บนเขาิญญาตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายมุ่งมาดเข่นฆ่า ลมปราณระอุปั่นป่วนปกคลุมทั่วท้องฟ้า แรงพลังนั้นทำให้จิติญญาของผู้คนสั่นไหวคล้ายกับอยู่ในนรก
ชายหนุ่มยืนเอามือไขว้หลัง มันใช้สายตามองต่ำ ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะแข็งแกร่งแต่ต่อหน้าอำนาจของูเา์โบราณ เขาก็เป็เพียงแค่มดตัวหนึ่งเท่านั้น แค่ใช้อาวุธล้ำค่าออกไปส่งๆย่อมสามารถฆ่าให้ตายได้อย่างง่ายดาย
เต้าหลิงยืนอยู่ภายในค่ายกลสังหาร ธงั์สีเืเก้าผืนสั่นไหว หน้าผืนธงโบกสะบัดขจายคลื่นพลังเข้มข้นคลื่นเหียนพร้อมเสียงหวีดร้องแหลมบาดหู
เส้นแสงสีขุ่นเก้าสายแหวกผ่ามวลอากาศด้วยความรวดเร็วทั้งยังประสมประสานพลังทำลายรุนแรงถึงขนาดสามารถบดทำลายูเาทั้งลูกได้
เต้าหลิงหรี่ตาลง รีดเค้นพลังทั่วร่างเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ลมปราณะเิออกพวยพุ่งลอยตัวขึ้นสูงสู่ท้องฟ้า ก่อนรวมตัวกันแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็เตาหลอมสีนวลส่องแสงสว่างจ้า พลังปราณของเต้าหลิงเข้าต่อต้านแสงเืทว่ากลับยากที่จะต้านทาน กระนั้นแรงปะทะก็ส่งผลให้บริเวณโดยรอบสะท้านะเื
การต่อกรกับค่ายกลสังหารนี้ถือว่าตึงมือนัก พวกมันได้รวมตัวเข้าด้วยกันสามารถสังหารคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งใด
“ถ้าอยากจะทำลายค่ายกลนี้ละก็ คงต้องโจมตีผืนธงให้ตกลงมาเสียก่อน ไม่เช่นนั้นค่ายกลธงก็จะดูดซับพลังฟ้าดินบริสุทธิ์ทำให้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น ถึงตอนนั้นจุดจบก็คือตายสถานเดียว”
เต้าหลิงใช้มือลูบจมูก มืออีกข้างหนึ่งปรากฏกระบี่หักสามท่อน จากนั้นลมปราณในร่างได้ไหลแล่นเข้าสู่อาวุธเป็ผลให้มันปลดปล่อยแสงกระบี่จัดจ้าออกมาเป็เส้นๆ
“แหลกไปซะ” เต้าหลิงแผดเสียงคำรามยาวออกมา ผมยาวปลิวไสว ลมปราณสีทองม้วนตัวหวนขึ้นฟ้า กระบี่หักในมือของเขาน่ากลัวขึ้นมาราวกับดวงอาทิตย์ทมิฬที่กำลังแผดเผาทุกสรรพสิ่ง แสงกระบี่ะเิออกเส้นแสงของมันขยายใหญ่ขึ้น
พลังงานภายในร่างของเขาไหลเข้าไปในกระบี่หักพลังทั้งหมดถูกขับเคลื่อนจนถึงจุดสูงสุดแสงกระบี่ขนาดใหญ่ดุจต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปี
ตูม
แสงกระบี่ไหลทะลวงฝ่าออกไปคล้ายกับคลื่นแสงสีขาว พลังงานสีเืถูกตัดขาดทำให้ธงทั้งเก้าผืนสั่นไหวจวนขาดสะบั้น
ในขณะที่พลังงานของค่ายกลกำลังจะรวมตัวกันใหม่อีกครั้ง ร่างของเต้าหลิงกลับหายวับและปรากฏกายโจมตีเข้าใส่ธงสีเื
อย่างไรก็ดีธงสีเืนั้นน่าหวาดหวั่นเหลือคณานับ ฝ่ามือของเต้าหลิงชาแทบไร้ความรู้สึก เขาแค่นเสียงฮึจากนั้นสีผิวแปรเปลี่ยนเป็สีทองแดง พลังภายในร่างพลุ่งพล่านตามความเข้มข้นของลมปราณ พลัง์อัดแน่นไปทั่วแขนจากนั้นเขาก็พุ่งเข้าโจมตีธงสีเือีกครั้ง
