เจอกันได้แค่หนึ่งชั่วโมงแต่กลับต้องพูดเื่การเป็ ‘นักศึกษาแลกเปลี่ยน’ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกลำบากใจมากเช่นกัน
แต่ถ้าไม่พูด เร็วๆ นี้เธอกับโจวเฉิงจะยังได้เจอกันอีกหรือเปล่า?
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่รู้กำหนดการของโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน ดีไม่ดีอาจจะเป็ภาคเรียนหน้า หากเธอไม่บอกกับโจวเฉิงั้แ่ตอนนี้ ถึงเวลาโจวเฉิงคงตั้งตัวไม่ทันแน่นอน
โจวเฉิงเห็นเธอก้มศีรษะลง ขนตาสั่นไหว อีกทั้งยังไม่กล้าสบตาเขา โจวเฉิงก็รู้ทันทีว่าเสี่ยวหลานกำลังรู้สึกประหม่า
ท่าทางเช่นนี้ช่างหายากเหลือเกิน เธอประหม่าเป็ด้วยหรือนี่?
โจวเฉิงเคยเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานประหม่าแค่ครั้งเดียว ซึ่งก็คือตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานถูกพวกนักเลงดักไว้ในซอยเปลี่ยว เธอพยายามวิ่งหนีอีกฝ่าย จนกระทั่งมาเจอกับคังเหว่ยคนแรกแล้วถึงเจอกับเขา
โจวเฉิงดูออกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานตื่นตระหนก เพราะเธอกลัวว่าเขาจะเป็พวกเดียวกับพวกนักเลง!
หลังจากนั้นเขากับเธอก็ได้จับมือกันครั้งแรก ได้โอบกอดและจุมพิต เซี่ยเสี่ยวหลานก็ประหม่าเช่นกัน แต่ท่าทางไม่เหมือนกับความประหม่าอย่างเช่นในตอนนี้ ลมทะเลพัดเส้นผมของเสี่ยวหลานปลิวกระทบใบหน้าของโจวเฉิง ทำเอาหัวใจของเขาแทบละลาย
แฟนสาวใส่ใจในตัวเขา มันต่างจากการเอาใจใส่เด็กน้อย แต่เป็การให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของเขา
โจวเฉิงอยากดื่มด่ำกับความรู้สึก ‘ถูกเอาใจใส่’ มากกว่านี้ แต่เขาก็อดรู้สึกสงสารเสี่ยวหลานที่กำลังรอคำตอบจากเขาอย่างว้าวุ่นใจไม่ได้ เดิมทีเขาอยากแกล้งบอกว่าไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปเป็นักศึกษาแลกเปลี่ยน ดูสิว่าเสี่ยวหลานจะตัดสินใจอย่างไร ทว่าไม่ทันไรเขาก็รู้สึกว่ามันช่างปัญญาอ่อนและน่าขบขันเหลือเกิน ถ้าเกิดวันใดเขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจแล้วเสี่ยวหลานไม่อนุญาตขึ้นมาเล่า?
ถ้าเชื่อฟังเสี่ยวหลายเขาคงต้องลาออกจากงานที่เขารัก หากเป็เช่นนั้นจริงเขาคงรู้สึกเสียดายและอาลัยอาวรณ์แน่นอน
แต่ถ้าไม่เชื่อฟังเสี่ยวหลานก็จะทำให้เธอผิดหวัง และตัวเขาก็คงทุกข์มากใจเช่นกัน
ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่เคยพูดเื่พวกนี้เพื่อทำให้เขารู้สึกลำบากใจเลยสักครั้ง ตรงกันข้ามเธอกลับคอยให้กำลังใจเขา บอกว่าพวกเขาต้องถือโอกาสตอนอายุยังน้อยตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่!
“สหายเซี่ยเสี่ยวหลาน ฉันผิดหวังในตัวเธอมาก!”
เซี่ยเสี่ยวหลานที่รอคำตอบอยู่นานแต่กลับได้ยินประโยคนี้ตอบกลับมา ความเศร้าก็เริ่มก่อตัวขึ้น ทว่าไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงหลุดหัวเราะของโจวเฉิง
“...เธอไม่เชื่อใจฉันขนาดนั้นเลยหรือ เห็นฉันเป็คนไร้เหตุผลหรือย่างไรกัน หืม?”
ผู้ชายคนนี้กล้าล้อเล่นเื่แบบนี้กับเธออย่างนั้นรึ!
เซี่ยเสี่ยวหลานเตะโจวเฉิงด้วยความโมโห “ฉันนึกว่าเธอโกรธฉันจริงๆ !”
