เล่มที่ 6 บทที่ 172 เหล็กเซียนเจิ้นยวน
ความจริงชไม่ได้มีเพียงกู้เชียนฟานเท่านั้นที่ติดตามการเคลื่อนไหว่นี้ อีกสามร้านที่เหลือเองต่างก็รู้ว่าร้านหลอมอาวุธฉวินซานอยู่ใกล้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อที่สุด หากเกิดอะไรขึ้น คนที่จะนั่งไม่ติดคนแรกย่อมหนีไม่พ้นเย่วซานแน่นอน และก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ เพราะ่ที่ผ่านมา เย่วซานตามหาเื่อีกฝ่ายอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม
แต่ผลจะเป็อย่างไรนั้น…
นอกจากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรแล้ว กลับยิ่งขายดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตอนนี้ได้ขายเคล็ดวิชาไปถึงกระบวนท่าที่สิบสองแล้ว หากเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าอีกไม่นานคงมีหินิญญามากพอที่จะซื้อเมืองวั่งไห่เป็แน่ ทั้งที่คอยหาเื่อยู่ตลอด แต่กลับไม่เกิดผลแม้แต่น้อย อีกทั้งตนเองยังเกือบถูกธาตุไฟเข้าแทรกอีก ฉะนั้นเื่ที่ว่าใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบนั้น ยังจะต้องอธิบายเพิ่มอีกหรือ?
ในตอนนี้อีกสามร้านใหญ่ที่เหลือต่างก็ลือกันว่าร้านหลอมอาวุธฟานซื่อมีวาสนาได้รับการช่วยเหลือจากปรมาจารย์สามท่าน ท่านที่หนึ่งก็หลอมกระบี่ให้ ท่านที่สองก็หลอมยาลูกกลอนให้ ส่วนท่านที่สามก็สืบทอดวิชาให้ ลองคิดดูสิ แค่คนเดียวก็เกินพอแล้วด้วยซ้ำ แต่นี่กลับมีถึงสามคนเลยทีเดียว!
มีปรมาจารย์สามคนคอยคุ้มกะลาหัวให้แบบนี้ แล้วใครหน้าไหนจะกล้ามีเื่ด้วย?
“เหล่าเย่ว แบบนี้ดูจะไร้คุณธรรมไปหน่อยนะ…” ขณะที่กู้เชียนฟานเหล่มอง ก็แอบก่นด่าในใจไปด้วย เห็นหน้าตาซื่อๆ คิดไม่ถึงว่าจะชั่วร้ายเช่นนี้ ตัวเองพลาดท่าให้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อคนเดียวไม่พอ ยังคิดจะลากพวกเขาอีกสามร้านให้พลอยซวยไปด้วยอีก ยังมีจิตสำนึกเหลืออยู่บ้างไหม?
เย่วซานได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะออกมา
“ทำไมล่ะ เ้ากลัวงั้นหรือ?”
“กลัว?” กู้เชียนฟานได้ยินคำถามก็ถลึงตาใส่ เตรียมอ้าปากเถียงทันที แต่จู่ๆก็ดันหยุดชะงักขึ้นมา ‘บ้าเอ๊ย เกือบจะหลงกลแล้วเรา’ คิดได้ดังนั้นก็ทเพียงกลอกตา ก่อนจะแสร้งทำเป็ไม่สนใจ
“จะกลัวหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย…”
“หากกลัวก็แค่ยอมรับ ไม่ต้องกลัวขายหน้าหรอกน่า เพราะถึงอย่างไรร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ ก็มีปรมาจารย์สามท่านหนุนหลังอยู่ หากทำให้พวกเขาไม่พอใจละก็ อย่าว่าแต่เ้าและข้าจะรับผิดชอบไม่ไหวเลย ต่อให้เป็สำนักที่อยู่เื้ัร้านเรา ก็เกรงว่าจะรับไม่ไหวด้วยเช่นกัน…”
“สำนักกระบี่หลีซานของข้าไม่เกรงกลัวปรมาจารย์อะไรนั่นหรอก…”
กู้เชียนฟานยังคงปากแข็ง ทว่าเย่วซานกลับโบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ
“เอาเถอะ ทุกคนก็อยู่เมืองวั่งไห่มาหลายปี ล้วนรู้จักกันมาก็นาน จึงรู้เบื้องหน้าเื้ักันดีอยู่แล้ว ถึงอย่างไรข้าก็คิดจะสู้กับร้านหลอมอาวุธฟานซื่อจนถึงที่สุด ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ข้าไม่แทงข้างหลังใครทั้งนั้น แต่จะสู้ซึ่งๆหน้านี่แหละ ต่อให้เป็ยอดฝีมือทั้งสามที่อยู่เื้ัของร้านหลอมอาวุธฟานซื่อก็ตาม เกรงว่าจะไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาเป็แน่!”
“เื่ค้าขายก็ถูกแย่งไปเกือบหมด แล้วจะเอาอะไรไปสู้ได้อีกล่ะ?…”
“งานประลองอาวุธไงล่ะ!”
