โชคดีที่ตระกูลหม่ามีอำนาจในมือ ก่อนหน้านี้หม่าชิงได้กว้านซื้อไข่เป็ดจากบริเวณร้อยลี้รอบๆ เมืองเซียงเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ไข่เค็มชุดที่สองจำนวนสองพันฟองได้ถูกส่งเข้าตลาดตามมาติดๆ ในเวลาเดียวกันเขาก็ควบม้าพร้อมพาคนสนิทสองสามคน นำไข่เค็มจำนวนห้าพันฟองรวมถึงผลไม้แห้งและสินค้าอื่นๆ ขึ้นขบวนเรือสินค้า มุ่งหน้าสู่ทางเหนือเพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่
ยามนี้เป็วสันตฤดูที่อากาศแสนสบาย ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า ในหมู่บ้านตระกูลหวังแว่วเสียงประทัดดังกึกก้อง
บริเวณลานบ้านของบ้านใหม่ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วของครอบครัวตระกูลหวัง พรั่งพร้อมไปด้วยชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลหวัง
บริเวณกลางลานตั้งโต๊ะแปดเซียนที่จัดเรียงกระถางธูป ส้มหนึ่งจาน ปลาทอดทั้งตัว หมูสุกชิ้นใหญ่และถั่วลิสงหนึ่งจานเอาไว้ ผู้เฒ่าหวังกำลังนำครอบครัวกราบไหว้บรรพชน
เป็ประเพณีของเมืองเซียงที่เมื่อมีการสร้างบ้านใหม่ คนในบ้านต้องแจ้งให้บรรพบุรุษของตนเองทราบ เพื่อขอให้พวกเขาช่วยคุ้มครองดูแล อีกทั้งยังต้องกราบไหว้เทพเ้าประจำท้องถิ่นด้วย
ผู้เฒ่าหวังในชุดอาภรณ์ตัวใหม่สีเทาทั้งตัวดูเหมือนอายุน้อยลงกว่าสิบปี ถัดจากเขาก็คือหลิวซื่อที่อยู่ในอาภรณ์ตัวใหม่สีน้ำเงิน ส่วนข้างกายสองผู้เฒ่าก็คือหวังจื้อสามีภรรยา หลี่ชิงชิง หวังเลี่ยง หวังจวี๋ และแถวสุดท้ายก็คือสามพี่น้องหวังพั่นตี้
ผู้เฒ่าหวังมีสีหน้าจริงจัง ปากของเขาขยับพึมพำไม่หยุด ราวกับญาติที่ล่วงลับไปแล้วจะสามารถได้ยินคำพูดของเขาอย่างไรอย่างนั้น “ขอให้เทพเ้าในหมู่บ้านตระกูลหวังปกปักรักษา ขอให้บรรพชนของครอบครัวสกุลหวังคุ้มครอง ครอบครัวสกุลหวังของพวกเราสร้างบ้านใหม่ และจะย้ายเข้าอย่างเป็ทางการในวันนี้ขอรับ”
หลิวซื่อะโเสียงดังฟังชัด “ขอบรรพบุรุษโปรดจงช่วยอวยพรให้ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่อย่างสงบสุข ครอบครัวปรองดองรักใคร่ ร่มเย็นสมใจ เจริญรุ่งเรืองสมปรารถนาในทุกๆ เื่”
หากอิงตามหลักเหตุผลแล้ว พิธีเช่นนี้ไม่ควรมีส่วนที่สตรีสามารถเอ่ยขึ้นได้ ทว่าฐานะของหลิวซื่อในครอบครัวสกุลหวังนั้นสูงเป็อย่างยิ่ง ผู้เฒ่าหวังเองก็เคารพและให้เกียรตินางมาตลอด นางเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยค จึงไม่มีผู้ใดคัดค้านว่าไม่เหมาะสม
หวังจื้อและภรรยาเอ่ยพึมพำพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย “โปรดจงช่วยอวยพรให้ข้าได้บุตรชายด้วยเทอญ”
บรรยากาศภายในงานส่งผลกระทบต่อหลี่ชิงชิง ในใจของนางเองก็พึมพำขอพรด้วยเช่นกัน ขอให้หวังเฮ่าอยู่ในกองทัพอย่างสงบสุขปลอดภัย
สามีที่เพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงวันคนนี้ ด้วยอาชีพทหารของเขาทำให้หลี่ชิงชิงจดจำและใส่ใจ
หลังจากจบพิธี อาหารทั้งหมดบนโต๊ะแปดเซียนล้วนถูกเก็บจนเรียบร้อย รออีกสักประเดี๋ยวก็ให้คนที่ยังมีลมหายใจได้รับประทาน
หลิวซื่อดึงสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งที่บนศีรษะประดับปิ่นไม้มาเอ่ยถามว่า “เ้าดูว่ากระโปรงใหม่ของข้าสกปรกหรือไม่?”