ในตอนนั้น ชายหนุ่มผู้เป็เ้าของธงเล็กทั้งเก้ายืนเอามือไขว้หลังอย่างไร้กังวล มันรอให้เต้าหลิงพลาดท่าทว่าจู่ๆ สีหน้าของมันก็เคร่งเครียด เมื่อธงสีเืที่กำลังปลิวไสวอยู่ตรงหน้าค่อยๆ สลายหายไปทีละอัน
“อะไรกัน” สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริดก่อนจะขยับมือควบคุมธงสีแดงคล้ำเพื่อนำมันกลับมา นั่นเป็ถึงของล้ำค่าที่สำคัญยิ่งถึงแม้ว่าตัวมันจะไม่สามารถดึงพลังอานุภาพสูงสุดของค่ายกลออกมาได้แต่ถ้าธงหายไปมันต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่
ธงทั้งเก้าสั่นไหวจากนั้นเต้าหลิงก็เอากระเป๋ามิติสีม่วงออกมาก่อนที่จะเก็บค่ายกลสังหารลงไป
“เ้า เ้ามันรนหาที่ตาย” ชายหนุ่มโกรธมาก ดวงตาของมันเบิกกว้างจนแทบจะถลน สีหน้าเขียวขุ่นก่อนที่จะอ้าปากคายตราล้ำค่าออกมาหมายที่จะฆ่าเขาให้ตายเสียแล้วแย่งชิงของล้ำค่ากลับคืนมา
เต้าหลิงขยับเท้า กระบี่หักในมือส่องแสงสว่างจ้า แขนของเขาหมุนควงพลางปล่อยออกไปโจมตีเข้าใส่ตราล้ำค่าจนกระเด็น
ในเวลาเดียวกันเขาก็ะโพุ่งขึ้นไปกลางอากาศ ซัดหมัดออกไป พลัง์พรั่งพรูเอ่อล้น แรงพลังที่ส่งออกทำให้หินบริเวณโดยรอบถูกบดสลาย
หมัดนั้นทำให้ชายหนุ่มุ์หน้าเปลี่ยนสี มันััได้ถึงแรงกดดันที่ทำให้หายใจไม่ออก ก่อนรีบใช้ฝ่ามือสวนกลับไปในทันที แต่ชั่วพริบตาฝ่ามือและร่างครึ่งหนึ่งของมันก็ถูกโจมตีจนะเิกระจาย
หัวใจของหลินซือซือเต้นสั่นระรัว เธอตะลึงงันในความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่ม ดูท่าทีแล้วุ์สองตนที่เข้าต่อสู้ระยะประชิดกับเขาเท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ
“เ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก” ฝ่ายศัตรูไอออกมาเป็เืกระนั้นยังตะเบ็งเสียงกร้าว “หากเ้าฆ่าข้า เ้าไม่มีทางจะมีชีวิตอยู่รอดไปได้ อย่าแส่หาเื่ใส่ตัวเลยดีกว่ารีบปล่อยข้าไปแล้วขอโทษข้าเสีย ไม่เช่นนั้นไม่ว่าใครก็ช่วยเ้าไม่ได้”
“ขอโทษ?” เต้าหลิงหัวเราะ กระบี่หักภายในมือตัดฝ่าห้วงอากาศก่อนศีรษะของชายหนุ่มจะกระเด็นลอยออกไปทว่าหัวกะโหลกที่หลุดออกมานั้นได้กลายเป็หัวของสัตว์อสูร เมื่อมันตายร่างจริงจึงเผยออกมา
ุ์ร่างเขียวขวัญหนีดีฝ่อพลางหมุนตัวหมายจะชิ่งหนีเ้าเด็กนี่ ได้เกิดปัญหาใหญ่แน่บังอาจหาญกล้าฆ่าุ์ของเขา์โบราณ ไม่ว่าใครก็ช่วยเขาไม่ได้
“ไหนๆ มาแล้วก็อยู่ที่นี่เสียเลยสิ!” เต้าหลิงแสยะยิ้ม กระบี่หักสะบัดฟาดส่งผลให้เกิดเส้นแสงกระบี่ขนาดใหญ่พุ่งทะลวงไปข้างหน้า ฟันร่างของมันจนขาดเป็สองท่อนเืสาดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้นดิน
