ตอนที่ 9 เงาของชะตากรรม
ผืนทรายใต้เท้าของคุณอธิชายังคงเย็นเฉียบ สลับกับความอุ่นระอุที่หลงเหลือจากแสงอาทิตย์ที่เพิ่งลาลับไป ความสั่นสะท้านไม่ได้มาจากความหนาวเย็นของค่ำคืนทะเลทราย หากแต่เป็จากความหวาดกลัวที่ยังคงเกาะกุมอยู่ในจิตใจราวกับเงาของปีศาจ และความตื่นเต้นระคนสับสนที่โหมกระหน่ำอยู่ภายใน เธอทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นทรายที่ยังคงอุ่นระอุจากแดดกลางวัน หายใจหอบถี่ พยายามปรับลมหายใจให้เป็ปกติ หัวใจยังคงเต้นระรัวราวกับเสียงกลองศึกที่ดังก้องอยู่ในทรวงอก ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวคมชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว แสงมีดที่วูบวาบ ดวงตาที่เปี่ยมด้วยเจตนาร้าย และเงาร่างของชีคคาลิดที่ปรากฏขึ้นพร้อมแสงดาบสีเงินยวง ราวกับเทพบุตรจากฟากฟ้าที่ลงมาช่วยชีวิตในยามคับขัน เป็ภาพที่ยากจะลืมเลือน
กลิ่นคาวเืจางๆ ที่ลอยมาตามลมยังคงทำให้ประสาทััของเธอตื่นตัว และกลิ่นอายของอันตรายที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอากาศทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งกาย อธิชาััได้ถึงความเ็ปเล็กน้อยที่ข้อมือ ซึ่งเป็รอยช้ำจากการถูกจับกุม และรอยขีดข่วนบางๆ ที่แก้มจากการหลบคมมีดอย่างเฉียดฉิว เธอแตะที่แก้มเบาๆ รู้สึกถึงความแสบร้อนจางๆ อธิชายกมือขึ้นลูบไล้จี้รูปกลุ่มดาวนายพรานที่เปล่งประกายอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์ พลังงานจากจี้ยังคงเต้นระริกอยู่ในฝ่ามืออย่างสม่ำเสมอ เป็พลังงานที่ปลอบประโลมจิตใจ และเป็เครื่องเตือนใจว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มดาวนายพรานที่ส่องประกายชัดเจนบนฟากฟ้า ดวงดาวเ่าั้ดูเหมือนจะกระพริบตาให้กำลังใจเธอ ราวกับรับรู้ถึงชะตากรรมที่กำลังถาโถมเข้ามา
"ทำไม... ทำไมพวกเขาถึง้าตัวฉัน" อธิชาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน พลางนึกย้อนไปถึงตำราโบราณที่กล่าวถึง ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว และการปกป้อง ดวงใจแห่งแซฟไฟร์ หรือว่าพวกที่มาลอบทำร้ายเธอคือกลุ่มคนที่้า ดวงใจแห่งแซฟไฟร์ ด้วยเช่นกัน? หรือเป็กลุ่มอื่นที่พยายามขัดขวางไม่ให้เธอเข้าถึงมัน? ทุกอย่างซับซ้อนกว่าที่เธอคิดไว้มากนัก การปรากฏตัวของชีคคาลิดที่เหมือนจะช่วยเธออย่างไม่เต็มใจนั้นก็ยิ่งเพิ่มความสับสนให้เธอมากขึ้น เขาคือใครกันแน่? เป็ผู้พิทักษ์อย่างที่ตำนานกล่าวไว้ หรือเป็ส่วนหนึ่งของกลุ่มที่้าขัดขวางเธอ? แรงดึงดูดประหลาดที่เธอรู้สึกกับเขาเมื่อแรกพบนั้น ไม่ใช่แค่จินตนาการ แต่ดูเหมือนเป็ด้ายแห่งชะตากรรมที่ผูกโยงเธอเข้ากับความลึกลับและอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