ผู้เฒ่าหวังรักศักดิ์ศรีและหน้าตา เขายืนกรานให้หลิวซื่อสวมเสื้อผ้าใหม่ในพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษเหมือนกันกับเขา เมื่อครู่นี้หลิวซื่อก้มลงโขกศีรษะบนพื้นเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษ หลังจากลุกขึ้นมาก็ให้รู้สึกเสียใจในภายหลังแล้วว่า ไม่น่าสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เลยจริงๆ
สตรีวัยกลางคนมองดูชุดใหม่เอี่ยมของหลิวซื่อรวมถึงปิ่นปักผมใหม่ด้วยความอิจฉา นางส่ายศีรษะก่อนเอ่ยว่า “ไม่สกปรก ลานบ้านของเ้าถูกกวาดจนสะอาดเพียงนี้ สะอาดกว่าบ้านของข้าอีก เสื้อผ้าของเ้าไม่สกปรก”
“วันนี้ที่บ้านของข้ามีงานเลี้ยง แเื่ที่เชิญมาก็มีมากมาย ข้าบอกไปแล้วว่าไม่ควรสวมเสื้อชุดใหม่ให้สกปรก ทว่าตาเฒ่าก็เอาแต่ยืนกรานจะให้ข้าใส่” ใบหน้าของหลิวซื่อย้อมไปด้วยความปีติ
วันนี้เป็วันที่บ้านสกุลหวังจัดงานเลี้ยงเพื่อขอบคุณชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหวังที่มาช่วยสร้างบ้านใหม่
ก่อนหน้านี้ยามที่บ้านใดในตระกูลหวังมีงานเลี้ยง ชาวบ้านแต่ละบ้านสามารถส่งคนเข้าร่วมได้ครอบครัวละสองคน ทว่าครานี้บ้านสกุลหวังสร้างเรือนอิฐ อีกทั้งยังขุดบ่อน้ำ กระบวนการสร้างสิ้นเปลืองทั้งเวลาทั้งกำลัง ยากเย็นยิ่งกว่าบ้านมุงจาก สองผู้เฒ่าสกุลหวังจึงประกาศให้แต่ละบ้านสามารถส่งคนมาร่วมงานได้ถึงสี่คน
โต๊ะที่ครอบครัวสกุลหวังใช้ล้วนเป็โต๊ะแปดเซียน หนึ่งโต๊ะสามารถนั่งได้ทั้งหมดแปดคน ครอบครัวสกุลหวังจัดโต๊ะเอาไว้สิบกว่าโต๊ะ จำนวนโต๊ะมากกว่าโต๊ะในงานเลี้ยงในพิธีมงคลต่างๆ เสียอีก
ตัวโต๊ะถูกยืมมาจากบ้านคนอื่นในหมู่บ้านตระกูลหวัง รวมทั้งสิ้นแปดโต๊ะ พวกเขาวางแผนจะแบ่งคนออกเป็สองกลุ่ม
กลุ่มแรกเป็ยามเที่ยง ส่วนกลุ่มที่สองเป็หลังเวลาเที่ยงไปอีกครึ่งชั่วยาม
ใครอยู่กลุ่มแรกใครอยู่กลุ่มสองนั้นมิได้มีการจัดวางเอาไว้อย่างแน่นอน อย่างไรเสียทุกคนก็ล้วนเป็คนในตระกูลเดียวกัน ใครมาก่อนก็ได้นั่งก่อนได้ทานก่อนแค่นั้นเอง
รายการอาหารในงานเลี้ยงเป็หลี่ชิงชิงที่ตัดสินใจ แน่นอนว่าย่อมผ่านการอนุมัติจากผู้าุโสกุลหวังทั้งสองคนแล้ว
ธรรมเนียมของที่นี่ยามที่จัดงานเลี้ยงจะนิยมใช้จานใหญ่แปดจาน ไม่ว่าจะมีอาหารกี่รายการ ขอเพียงบนโต๊ะจัดเรียงด้วยจานใหญ่แปดจานก็ใช้ได้แล้ว
อาหารแปดจานของครอบครัวสกุลหวังถูกแบ่งเป็ หมูนึ่งแป้งข้าวเ้า ปลาหลี่ย่าง หมูผัดพริก หมูผัดหอมยอย ไข่คนกับต้นหอม เต้าหู้สูตรครอบครัว ถั่วทอด และฟักทองย่าง
หมูนึ่งแป้งข้าวเ้าเป็อาหารสูตรใหม่ ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหวังไม่มีเงินซื้อเนื้อสัตว์ ยิ่งไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอาหารจานนี้มาก่อน
