๋เฉินที่ได้ยินการย้ำคำและการสนับสนุนของหวู่ฉางอันทำได้เพียงกลอกตาไปมา
[เห้ยๆๆ ลามปามไปยังเื่ลูกแล้วงั้นรึ?]
[เ้าไม่รีบร้อนไปหน่อยหรือ?]
และดูเหมือนว่าการสนทนาของทั้งสองจะเข้าหูของหลิงเมิ่ง นางก้มหน้าลงอย่างเขินอายจนตัวบิดตัวม้วน
"ข้าปฏิเสธไม่ได้เลยหรือ?" ไป๋เฉินถามหวู่ฉางอันกลับอีกครา
แต่สีหน้าของหวู่ฉางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม "ฝ่าา ท่านต้องเข้าใจว่าหลิงเมิ่งได้ประคับประคองและรักษาเชื้อสายของพวกเราให้รอดมาได้ด้วยความสามารถของนาง หากท่านไม่รับนางเป็จักรพรรดินี ผู้ที่ให้ความเคารพหลิงเมิ่งอาจจะไม่เห็นด้วยกับท่านก็เป็ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้นไป๋เฉินก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เขาอดไม่ได้ที่จะกุมขมับอย่างแรง