อธิชารู้ดีว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เื่บังเอิญอีกต่อไป เธอเป็เป้าหมาย และการลอบทำร้ายนี้เป็หลักฐานยืนยันว่าเธอได้ก้าวล่วงเข้าไปในดินแดนแห่งความลับที่อันตรายเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปได้แล้ว วาดีย์ อัล-ฮิดายะห์ ที่เคยดูเหมือนโอเอซิสแห่งความหวัง บัดนี้กลายเป็กับดักที่เต็มไปด้วยเงาที่คอยจ้องมอง เธอไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกต่อไป เธอต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็จุดประกายความมุ่งมั่นในใจให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้ ฉลาดกว่านี้ และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
อธิชากลับมาที่เต็นท์ของเธอด้วยความระมัดระวังสูงสุด เธอสำรวจทุกซอกทุกมุมของเต็นท์อย่างละเอียด เพื่อหาว่ามีใครแอบเข้ามาหรือไม่ หรือมีร่องรอยของการถูกบุกรุกหรือไม่ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เธอเปิดกระเป๋าเป้ หยิบอุปกรณ์เดินป่าและมีดพกขนาดเล็กออกมาตรวจสอบความพร้อม รวมถึงแผนที่ของพ่อและตำราโบราณที่เธอคัดลอกมาได้ เธอตัดสินใจว่าคืนนี้จะไม่อาจหลับตาลงได้ เธอใช้เวลาที่เหลืออยู่ในความมืดมิดของเต็นท์ ทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้น ั้แ่จดหมายของพ่อ การค้นคว้าข้อมูล การเผชิญหน้ากับชีคคาลิด และเหตุการณ์ลอบทำร้าย เธอพยายามเชื่อมโยงจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน เหมือนกำลังแก้ปริศนาจิ๊กซอว์ที่มีชิ้นส่วนกระจัดกระจาย
รุ่งเช้าของวันถัดมา อธิชาตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เสี่ยงภัย แต่เธอรู้สึกว่ามันจำเป็ เธอ้ากลับไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อคืนนี้อีกครั้ง เพื่อสำรวจหาร่องรอยเพิ่มเติมที่อาจหลงเหลืออยู่ เธอสวมชุดคลุมสีเข้มที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม พรางตัวไปกับผู้คนที่เริ่มออกมาทำมาหากินในยามเช้า ตรอกแคบๆ ที่เกิดเหตุเมื่อคืนนี้ดูสงบเงียบเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เหลืออยู่เลย ราวกับว่ามีคนมาเก็บกวาดอย่างรวดเร็วและมืออาชีพ แต่สายตาที่เฉียบคมของนักโบราณคดีอย่างคุณอธิชาก็ไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นบางอย่าง เธอพบรอยขีดข่วนจางๆ บนกำแพงเต็นท์ด้านหนึ่งที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุม และรอยเท้าที่ดูแตกต่างจากรอยเท้าทั่วไป ปะปนอยู่ในผืนทรายที่ถูกพยายามทำให้เรียบเนียน เธอใช้กล้องพกพาขนาดเล็กถ่ายภาพร่องรอยเ่าั้ไว้ ก่อนจะก้มลงสำรวจพื้นทรายอย่างละเอียด และแล้วเธอก็พบสิ่งหนึ่ง... ผ้าผืนเล็กๆ สีดำสนิทที่ขาดวิ่น ติดอยู่กับก้อนหินเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของตรอก ผ้าผืนนั้นมีกลิ่นดินปืนจางๆ และััได้ถึงความหยาบกระด้างของใยผ้าที่ทอขึ้นอย่างประณีต แต่ด้วยเทคนิคที่ไม่เหมือนผ้าทอทั่วไปในโอเอซิสแห่งนี้ มันดูเหมือนเป็ผ้าที่มาจากที่อื่น... ที่ห่างไกลออกไป
ขณะที่เธอกำลังพิจารณาผ้าผืนนั้นอยู่ พลันอธิชาก็รู้สึกถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมาจากด้านหลัง เธอหันขวับไปทันที แต่ก็ไม่เห็นใคร มีเพียงกลุ่มเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่ไกลออกไป และพ่อค้าที่กำลังเปิดร้านค้าของตนเอง บรรยากาศดูเป็ปกติ แต่สัญชาตญาณของเธอกรีดร้องว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอรีบเก็บผ้าผืนนั้นใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว และรีบเดินกลับไปยังเต็นท์ของเธอ