ุ์ทั้งสองถูกฆ่าตายในเวลาแค่เสี้ยววินาที ฝ่ามือเรียวสวยของหลินซือซือกำแน่นนางจับกระโปรงพร้อมวิ่งเข้าไปหาเต้าหลิงและพูดอย่างร้อนรน “เ้าฆ่าพวกมันไปไม่กลัวปัญหาที่จะตามมาอย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงได้บ้าบิ่นเช่นนี้”
ุ์ทั้งสองถึงจะเป็แค่ลิ่วล้อแต่เด็กสาวรู้สึกเป็กังวลกับคนที่อยู่เื้ัของพวกมัน นางกลัวว่าเต้าหลิงจะมีปัญหา
ได้ยินดังนั้นเต้าหลิงก็ยิ้มให้กับนาง “พวกมัน้าที่จะฆ่าข้า จะให้ปล่อยพวกมันไปได้อย่างไรสิ่งที่เกิดขึ้นนี้พวกมันหาเื่เอง ถ้าไม่ฆ่าพวกมันเสีย ปัญหาที่ตามมาจะต้องใหญ่กว่านี้แน่”
“ที่เ้าพูดมันก็ถูก” หลินซือซือครุ่นคิดพลางพยักหน้า หลังจากนั้นริมฝีปากสีแดงสดได้ยกขึ้นเป็รอยยิ้ม “หากสำนักถามขึ้นมาละก็ ข้าจะเป็พยานให้เ้าเอง อย่างไรเสียพวกมันก็เป็คนที่มาหาเื่ก่อน ตายไปย่อมสมควรแล้ว”
“ไม่จำเป็หรอกพวกมันก็แค่ลิ่วล้อ” เต้าหลิงสั่นศีรษะ
“ก็ใช่ คนที่อยู่เื้ัของพวกมันคงจะไม่มาที่สำนักเพราะเื่นี้ ทว่าอย่างไรเสียเ้าต้องระวังตัวเอาไว้”
หลินซือซือใช้นิ้วมือม้วนปลายผมยาวสีดำขลับ คอของนางขาวเนียนผิวละเอียดอ่อนถึงแม้ว่านางจะไม่ได้โดดเด่นอย่างจื้ออวี่ กระนั้นในภายภาคหน้าหากเติบใหญ่ขึ้นนางจะต้องกลายเป็สาวงามแสนสวยเป็แน่
หลินซือซืออดนึกถึงตอนที่เจอเต้าหลิงครั้งแรกไม่ได้พอนึกถึงภาพที่นางถือกระบี่หมายที่จะโจมตีเขานางก็หัวเราะออกมาจนตัวโก่ง
“เ้าหัวเราะอะไร?” เต้าหลิงมองไปที่นางและถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” นางโบกมือ ั์ตาแฝงอาการเคอะเขิน ทั้งสองแก้มยังกลายเป็สีแดงระเรื่อ
เต้าหลิงส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจนัก ก่อนเดินเข้าไปค้นตัวุ์ทั้งสองตนทว่าน่าเสียดายที่พวกมันไม่มีกระเป๋ามิติแต่เขาก็ได้ของมาอยู่ไม่น้อยจากนั้นจึงนำโอสถรักษาาแส่งให้กับนาง
หลินซือซือเม้มปาก ยอมรับโอสถเอาไว้ อย่างไรเสียนี่ก็เป็อุบัติเหตุนางถึงกล้ารับมาอย่างไม่เกรงใจ
หลังจากนั้นนางก็มองไปยังเต้าหลิงซึ่งอยู่ริมแม่น้ำ เขากำลังถลกหนังของุ์ทั้งสองด้วยสายตาประหลาดใจ นางเดินเข้าไปหาเต้าหลิงพร้อมย่อตัวนั่งลง ฝ่ามือทั้งสองกอดท่อนขากลมกลึงแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “เ้าจะทำอะไร?”
“ุ์ทั้งสองนี้มีขั้นพลังที่ไม่ได้อ่อนแอ ภายในเืเนื้อของมันอุดมไปด้วยพลังบริสุทธิ์จำนวนมากถ้ากินเข้าไปพลังจะต้องเพิ่มขึ้นมากแน่” เต้าหลิงฉีกยิ้ม
หลินซือซืออ้าปากค้าง นี่มันสัตว์อสูรโบราณเชียวนะเขาคิดที่จะกินมันอย่างนั้นหรือ นี่มันป่าเถื่อนเกินไปแล้ว!