เธอเตะแรงมาก ทว่าโจวเฉิงไม่กล้าบอกว่าเจ็บ ใครใช้ให้เขาแกล้งคนอื่นก่อนเล่า ทำเอาเสี่ยวหลานโกรธจริงเสียได้
“ฉันล้อเล่น ฉันดีใจแทนเธอต่างหากเล่า! ขึ้นชื่อว่าเป็การแข่งขันย่อมไม่ง่ายอย่างแน่นอน รางวัลคือเกียรติยศที่เธอสามารถคว้ามาด้วยตัวเองได้ เื่เรียนฉันช่วยอะไรไม่ได้ แต่ฉันจะไม่เป็ตัวถ่วงของเธอ”
แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้เธอไป
สถานการณ์ในตอนนี้แค่เจอหน้ากันยังยาก วันนี้กว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาที่นี่ได้คงลำบากมากเป็แน่
แต่ถึงแม้ที่ประเทศจีนจะลำบากมากแค่ไหน อย่างไรสถานศึกษาและหน่วยงานรัฐก็มีวันหยุด หากพยายามคิดหาวิธีย่อมได้เจอหน้ากันอย่างแน่นอน แม้ความเร็วของการส่งจดหมายจะช้าเพียงใด แต่ภายในหนึ่งเดือนก็คงได้รับจดหมายสักฉบับแล้ว และแม้สัญญาณโทรศัพท์จะไม่ดี แต่ถ้านั่งเฝ้าโทรศัพท์อยู่สักชั่วโมงก็คงได้ยินเสียงของกันและกัน... ทว่าหากอยู่กันคนละประเทศล่ะก็ ทั้งสามอย่างข้างต้นไม่อาจรับประกันได้ว่าจะเกิดขึ้น
โจวเฉิงจูบเธอ “ฉันอยากให้ตัวเองเป็คนที่เก่งกว่านี้ไวๆ เสียจริงๆ ”
เป็คนเก่งแล้วใช่ว่าจะหยุดก้าวไปข้างหน้า แต่เป็คนเก่งจะทำให้เขาได้อยู่กับเสี่ยวหลานนานยิ่งกว่านี้ ได้อยู่ในสถานะของสามีภรรยา หาใช่แค่คนรัก ตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากถูกคำว่าครอบครัวมาผูกมัด แต่ก็บอกแล้วว่าหลังเรียนจบจะแต่งงานกับโจวเฉิง
โจวเฉิงเองก็พยายามปรับตัวเช่นกัน การปรับตัวไม่ใช่การยอมให้ แต่เป็เพราะความรัก
ทั้งสองคนไม่้าแยกจากกัน กลิ่นเค็มของลมทะเลไม่โรแมนติกสักนิด แต่สำหรับคู่รักที่พลัดพรากกันมานานไม่จำเป็ต้องบรรจงสร้างความโรแมนติก แค่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน กายแนบกาย ได้จูบและโอบกอด ล้วนเป็ความสุขที่มิอาจบรรยาย
หนึ่งชั่วโมง?
ต่อให้เป็หนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือนก็ไม่เพียงพอ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่แค่แนบชิดอิงแอบกันเงียบๆ ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
เซี่ยเสี่ยวหลานชักเสียใจแล้วที่เมื่อครู่ดันคุยธุระสำคัญ เวลานี้มันใช่เวลาคุยธุระหรือ? เธอควรเอาแต่ใจตัวเองมากกว่านี้ กอดโจวเฉิงไว้ไม่ยอมปล่อย ัักลิ่นอายของโจวเฉิง ลมหายใจของโจวเฉิง... ครูฝึกให้เวลาพวกเขาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะเรียกโจวเฉิงให้กลับค่าย
ตอนบอกลากัน ดวงตาของเซี่ยเสี่ยวหลานคลอไปด้วยหยดน้ำ
เธอยังมีอีกหลายเื่ที่อยากคุยกับโจวเฉิง ทว่าพอเห็นสภาพความเป็อยู่ที่ย่ำแย่เช่นนี้ของเขาแล้ว เธอได้แต่พยายามย้ำกับตัวเองว่าเธอไม่ควรน้อยใจ เธอไม่ควรทำให้โจวเฉิงรู้สึกเป็ห่วง ความรู้สึกอยากตัดพ้อเอ่อล้นเหนือการควบคุมของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เธอก็สามารถฝืนอดกลั้นมันเอาไว้ได้ เว้นแต่น้ำตาที่เธอห้ามไว้ไม่อยู่
โจวเฉิงรู้สึกปวดใจแทบคลั่ง เขาเช็ดเม็ดไข่มุกใสที่หางตาเซี่ยเสี่ยวหลาน “อย่าร้องไห้สิ น้ำตาไหลแล้วโดนลมพัดผิวจะแห้งจนเป็ริ้วรอยนะ ฉันจะพยายามหาโอกาสเจอกับเธออีกสักสองครั้ง”
“อืม สัญญานะ?”