ในเต็นท์ อธิชานำผ้าผืนนั้นออกมาศึกษาอย่างละเอียด เธอเคยเห็นสัญลักษณ์ที่ถูกทอเป็ลวดลายจางๆ บนผืนผ้าในตำราโบราณที่เธอเพิ่งค้นคว้ามา มันเป็สัญลักษณ์ของชนเผ่าโบราณที่เชื่อกันว่าเป็ ผู้พิทักษ์เงา หรือกลุ่มที่ทำงานเื้ัความมืดมิด เป็อีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในตำนาน ควบคู่ไปกับ ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว ที่ชีคคาลิดอาจจะเป็ส่วนหนึ่ง อธิชารู้สึกเหมือนกำลังถลำลึกเข้าไปในวังวนของความขัดแย้งโบราณที่ยังคงดำเนินอยู่ในยุคปัจจุบัน และเธอคือผู้ที่บังเอิญไปจุดชนวนมันขึ้นมา
คืนนั้น คุณอธิชาตัดสินใจที่จะไม่นอน เธอจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็ มีดพก ไฟฉาย แผนที่ดาว และขวดน้ำ เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับอันตรายที่อาจมาเยือน เธอเลือกจุดที่ซ่อนตัวที่ดีที่สุดภายในเต็นท์ ใกล้ทางออก และพยายามเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้างอย่างตั้งใจที่สุด ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ในความมืดมิด พยายามจับสังเกตเงาและเสียงที่ผิดปกติ
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบถึงกลางดึก เสียงผู้คนในโอเอซิสเงียบสงัดลงอย่างสิ้นเชิง มีเพียงเสียงลมทะเลทรายที่พัดหวีดหวิว และเสียงของสัตว์กลางคืนบางชนิดเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็ระยะ ความเงียบนั้นน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงใดๆ อธิชารู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แล่นไปทั่วสันหลัง เธอรู้ว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เธอััได้ถึงพลังงานลึกลับที่พุ่งเข้ามาใกล้เต็นท์ของเธอ พลังงานที่แตกต่างจากพลังงานบริสุทธิ์ของดวงดาวที่เธอคุ้นเคย มันเป็พลังงานที่มืดมิดและเต็มไปด้วยเจตนาร้าย
พลัน! เงาร่างสามเงาก็ปรากฏขึ้นหน้าเต็นท์ของเธออย่างเงียบเชียบ ราวกับผีที่ลอยมากับสายลม คราวนี้มีถึงสามคน! พวกเขาไม่ได้พุ่งเข้าใส่แบบเมื่อคืน แต่กลับค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์และหาช่องโหว่ อธิชาหัวใจเต้นระรัว เธอพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็ปกติ ร่างกายอยู่ในท่าเตรียมพร้อมเต็มที่ ดวงตาจ้องมองเงาเ่าั้อย่างไม่กะพริบ เธอเห็นแสงวูบวาบจากวัตถุโลหะในมือของพวกเขา ซึ่งไม่ใช่มีดสั้นธรรมดา แต่ดูเหมือนจะเป็ดาบโค้งขนาดเล็ก หรือกริชที่ใช้ในการต่อสู้แบบประชิดตัว
หนึ่งในชายชุดดำใช้กริชกรีดผ้าเต็นท์ของเธออย่างเงียบกริบ สร้างช่องว่างที่เพียงพอให้พวกเขาสอดตัวเข้ามา คุณอธิชาไม่รอช้า เธอพุ่งตัวออกไปทางช่องว่างนั้นทันทีอย่างรวดเร็วและไม่ลังเล เธอรู้ว่าการต่อสู้ในพื้นที่ปิดเช่นนี้เป็เื่เสียเปรียบอย่างมาก