หอมยอยเป็พืชทางภาคใต้ มีลักษณะคล้ายหอมแดง แต่หัวมีขนาดใหญ่กว่าหัวหอมแดง นิยมนำมาผัดกับเนื้อหรือนำไปหมักดองทาน
หัวหน้าแม่ครัวที่ประจำอยู่ในห้องครัวก็คือหลี่ชิงชิง ส่วนผู้ช่วยที่กำลังช่วยหั่นผักก็คือหวังจื้อและหลี่เอ้อร์หลิน และฝ่ายที่ช่วยล้างผักก็คือท่านพ่อ พี่ชาย ส่วนคนที่ยกก็คือหวังเยวี่ย พี่รองของหวังเฮ่า ผู้ที่เดินทางจากบ้านสามีมาเพื่อแสดงความยินดีกับครอบครัว รวมถึงหลานชายของจางซื่อด้วย
จางซื่อกำลังตั้งครรภ์ หลี่ชิงชิงเกรงว่าคนเยอะจะยิ่งวุ่นวาย จึงมอบหมายหน้าที่พิเศษให้นางดูแลเด็กๆ ทั้งสามคนแทน
ครอบครัวสกุลหวังมีสมาชิกหลายคน ยามที่ต้องจัดงานเลี้ยงจึงสามารถจัดงานเลี้ยงที่บ้านของตนเองได้ โดยไม่ต้องขอรับความช่วยเหลือจากสมาชิกในตระกูลคนอื่นๆ
ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่ม หลี่ชิงชิงขอให้คนในครอบครัวสกุลหวังยกจานแตงกวาผัด จานถั่วลิสงทอดขึ้นโต๊ะทุกโต๊ะก่อน และยังมีขนมแบะแชที่ยกให้ทุกคนคนละสองชิ้น
ขนมแบะแชราคาแพงยิ่ง จึงทำได้เพียงแจกจ่ายเป็รายบุคคลเท่านั้น
“มีทั้งของแห้งและของหวานให้ทาน!”
“ข้าไม่ได้กินขนมมานานเหลือเกิน”
“ครอบครัวของลุงห้าร่ำรวยเหลือเกิน ยังมอบขนมหวานให้พวกเราทานอีก”
ในปากของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหวังล้วนอัดแน่นไปด้วยแตงกวา ถั่วลิสง ส่วนในมือก็ถือขนมแบะแช เอ่ยเื่มงคลไม่หยุดปาก
ไม่ใช่ว่าพวกเขายกยอตระกูลหวังเกินความจริง ทว่าเป็มาตรฐานการใช้ชีวิตของตระกูลหวังเองที่เหนือชั้นกว่าพวกเขามาก ชวนให้พวกเขาอิจฉายิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
ไม่นานอาหารใหญ่แปดจานก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ แต่ละจานล้วนใช้จานที่มีลวดลายน้ำเงินขาว และล้วนเป็อาหารที่โดดเด่นน่ารับประทาน
จานหมูนึ่งใช้เนื้อหมูแท้ จานปลาหลี่ก็เป็ปลาหลี่ทั้งตัวที่หนักประมาณสองจิน อาหารสองอย่างนี้เป็อาหารประเภทเนื้อสัตว์ และยังมีอาหารประเภทเนื้อผัดผักสองจาน และไข่ผัดอีกหนึ่งจาน สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหวังนั้น อาหารในงานเลี้ยงวันนี้ช่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งคุณภาพและปริมาณยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่างานเลี้ยงฉลองคืนข้ามปีเสียอีก
หลี่ชิงชิงเกรงว่าชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหวังจะทานกับจนหมดเกลี้ยงเสียก่อน ถึงได้รีบให้คนในบ้านยกอาหารจานหลักขึ้นโต๊ะ
อาหารหลักหาใช่อาหารที่พิเศษอันใด แต่เป็ข้าวเปล่าที่ทำจากข้าวขาวแสนบริสุทธิ์