หลังจากนั้นั์ตาสีดำของนางก็เหลือบไปเห็นเปลวเพลิงกลางฝ่ามือของเต้าหลิง นางอึ้งงันไปหนึ่งอึดใจถึงได้เอ่ยถาม “เ้าหลอมโอสถได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“นิดหน่อยน่ะ” เต้าหลิงนั่งอยู่บนพื้น เพลิงโอสถแก้วเหนือฝ่ามือถูกปลดปล่อยออกมาก่อนที่จะเริ่มเผา
“สุดยอด” หลินซือซือดึงชายเสื้อของเขา นางฉีกยิ้มประจบ “ทีหลังถ้าข้าจะหลอมโอสถ ข้าจะมาหาเ้านะ ฟรีด้วยล่ะ”
“ถ้าหลอมไม่สำเร็จล่ะ ทำอย่างไร” เต้าหลิงพึมพำ
“อย่างนั้นเ้าก็เอาสมุนไพริญญาให้ข้าสิ” หลินซือซือกะพริบตาปริบๆ และหัวเราะ
เต้าหลิงได้แต่กลอกตา
เขามองดูพลังบริสุทธิ์ที่เริ่มไหวออกมาจากเนื้อ ความเร็วของเปลวเพลิงที่พ่นออกมาลดลงไปเล็กน้อย เพลิงโอสถแก้วนี้น่ากลัวเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นเนื้อของสัตว์อสูรสองตนซึ่งไม่ได้แข็งแกร่งมากมาย ไม่นานนักมันก็ถูกเผาจนสุก
กลิ่นหอมลอยโชยจนหลินซือซือต้องทำจมูกฟุดฟิดน้ำลายสอ ก่อนนางจะกล่าวเร่งว่า “เร็วสิข้าไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว”
ใช้เวลาอีกครู่หนึ่ง น่องขนาดใหญ่ก็มีน้ำมันไหลเยิ้มออกมา เนื้อล้ำค่ากลายเป็สีใสดุจอัญมณีแสงสว่างไหลทะลักออกมาเนื้อสีทองคำเหลืองดูแล้วน่าอร่อยเป็อย่างยิ่ง ส่งกลิ่นหอมลอยตามสายลมออกไปไกล
ด้านล่างเขาิญญากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาตามบันได เมื่อได้กลิ่นหอมของเนื้อพวกเขาก็รู้สึกสงสัยเป็อักโข ปกติแล้วจอมยุทธ์ผู้กำลังฝึกตนจะกินลมกินอากาศรวมทั้งสามารถอยู่ได้โดยการอิ่มทิพย์ แล้วเหตุใดถึงได้มีกลิ่นเนื้อย่างขจรขจายมาจาก้ากันเล่า
“พวกเราเป็ผู้ฝึกฝนตน จิตใจต้องสงบนิ่งจะถูกสิ่งเร้ารบกวนไม่ได้ มาฝึกตนแท้ๆ แต่กลับมากินเนื้อ ข้าว่าอย่างไรเสียพวกเขาจะต้องหยุดอยู่ที่เดิมไม่พัฒนาไปไหนเป็แน่” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
“อย่างที่พูด ข้าเองก็ไม่ได้กินเนื้อมาหลายปีแล้วข้าว่าน่าจะเป็พวกศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา กล้ามาทำเื่เปรอะเปื้อนในสำนักซิงเฉิน ทั้งยังมากินเนื้อบนเขาิญญาระดับสูง ได้จบไม่สวยแน่”
มีคนกล่าวเตือนออกมา วันนี้เป็วันแย่งชิงูเาิญญา พวกเขามาที่นี่นั้นต่างก็คิดไม่ถึงว่าแค่เดินขึ้นบันไดูเามาก็จะได้กลิ่นเนื้อย่าง นั่นทำให้พวกเขาโกรธเป็อย่างมาก
ฟากฝ่ายบนยอดเขาิญญา กลิ่นหอมเริ่มฉุนหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยพลังบริสุทธิ์เปี่ยมล้น ใช้เวลาอีกเพียงครู่เดียว เนื้อน่องขนาดใหญ่ก็สุกได้ที่ ทั้งเนื้อหนังข้างนอกก็ยังกรอบเป็อย่างมาก
“กินสิ” เมื่อเห็นหลินซือซือรอแทบไม่ไหว เขาก็ส่งน่องชิ้นั์ไปให้กับนาง ภาพลักษณ์ของหญิงสาวได้หายไปทันที นางใช้มือฉีกเนื้อออกมา กลิ่นหอมที่อัดแน่นอยู่ภายในเนื้อลอยโชยกระตุ้นให้นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะกลืนเนื้อลงไปอย่างหิวโหย
“หอมมาก” หลินซือซือแลบลิ้นเพราะความร้อน ยามนั้นเด็กสาวไม่รู้สึกประหลาดใจอะไรมากนัก อย่างไรเสียนี่ก็คือเนื้อล้ำค่าของอสูรโบราณพลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นเข้มข้นเป็อย่างยิ่ง
เต้าหลิงกัดไปหลายคำใหญ่ น้ำมันจากเนื้อล้ำค่าไหลเข้าไปในท้อง เขาเม้มปาก อีกสองสามอึดใจต่อมาเขาก็กินน่องั์ไปจนหมด
ในตอนนั้นเองก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามา และย่อมต้องเห็นว่าพวกเขาทั้งสองกำลังกินเนื้อย่างกันอยู่
“นี่มัน” หนังตาของหลินมู่กระตุกขึ้น สายตามองไปยังหลินซือซือที่มือทั้งสองเลอะเปื้อน มุมปากมันแผล็บ ขาของเขาแทบจะทรุดลงไปกับพื้นด้วยคิดไม่ถึงเลยว่าหลินซือซือผู้เรียบร้อยเหมือนกับผ้าพับไว้จะกินเนื้อด้วยท่าทางเช่นนี้