ชายชุดดำทั้งสามใกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเธอ พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะกล้าพุ่งออกมาเผชิญหน้าเช่นนี้ พวกเขารีบปรับเปลี่ยนท่าทางและพุ่งเข้ามาล้อมเธอไว้ อธิชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้ เธอใช้ทักษะการป้องกันตัวที่พ่อสอนและประสบการณ์จากการผจญภัยที่ผ่านมา เธอหลบคมกริชที่พุ่งเข้าใส่จากด้านซ้ายอย่างหวุดหวิด พลางใช้ข้อศอกกระแทกเข้าที่ท้องของชายอีกคนที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้า เขาถึงกับจุกจนทรุดตัวลง อธิชาอาศัยจังหวะนั้นวิ่งหนีออกไปในความมืดมิดของโอเอซิส
แต่ชายชุดดำที่เหลืออีกสองคนก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาวิ่งไล่ตามเธอไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเงาที่ติดไปกับตัวอธิชา อธิชารู้ว่าเธอไม่สามารถวิ่งหนีไปได้ตลอด เธอ้าที่กำบัง หรืออย่างน้อยก็ต้องหาทางแยกตัวออกมา เธอเหลียวมองไปรอบๆ มองหาจุดที่สามารถใช้เป็ที่หลบซ่อนหรือจุดที่เธอจะได้เปรียบในการต่อสู้ แสงจันทร์ที่เริ่มอ่อนลงกำลังเป็ใจให้เธอเล็กน้อย
เธอตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังกองหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เป็บริเวณที่เต็มไปด้วยโขดหินที่สูงและซับซ้อน เหมาะสำหรับการซ่อนตัวและสร้างความสับสนให้กับผู้ไล่ตาม ขณะวิ่งไป อธิชาพยายามจดจำเส้นทางที่เธอได้ศึกษาจากแผนที่ของพ่อ และใช้ความรู้ด้านดาราศาสตร์ในการหาทิศทาง เธอวิ่งผ่านซอกเต็นท์ ผ่านตลาดที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า และะโข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ อย่างรวดเร็ว
ชายชุดดำยังคงไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังกระทบพื้นทรายใกล้เข้ามาทุกที อธิชารู้ว่าเวลาของเธอกำลังจะหมดลง เธอรู้สึกถึงแรงเหนื่อยล้าที่เริ่มเข้าครอบงำ แต่ใจของเธอกลับมุ่งมั่นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน เธอจะไม่มีวันยอมแพ้ เธอจะสู้จนกว่าจะถึงที่สุดเพื่อตามหาพ่อและไขปริศนาชีวิตของเธอเอง
เมื่อมาถึงกองหิน อธิชาก็พุ่งตัวเข้าไปในซอกหินที่แคบและมืดมิดอย่างรวดเร็ว ชายชุดดำทั้งสองคนตามมาติดๆ พวกเขาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอธิชาหายเข้าไปในซอกหินที่ดูอันตรายและซับซ้อนเกินกว่าจะตามเข้าไปได้ง่ายๆ
"นางไปไหน?" ชายคนหนึ่งกระซิบถามด้วยเสียงแหบพร่า
"ต้องอยู่ในนี้แหละ... ค้นหาให้ทั่ว!" อีกคนตอบกลับมาพร้อมเสียงฝีเท้าที่เริ่มแยกย้ายกันออกค้นหา อธิชาได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเขาที่ดังอยู่รอบๆ ตัวเธอ ใกล้เข้ามาทุกที เธอพยายามควบคุมลมหายใจให้เงียบที่สุด หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอหยิบมีดพกขนาดเล็กออกมาจากซองที่ซ่อนไว้ใต้ชุดคลุม กำชับด้ามมีดแน่นในมือที่ชุ่มเหงื่อ เธอรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของเธอ
จังหวะนั้นเอง! อธิชาััได้ถึงเงาที่ทอดผ่านเข้ามาในซอกหินที่เธอซ่อนตัวอยู่ เธอรู้ว่ามีคนกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ที่สุด เธอตัดสินใจพุ่งตัวออกไปจากซอกหินนั้นอย่างรวดเร็วราวกับเสือที่กระโจนออกจากถ้ำ พร้อมกับเหวี่ยงมีดพกในมือเข้าใส่ชายชุดดำที่เดินเข้ามาใกล้ที่สุดอย่างสุดแรง เกิดเสียง ฉึก! เล็กน้อยตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเ็ป ชายชุดดำถอยหลังไปสองสามก้าว พร้อมกับกุมแขนที่ถูกมีดกรีดบาด อธิชาไม่รอช้า เธอรีบถีบเข้าที่ท้องของชายผู้นั้นอย่างแรง จนเขาล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนที่จะวิ่งหนีออกจากกองหิน มุ่งหน้าไปยังพื้นที่เปิดโล่ง
แต่ความโล่งใจก็อยู่ได้เพียงชั่วครู่ เสียงฝีเท้าของชายชุดดำอีกคนที่ยังไม่ได้รับาเ็ก็ไล่ตามมาติดๆ เขาเร็วและแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิด อธิชารู้สึกถึงคมดาบที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เธอเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด แต่ผ้าคลุมของเธอก็ถูกคมดาบเฉือนขาดออกไป แสงจันทร์สาดส่องลงมาพอดี เผยให้เห็นใบหน้าของอธิชาที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแววตาที่มุ่งมั่น
"เ้าหนีไม่พ้นหรอก สตรีแห่งดวงดาว!" ชายชุดดำะโไล่หลังมา เสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและเยาะเย้ย
อธิชารู้ว่าเธอไม่สามารถสู้กับเขาได้ด้วยกำลัง เธอต้องใช้สติปัญญาและความรู้ที่เธอมี เธอหันไปมองกลุ่มดาวนายพรานบนท้องฟ้าอีกครั้ง ราวกับขอพลังจากมัน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นทิศทางของลมทะเลทรายที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอตัดสินใจวิ่งไปยังเนินทรายสูงแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เธอมีแผนอยู่ในใจแล้ว
ชายชุดดำยังคงตามมาติดๆ เมื่ออธิชาขึ้นไปถึงยอดเนินทราย เธอก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งตัวลงกลิ้งไปตามเนินทรายลงมาอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว สร้างฝุ่นทรายฟุ้งกระจายไปทั่ว ชายชุดดำที่ไล่ตามมาติดๆ ไม่ทันระวังตัว เขาพุ่งตัวมาถึงยอดเนินและมองหาอธิชา แต่กลับไม่เห็นใคร
"นางไปไหน!" เขาะโด้วยความหงุดหงิด และในจังหวะนั้นเอง อธิชาก็พุ่งตัวออกมาจากด้านข้างของเนินทรายที่เธอแอบซ่อนอยู่ เธอใช้ก้อนหินเล็กๆ ที่หยิบติดมือมาด้วยปาเข้าใส่ใบหน้าของชายชุดดำอย่างแม่นยำ ทำให้เขาเสียหลักล้มลงไปในทรายที่นุ่มลึก อธิชาไม่รอช้า เธอวิ่งหนีไปอีกครั้ง ทิ้งให้ชายผู้นั้นดิ้นรนอยู่ในกองทราย
แต่แล้ว... ขณะที่คุณอธิชากำลังวิ่งผ่านลานกว้างแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของอาคารโบราณเก่าแก่ เธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเงาร่างสูงโปร่งยืนอยู่กลางซากปรักหักพังนั้น... เขาคือชีคคาลิด! เขาไม่ได้เคลื่อนไหว ไม่ได้ถือดาบ แต่สายตาของเขากำลังจับจ้องมาที่เธออย่างไม่กะพริบ ใบหน้าของเขาแม้จะยังคงนิ่งเฉย แต่อธิชากลับรู้สึกถึงความกังวลที่ฉายผ่านแววตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที
ชายชุดดำคนแรกที่ถูกมีดกรีดแขนตามมาถึงที่นั่นแล้ว ตามมาด้วยชายคนที่สองที่เพิ่งลุกขึ้นจากกองทราย ทั้งสองมองมาที่คุณอธิชาและชีคคาลิดด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่คิดว่าจะเจอชีคคาลิดอยู่ที่นี่
"ชีคคาลิด..." ชายชุดดำคนแรกเอ่ยชื่อออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวงระคนเกรงกลัว
ชีคคาลิดไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็สัญญาณให้ชายชุดดำทั้งสองคนหยุดการเคลื่อนไหว ชายทั้งสองมองหน้ากันอย่างสับสน ก่อนจะยอมหยุดอยู่กับที่ตามคำสั่งของชีคคาลิด
"พวกเ้า... จงกลับไป" ชีคคาลิดเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เ็าและทรงอำนาจ ดวงตาของเขากวาดมองชายชุดดำทั้งสองอย่างเด็ดขาด "อย่าให้ข้าต้องเตือนเป็ครั้งที่สอง"
ชายชุดดำทั้งสองลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมล่าถอยไปอย่างช้าๆ โดยไม่มีคำถามใดๆ ทิ้งให้อธิชายืนเผชิญหน้ากับชีคคาลิดเพียงลำพังอีกครั้ง ท่ามกลางซากปรักหักพังและแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
อธิชาจ้องมองเขาด้วยความสับสน หัวใจยังคงเต้นแรง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว มีความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเข้ามาแทนที่ เขาช่วยเธออีกครั้ง... แต่ทำไม? และทำไมเขาถึงมีอำนาจสั่งการคนพวกนั้นได้?
ชีคคาลิดเดินเข้ามาหาอธิชาช้าๆ ดวงตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องที่เธอ แต่ครั้งนี้มีความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในลึกๆ ราวกับมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง เขายื่นมือออกมาอย่างช้าๆ มีบางสิ่งอยู่ในฝ่ามือที่แบออก
"จงระวัง... สตรีแห่งดวงดาว" เสียงของเขาห้าวลึกและแ่เบา แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ในใจของอธิชา "พวกมันจะกลับมา... และครั้งหน้า อาจไม่มีใครช่วยเ้าได้"
ในฝ่ามือของเขาคือผ้าผืนเล็กๆ สีดำสนิทที่ขาดวิ่น ที่อธิชาทำหล่นไปตอนที่หลบหนี เธอรับมันมาด้วยความสับสน ผ้าผืนนั้นคือหลักฐานที่เธอบังเอิญพบเมื่อเช้านี้! เขารู้... เขารู้ทุกอย่าง
ก่อนที่อธิชาจะทันได้เอ่ยคำถามใดๆ ชีคคาลิดก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบอีกครั้ง ราวกับเงาที่จางหายไปในความมืดมิด ทิ้งให้คุณอธิชายืนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางซากปรักหักพังของอดีต และเงาของชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง อธิชามองผ้าในมือ เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่เชื่อมโยงเธอกับชายผู้ลึกลับคนนี้ และกับปริศนาแห่งอัล-ซาฟีร่า ที่นับวันยิ่งซับซ้อนและอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้แล้วว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตามหาพ่อ แต่เป็การไขปริศนาที่อาจเปลี่ยนโลกทั้งใบ และโชคชะตาของเธอเอง
////****////