“ฉันสัญญา”
ตอนนี้เื่ปลอบแฟนสำคัญที่สุดสำหรับโจวเฉิง เขานึกไม่ถึงว่าเสี่ยวหลานจะร้องไห้ เมื่อเห็นดังนั้นมือไม้ของเขาจึงพันกันไปหมด
คนอื่นคบหากัน เงื่อนไขภายนอกเป็อย่างไรไม่สำคัญ แต่อย่างน้อยก็คงได้เจอกันตามปกติ
เสี่ยวหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งเพื่อเขา แต่เขากลับถูกส่งไปเรียนที่จี้เป่ย ถึงอย่างไรปักกิ่งกับจี้เป่ยก็อยู่ใกล้กันมาก ทว่าจู่ๆ เขาก็ถูกส่งตัวลงใต้... ภารกิจครั้งนี้ยังไม่มีกำหนดการสิ้นสุดอย่างชัดเจน โจวเฉิงจึงไม่รู้เลยว่าสองปีที่ถูกส่งมาเรียน เขาจะได้กลับไปเรียนที่วิทยาลัยต่ออีกหรือไม่
ต่อให้เสี่ยวหลานไม่ไปเป็นักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ แม้อยากเจอหน้าเขาก็ไม่ใช่เื่ง่ายอยู่ดี
ตอนนี้โจวเฉิงอยากให้โครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยนรีบๆ เกิดขึ้นและจบลงโดยเร็วที่สุด เพราะหลังเขาเรียนจบเมื่อไร เสี่ยวหลานก็คงกลับมาที่จีนพอดีนั่นเอง!
“พอได้แล้ว เลิกประวิงเวลาเสียที ถ้านักศึกษาทหารคนอื่นมาเห็นเข้าจะคิดอย่างไร”
ครูฝึกเองก็ไม่อยากขัดจังหวะคู่รัก แต่ที่นี่คือค่ายชั่วคราว นักศึกษาทหารคนอื่นไม่ได้ตาบอด กอดกันแบบนี้เกิดมีคนเห็นเข้าแล้วจะดีหรือ!
ทางที่ดีควรมาอย่างเงียบๆ และกลับไปแบบเงียบๆ คนอื่นจะได้ไม่คิดว่าเป็เื่อยุติธรรม
ครูฝึกให้เวลาพวกเขาเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมง เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่อยากทำให้ครูฝึกลำบากใจ แต่ก็เป็เธอเองที่เื่มากถึงได้ร้องไห้ต่อหน้าโจวเฉิงเช่นนี้ ทั้งสองชาติของประธานเซี่ยนับรวมกันแล้วเธอร้องไห้แทบนับครั้งได้ ทว่าเกิดใหม่รอบนี้อายุของเธอน้อยลง ความอดทนเลยต่ำลงไปด้วยอย่างนั้นหรือ?
โจวเฉิงก้าวเดินสลับกับมองเหลียวหลัง เซี่ยเสี่ยวหลานรอจนกระทั่งไม่เห็นแผ่นหลังของเขาถึงเดินทางกลับ
เธอเดินมุ่งไปยังสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านช้าๆ เดินอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าถึงจะเห็นว่ารถของคังเหว่ยจอดอยู่ตรงนั้น
คังเหว่ยก็รู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานช่างเก่งกาจเหลือเกิน ถึงกับหาตัวโจวเฉิงที่กำลังปฏิบัติภารกิจพบ พี่สะใภ้ของเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เธอมีเส้นสายเป็ของตัวเอง หรืออาจพูดได้ว่าพี่สะใภ้ของเขาได้พยายามขยายเส้นสายของตนอยู่เสมอ และไม่ได้ปล่อยให้พี่เฉิงจื่อพยายามอยู่ฝ่ายเดียว
คังเหว่ยคิดว่ามันเป็เื่ที่ดีอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรเขาก็นับถือเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างมากเหลือเกิน
“พี่สะใภ้ เธอเจอพี่เฉิงจื่อหรือยัง”
ดวงตาแดงช้ำ ร้องไห้มาหรือเป็เพราะตากลมทะเล?
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ได้เจอแล้ว ขอโทษทีนะที่พาเธอไปเจอด้วยไม่ได้”
“ฉันกับพี่เฉิงจื่อโตมาด้วยกัน ได้เจอกันหรือไม่ย่อมไม่สำคัญ แต่เธอนี่สิคงลำบากแย่”
คังเหว่ยไม่เคยเห็นสหายหญิงคนไหนที่ไม่เคยเอะอะโวยวายมาก่อน โจวเฉิงเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานถือว่ามีบุญยิ่งนัก ครั้งก่อนที่ถูกสอบสวนก็เป็เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจตามหาตัวพานซาน โจวเฉิงถึงได้รอดมาได้
“ไปเถอะ พวกเราไปดูร้านใหม่กับพี่ไป๋กัน”
คังเหว่ยหันหน้ามาเพราะอยากคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าจู่ๆ ก็มีรถคันหนึ่งพุ่งตรงมาจากปากถนน คังเหว่ยหัวสมองขาวโพลน ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานโถมตัวไปหักพวงมาลัย เกิดเสียงดังโครม รถของอีกฝ่ายชนท้ายรถคังเหว่ยเข้าอย่างจัง!