บรรยากาศบนเขาิญญาประหลาดไปในทันที พวกเขาสบตามองกันและกันด้วยอาการงงงวย คิดไม่ถึงเลยว่าสาวงามของสำนักอย่างหลินซือซือจะมานั่งกินเนื้ออยู่บนเขาอีกทั้งท่าทางที่นางกินนั้นทำให้ภายในใจของพวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือเื่จริง
นอกจากนี้นางยังนั่งกินเนื้ออยู่กับศิษย์ที่มาใหม่ กลุ่มคนถึงกับเบิกตากว้างจนอยากจะแผดเสียงคำรามกล่าวออกมาภายในใจรู้สึกเสียดาย ถ้ารู้ว่านางชอบกินเนื้อมากขนาดนี้ พวกเขาคงจะเอาเนื้อมาให้นางในทุกๆ วัน ทว่าตอนนี้นางได้ถูกศิษย์ใหม่คาบไปกินแล้ว
“เหตุใดเ้าถึงมากินเนื้ออยู่ที่นี่ เ้าจะทำอะไรตามอำเภอใจเช่นนี้ไม่ได้” ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความโกรธ คิดเดาว่าเต้าหลิงจะต้องเป็คนพาหลินซือซือมาทำเื่แบบนี้แน่
เต้าหลิงที่กำลังแทะเนื้ออยู่สายตาเหลือบมองไปที่เ้าของประโยคแวบหนึ่ง จากนั้นพูดชวนออกมาโดยที่กำลังเคี้ยวเนื้ออยู่ “เอาหน่อยไหม?”
ผู้ร่วมกลุ่มคนอื่นยิ่งขุ่นเคือง เ้านี่ชักจะโอหังมากเกินไปเสียแล้ว เขากล้ากล่าวเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร ไม่คิดจะขอโทษสักหน่อยหรือ
ทว่าใครเล่าจะรู้ ชายหนุ่มผู้ถูกชักชวนกลับรีบพยักหน้าอย่างไม่รอช้าพร้อมวิ่งเข้าไปแล้วนั่งลงตรงหน้าหลินซือซือก่อนจะกัดกินเนื้ออย่างหิวกระหายแล้วพูดคุยกับเด็กสาวไปพลาง
“จริงๆ แล้ววิธีการย่างเนื้อเช่นนี้ไม่ถูกนะ เ้าจะต้องปรุงรสเพิ่มเติมแต่งเข้าไปเสียหน่อยแล้วไฟก็ต้องร้อนกว่านี้รสชาติจะได้สดใหม่” ชายหนุ่มแนะนำ
“อื้มพูดได้ไม่เลวเลย” หลินซือซือพยักหน้าขณะฉีกกินเนื้อล้ำค่าเข้าปากก่อนมันจะหลอมละลาย จากนั้นพลังที่อยู่ภายในเนื้อจึงพรั่งพรูท่วมท้น
กลุ่มคนอ้าปากค้าง เ้าบ้ายังมีหน้าจะมาพูดแบบนั้นอีกนะ ผิวหน้าของเ้านี่ชักจะหนาเกินไปเสียแล้ว
“ฮ่าๆ...ศิษย์น้องขอข้าด้วยสิ” เด็กหนุ่มร่างอ้วนวิ่งเข้าไปพร้อมกับกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลัง สำเนียงที่ใช้ประจบเต้าหลิงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเขาอยากจะกินเนื้อเช่นกัน
เต้าหลิงมองกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ สีหน้าบิดเบี้ยวในทันใด เ้าคนพวกนี้มาได้ผิดเวลาเสียจริง
“นี่ๆ” นิ้วมือของหลินมู่สั่นเทา ใบหน้าเขียวขุ่น จ้องมองกลุ่มคนที่กำลังกินเนื้ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
หญิงสาวหนึ่งในกลุ่มนั้นสีหน้าดูไม่ดีนัก นางจ้องมองไปที่หลินซือซือด้วยความเกลียดชังเพราะศิษย์พี่ที่อยู่ข้างกายนางต่างไปรวมอยู่ตรงนั้นกันหมดแล้ว
“แย่ละสิ” ชายหนุ่มผู้หนึ่งแผดเสียง ไอควันลอยขึ้นทั่วร่าง ิักลายเป็สีแดงก่ำ ร่างกายของเขาสั่นเทา เส้นเืปูดนูนขึ้นเหมือนกับจะปริออก
“ศิษย์พี่เป็อะไรไป” เด็กหนุ่มร่างอ้วนร้องทักเมื่อสังเกตเห็นท่าทีของชายหนุ่ม ก่อนเอ่ยเสียงหลงอีกประโยคด้วยความใ “หรือว่าในเนื้อจะมีพิษ”
กลุ่มคนตื่นตระหนก แต่กลับไม่สนใจพวกพ้องของตน สายตามองไปที่หลินซือซือและะโออกมา “ศิษย์น้องหญิงอย่ากินนะ เนื้อนั่นมีพิษ ห้ามกินเด็ดขาด”
“ใช่แล้วศิษย์พี่ข้ามีโอสถแก้พิษ ศิษย์พี่รีบกินเข้าไปเถอะ”
“อะไรมีพิษ” หลินซือซือทำหน้ามุ่ย นางมองไปยังกระดูกที่ถูกกัดแทะจนเกลี้ยงแล้วโบกมือ “เ้ากินมากเกินไประวังตัวจะะเิเอา”
“ไอ้หยาศิษย์น้องหญิงกินไปแค่สองชิ้นตัวจะะเิได้อย่างไร ในเนื้อนี่จะต้องมีพิษแน่เ้าหยุดกินได้แล้ว”
“ใช่แล้วศิษย์น้องหญิงเ้าอย่ากินนะ ถ้าเ้าอยากกินเดี๋ยวศิษย์พี่พาเ้าไปกินที่โรงเตี๊ยมก็ได้ ที่นั่นมีเนื้อสัตว์อสูรล้ำค่าอยู่มากมายเลยนะ” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเสนอแนะ
ชายหนุ่มมองกลุ่มคนที่โอบล้อมหลินซือซือเอาไว้พลางเปล่งเสียง “ทะลวง!”
เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง พลังบริสุทธิ์มหาศาลก็ไหลทะลัก เสียงกระดูกทั่วร่างของเขาดังลั่น ภายในร่างไหลเวียนไปด้วยพลังลมปราณที่เข้มข้น
“อะไรกันทะลวงแล้วอย่างนั้นหรือ” หนังตาของหลินมู่กระตุกขึ้น สายตาจับจ้องไปที่เนื้อสัตว์อสูรด้วยความตกตะลึง นั่นจะต้องเป็เนื้ออสูรล้ำค่าเป็แน่ ดังนั้นชายหนุ่มถึงได้ทะลวงขั้นพลัง
ผู้คนพลันอึ้งไปตามๆ กันทำไมถึงทะลวงไปได้กันล่ะ
ชายหนุ่มวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางฮึกเหิมพลางหยิบกระดูกซึ่งตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาแทะใหม่จนสุดท้ายเขาก็กัดกระดูกแตกจนฟันแทบหลุด
สีหน้าของกลุ่มคนเ็าฉับพลัน เ้านั่นบ้าไปแล้วหรืออย่างไรขนาดกระดูกก็ยังจะกินเข้าไป
ชายหนุ่มหัวเราะด้วยความปีติ นี่จะต้องเป็เนื้อของสัตว์อสูรที่น่ากลัวมาก การมาที่เขาิญญารอบนี้ช่างคุ้มค่าเสียจริงๆ แค่ครู่เดียวก็สามารถทะลวงขั้นพลังย่อยได้ ประหยัดเวลาไปตั้งสองเดือน
“ไม่ผิดแน่ นี่จะต้องเป็เนื้อล้ำค่าของอสูริญญาเขียว” สีหน้าของเด็กสาวคนหนึ่งเต็มไปด้วยอาการชะงักงัน นางมองเนื้อที่เต้าหลิงกำลังกัดแทะก่อนกล่าวออกมา
“ว่าไงนะอสูริญญาโบราณ อสูริญญาเขียวอย่างนั้นหรือ” ผู้คนโดยรอบส่งเสียงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
อสูริญญากับสัตว์อสูรนั้นไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก ทว่าอสูริญญาเหมาะสมแก่การฝึกฝนมากกว่า แต่สิ่งที่พวกเขากินกันนั้นก็คือเนื้อล้ำค่าของอสูริญญาโบราณ ถ้าหากเื่นี้แพร่งพรายออกไปจะต้องตกตะลึงกันยกใหญ่แน่
กลุ่มคนเบิกตากว้าง เด็กอ้วนเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาจากมุมปาก ของสิ่งนี้เขาไม่เคยกินมาก่อนหรือว่าชายหนุ่มเมื่อครู่จะทะลวงขั้นพลังเพราะเนื้อล้ำค่านี้จริงๆ
แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือพลังภายในร่างของอสูริญญาโบราณนี้อุดมไปด้วยพลังิญญาและพลังบริสุทธิ์เต็มเปี่ยม เนื้อล้ำค่านี้เป็เนื้อชั้นยอดของโรงเตี๊ยมซึ่งมีเพียงยอดยุทธ์ผู้มีฝีมือเท่านั้นถึงจะสามารถซื้อหาได้
“เ้ากินอสูริญญาโบราณอย่างนั้นหรือ?” สีหน้าของหลินมู่ดูแปลกพิกล เขาเดินเข้าไปเอ่ยถาม การกินเนื้อล้ำค่าเหล่านี้ไม่กลัวว่าตระกูลของพวกมันจะโกรธเกรี้ยวเอาหรืออย่างไร
“ไม่รู้เหมือนกัน พวกเ้ามาทำอะไรกันที่นี่?” เต้าหลิงเอามือลูบท้องพลางลุกขึ้นยืน
“ลูกพี่ลูกน้องของข้ามาเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้มาทำอะไรหรอก” หลินซือซือกินอิ่มแล้วเมื่อได้ยินประโยคนั้นนางก็ฉีกยิ้มแล้วเดินเข้ามาสมทบ นางรู้จักพลังของเต้าหลิงดีถึงแม้ว่าพลังของหลินมู่จะแข็งแกร่งแต่ถ้าเทียบกับเต้าหลิงแล้วยังห่างกันอยู่เล็กน้อย
กลุ่มคนต่างยืนนิ่งเงียบ พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไรออกมาดี เ้านั่นที่ย่างเนื้อของอสูริญญาโบราณอย่างหน้าตาเฉยทำให้พวกเขาใเป็อย่างยิ่ง นี่มันใจหินประเภทไหนกัน มีคนมองออกว่าจะเกิดการต่อสู้ขึ้นในตอนนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก
หลินมู่ยังคงแสดงความโอหัง เขาพูดโดยไม่คิดยอมแพ้ “ครั้งก่อนข้าเคยบอกว่าจะประลองกับเ้าเริ่มเลยเถอะ”
“เ้าเริ่มก่อนสิ” เต้าหลิงพยักหน้า
หลินมู่ไม่รอช้า พลังทั่วร่างไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งเขากระโจนออกไปข้างหน้า แขนม้วนควงฝ่ามือปะทะที่อกของเต้าหลิง
ฝ่ามือของเต้าหลิงก็ขยับขึ้นเช่นเดียวกัน แสงจ้าจัดลอยออกไปปะทะเข้ากับฝ่ามือของหลินมู่ ก้อนหินบริเวณโดยรอบกระเด็นกระดอนไปทุกทิศทุกทาง
ร่างเงาทั้งสองต่อสู้กันอยู่กลางอากาศทำให้ผู้คนโดยรอบใจสั่น ศิษย์ที่มาใหม่เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ เขาสามารถประมือกับหลินมู่ได้อย่างสูสี
หลังจากที่ต่อสู้เข้าห้ำหั่นกันหลายร้อยกระบวนท่า หลินมู่ก็ถอนหายใจออกมา เขาได้ใช้พลังทั้งหมดของตนออกไปแล้ว ทว่ายิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น มิหนำซ้ำเขายังไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้เลยจนสุดท้าย ทำให้จำต้องหยุดการต่อสู้ลง
กลุ่มคนต่างมองหน้ากันพลางอ้าปากค้าง ศิษย์มาใหม่นี่ช่างน่ากลัวเสียจริง อย่าได้ไปมีเื่กับเขาน่าจะดีกว่า
“ฮึ กินเนื้อกลางวันแสกๆ อย่างนี้ยังจะทำหน้าระรื่นอยู่อีกนะ” เสียงแข็งกระด้างดังมาพร้อมกับชายหนุ่มสองคนซึ่งปรากฏตัวขึ้น พวกเขามองไปที่กลุ่มคนพลางกล่าว
“กินเนื้อแล้วอย่างไรพวกเ้าไม่เคยกินหรือ” ชายหนุ่มที่เพิ่งจะทะลวงขั้นพลังไปแค่นเสียงตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
“หาที่ตาย ไสหัวไปซะ!” ชายเสื้อของชิงอี้หยุนสะบัดพลิ้ว พลังะเิพุ่งโจมตีร่างของคู่สนทนาส่งผลให้เขากระเด็นลอยไปไกลและร่วงกระแทกพื้นจนไม่สามารถลุกยืนขึ้นมาได้
ผู้คนโดยรอบแสดงอาการหวาดหวั่นทันที แค่กระบวนท่าเดียวก็ทำให้ชายหนุ่มล้มจนลุกไม่ขึ้น เขาแข็งแกร่งมากเกินไปแล้ว
สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังชายสองคนที่มาเยือนก่อนจะใตัวสะดุ้งโหยงมีคนหลายคนที่แค่หายใจก็ยังไม่กล้า
“ชิงอี้หยุน” หลินมู่กระชับฝ่ามือแน่น คนคนนี้คอยตามจีบหลินซือซือมานาน ทั้งพวกเขาทั้งสองเคยประมือด้วยกันมาก่อน ทว่าชายหนุ่มเ้าของใบหน้าเรียบเฉยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ชิงอี้หยุนนั้นทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก
“หลินมู่นับวันเ้ายิ่งไร้ประโยชน์ ขนาดแค่ศิษย์ใหม่ยังทำอะไรไม่ได้ ทำไมไม่กินเต้าหู้ตายไปเสีย” ชิงอี้หยุนแสยะยิ้ม สายตาของเขามองไปที่เต้าหลิง ฉับพลันนั้นเพลิงโทสะร้อนรุ่มก็ลุกโชนขึ้นมาในหัวใจ
ก่อนหน้านี้ที่วิหารดารา เพลิงโอสถของเขาได้ถูกแย่งชิงไปทั้งยังถูกโจมตีจนาเ็สาหัส เขาจะลืมความแค้นนี้ไปได้อย่างไรกัน
สีหน้าของหลินมู่ขึ้งเคียด หลังจากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ทำไมในวันนี้ชิงอี้หยุนดูเหมือนจะไม่ได้มาที่นี่เพราะหลินซือซือแต่มาเพราะศิษย์ใหม่