ชาวบ้านตระกูลหวังทุกคนกินจนปากมันแผล็บ แต่ละคนไม่มีใครสนใจจะเอ่ยปากพูด
กระทั่งอาหารบนโต๊ะถูกทานจนหมด เหล่าชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลหวังถึงได้เริ่มใช้ฝีปากยกยอชื่นชม พาให้ผู้เฒ่าหวังที่นั่งเป็ประธานบริเวณหัวโต๊ะหัวเราะเต็มเสียงไม่ขาดปาก
ทว่ายังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ สุดท้ายหลี่ชิงชิงยังขอให้คนในครอบครัวสกุลหวังมอบซาลาเปาหนึ่งลูกและซาลาเปายัดไส้หมูผัดขึ้นฉ่ายหนึ่งลูกให้กับทุกคน เพื่อเป็ของฝากสำหรับคนในตระกูลที่ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย
ทั้งซาลาเปาและซาลาเปายัดไส้หมูผัดขึ้นฉ่ายล้วนเป็อาหารที่หลี่ชิงชิงตื่นขึ้นมาทำั้แ่กลางดึก
นางคิดว่าหากคนในสกุลหวังเตรียมทำการค้าอาหารประเภทแป้งในระยะยาว ก็ควรจะเชิญคนในหมู่บ้านตระกูลหวังมาลิ้มลองอาหารดูสักครั้ง นางจึงได้ถือโอกาสนี้มอบเป็ของฝากให้แต่ละครอบครัว
หากมากเกินไปย่อมมิอาจมอบให้ได้ ทว่างานนี้มีคนเข้าร่วมสี่คนต่อครอบครัว หนึ่งคนได้สองลูก เท่ากับว่าหนึ่งครอบครัวจะได้ทั้งหมดแปดลูก ด้วยปริมาณเท่านี้นับว่ายังพอมอบให้ไหว
ชาวบ้านตระกูลหวังทุกคนที่ได้รับของขวัญ สีหน้าล้วนประหลาดใจเหมือนกันทั้งสิ้น คิดไม่ถึงว่าได้ทานอาหารอันอุดมสมบูรณ์ในงานเลี้ยงแล้ว ยังสามารถหอบอาหารกลับบ้านได้อีก
หวังเลี่ยงแย้มยิ้มพลางเอ่ยกับคนในหมู่บ้านตระกูลหวังว่า “ขอบคุณพวกท่านที่มาช่วยพวกเราสร้างบ้านใหม่!”
“จากนี้ไปครอบครัวของพวกเราจะขายซาลาเปาและซาลาเปายัดไส้”
“ครอบครัวเราไม่ขายไข่เค็มแล้ว แต่จะขายอาหารประเภทแป้งแทน”
“พี่สะใภ้ของข้าบอกว่าจะทำอาหารประเภทแป้งให้พวกท่านลองชิม”
งานเลี้ยงกลุ่มแรกจบลงแล้ว ทว่างานเลี้ยงกลุ่มที่สองยังไม่เริ่ม ชาวบ้านตระกูลหวังที่มารอบหลัง ล้วนได้ยินชาวบ้านกลุ่มแรกเอ่ยถึงการต้อนรับอันอบอุ่นของครอบครัวสกุลหวัง จึงพากันตั้งหน้าตั้งตารอเป็อย่างยิ่ง
“ข้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานแล้ว แม้แต่รสชาติของเนื้อก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำ”
“ข้าได้ยินมาว่าไม่ได้มีจานเนื้อเพียงจานเดียว แต่ยังมีถึงสามจาน!”
“ผู้ใดบอกว่ามีเพียงสามจาน เห็นชัดๆ ว่ามีทั้งหมดสี่จาน”
“ข้าได้ยินมาว่าจานไข่ผัด ตัวไข่เหลืองกรอบงดงาม หัวหอมน้อย เนื้อไข่ล้น”
“ปลาหลี่แพงมาก ราคาสูงกว่าปลาหลี่เงินด้วยซ้ำ ครอบครัวลุงห้าดีต่อพวกเรามากจริงๆ ถึงขนาดซื้อปลาราคาแพงเหล่านี้มาให้พวกเราได้ทาน”
“กลุ่มแรกได้กินดีขนาดนั้น พวกเราอยู่กลุ่มสอง เป็ไปได้หรือไม่ว่าอาหารอาจจะไม่ดีเท่ากลุ่มแรก?”