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ไม่กล้าขยับตัว พวกเขาหลบสายตาของชายหนุ่มชุดเขียวที่กำลังมองมา คนคนนั้นก็คือชิงอี้จวิ้น ผู้เป็บุคคลอัจฉริยะของสำนักซิงเฉิน ในตอนที่อยู่ในขั้นหล่อกายาพลังของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าพี่ชายของเขาชิงอี้เฟยเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งเขายังเข้าร่วมสำนักซิงเฉินมาั้แ่ยังเด็กและได้ถูกบรรพบุรุษท่านหนึ่งของสำนักรับเป็ศิษย์ สำหรับวิชาที่เขาฝึกฝนนั้นก็คือคัมภีร์ดาราโบราณของสำนักซิงเฉิน
ว่ากันว่าเขาเหมือนกันกับพี่ชายของเขาที่เป็กายาาแต่กายของเขาก็คือกายดารา
กายชนิดนี้พบเจอได้ยากยิ่ง ทั้งเขาที่ฝึกฝนคัมภีร์ดาราโบราณจึงทำให้พลังของเขานั้นก้าวะโออกไปไกล ในระดับขั้นพลังเดียวกันน้อยคนนักที่จะสามารถประมือกับเขาได้
“พี่สอง เขา” ชิงอี้หยุนกัดฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น พวกเขาสามพี่น้องเป็ศิษย์อัจฉริยะของสำนักซิงเฉิน พี่ชายคนโตเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิง ส่วนพี่สองเป็กายดารา ตัวเขาเองก็โดดเด่นในเื่ของการปรุงโอสถ กระนั้นเขากลับถูกคนต่ำต้อยที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามแย่งชิงเปลวเพลิงของเขาไปทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก
ท่าทางของชิงอี้จวิ้นดูนิ่งเฉย เขามองไปที่เต้าหลิง จากนั้นเอ่ยว่า “ข้ามีสองทางให้เ้าเลือก ทางเลือกที่หนึ่งส่งเพลิงโอสถของเ้าออกมาเสีย ทางเลือกที่สองก็คือข้าจะไปเอาเพลิงโอสถของเ้ามาเอง ข้าจะให้เวลาเ้าและข้าก็หวังว่าเ้าจะคิดไตร่ตรองให้ดี”
เต้าหลิงก้าวฝีเท้าออกมาข้างหน้า ลมปราณทั่วร่างแล่นพล่านขึ้นขณะตอบคำ “คิดไตร่ตรองอะไร ถ้าอยากได้นักก็มาลองถามหมัดของข้าดูสิ”
หัวใจของผู้คนเต้นระรัว พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเต้าหลิงจะกล้าพูดกับชิงอี้จวิ้นแบบนั้น
ในแคว้นชิงพลังอำนาจของตระกูลชิงนั้นน่ากลัวเป็อย่างมาก ขนาดขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ของโลกภายนอกยังไม่กล้ามีปัญหากับตระกูลชิง ทั้งชิงอี้จวิ้นก็เป็อัจฉริยะของตระกูล ถ้าหากแส่หาเื่เข้าละก็จะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่
ฝ่ามือเรียวสวยของหลินซือซือกำแน่น นางรู้จักพลังของเต้าหลิงดีทว่าชิงอี้จวิ้นอายุมากกว่าเขาหลายปี อีกทั้งระดับพลังก็อยู่ในขั้นสถิติญญาสูงสุด อีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งมาก
ั์ตาของชิงอี้จวิ้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ประกายดุดันสาดส่องออกมา ลมปราณพรั่งพรูรุนแรง แสงดาราโอบล้อมไปทั่วร่างกาย ดวงตาทั้งสองปรากฏร่างเงาดาราขึ้นสลัวๆ
ฝ่าเท้าของเขากระทืบลงพื้นผืนดิน มันะเืสั่นไหวปรากฏรอยแตกร้าวขึ้นเป็ทางยาว ลมปราณะเิพลังที่น่าสะพรึงกลัวออกมา!