“เอ๋?” กู้เชียนฟานได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็ประกายลุกวาวขึ้นมา ‘จริงด้วยสิ ทำไมถึงลืมไปได้นะ?’
เทศกาลไห่หุ้ยที่จัดขึ้นทุกปี นอกจากจะมีสมบัติล้ำค่าซึ่งได้จากการออกล่าในทะเลแล้ว ยังมีอาวุธล้ำค่าต่างๆมากมายถือกำเนิดอีกด้วย หลายพันปีที่ผ่านมา มีแต่สี่ร้านใหญ่เท่านั้นที่จ้องมาชิงดีชิงเด่นกัน พอนานวันเข้า งานนี้ก็เหมือนกับว่าเป็งานของพวกเขาโดยปริยาย หากว่าอาวุธของร้านใดได้เป็ที่หนึ่ง ก็จะแปลว่าอาวุธของร้านนั้นดีที่สุด ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสำหรับสี่ร้านหลอมอาวุธใหญ่แล้ว ชื่อเสียงก็เท่ากับหินิญญามากมายที่จะหลั่งไหลเข้ามาด้วยเช่นกัน
ทุกๆปี เหล่าสี่ร้านใหญ่จะ่ชิงการเป็เ้าแห่งอาวุธอย่างเอาเป็เอาตาย…
ยกเว้นปีนี้…
ช่วยไม่ได้ เพราะปีนี้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อมาแรงเกินไป เพียงเวลาไม่ถึงเดือน ก็ทำให้กิจการพวกเขาซบเซาลงเกือบแปดในสิบส่วนก็ว่าได้ ร้านที่เหลือจึงเอาแต่ขลุกตัวคิดหาวิธีรับมือ ไหนเลยจะมีเวลาไปคิดแก่งแย่งกันอีก จริงไหม?
แต่พอได้ยินสิ่งที่เย่วซานเอ่ยขึ้นมา กู้เชียนฟานก็เข้าใจทันที…
‘จริงด้วย ทำไมร้านหลอมอาวุธฟานซื่อถึงขายดีล่ะ?’
ทั้งที่เป็กระบี่ที่มีมนต์สะกดแค่เก้าสาย แต่กลับมีพลังรุนแรงอย่างไม่คาดคิด แถมยังต้องใช้คู่กับเคล็ดวิชาเฉพาะทั้งสิบสามกระบวนท่านั่นอีก แต่งานประลองอาวุธเป็งานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง ทุกคนจึงมุ่งประลองฝีมือการหลอมอาวุธกัน ต่อให้พลังของกระบี่รุนแรงแค่ไหน หรือเคล็ดวิชาจะเก่งกล้าเพียงใด แล้วมันจะสำคัญไปได้อย่างไร เพราะสุดท้ายก็เป็แค่กระบี่ที่มีมนต์สะกดเก้าสายอยู่ดี หากเอาไปแข่งในงาน เกรงว่าจะถูกหัวเราะเยาะเอาเสียมากกว่า
คิดได้ดังนั้นแววตากู้เชียนฟานก็เปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม
“ข้าจะรีบกลับไปจัดการ!” พูดจบกู้เชียนฟานก็เตรียมจากไปทันที
ทว่าเย่วซานกลับเอ่ยห้ามเอาไว้ก่อน
“เ้ากลับไปจะทำอะไรได้ อย่างมากก็ทำเหมือนเก่า หลอมอาวุธด้วยตนเอง…”
“หมายความว่า…”
“หลายปีที่ผ่านมา พวกเราสี่ร้านใหญ่เอาแต่ทะเลาะกันเอง ผลแพ้ชนะ ก็แค่กิจการปีหน้าดีขึ้นหรือซบเซาลงเท่านั้น เ้าจะลงมือเองก็ไม่แปลก แต่ปีนี้ไม่เหมือนกัน คู่ต่อสู้ของเราคือร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ อย่าลืมล่ะ นอกจากจะมีกระบี่เก้ามนต์สะกดแล้ว ยังมีปรมาจารย์หลอมอาวุธหนุนหลังอยู่อีกคน เ้าคิดว่าจะมีปัญญาหลอมอาวุธที่ดีกว่าออกมาได้อย่างนั้นหรือ?”
“คือว่า…” กู้เชียนฟานได้ยินดังนั้นก็เริ่มลังเล แม้ตนเองจะถูกเรียกว่าปรมาจารย์ด้านหลอมอาวุธแห่งทะเลอูไห่ แต่กู้เชียนฟานเองก็รู้ดีว่าที่เป็เช่นนี้ เพราะตนเองเกาะใบบุญของนักพรตซื่อไห่เท่านั้น ฝีมือของตนเองจึงห่างจากปรมาจารย์ที่แท้จริงอยู่ไม่น้อย…
ความจริงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะแค่กู้เชียนฟานเท่านั้น ต่อให้เป็เย่วซานหรือผู้ดูแลร้านอีกสองคน ก็ไม่อาจนับว่าเป็ปรมาจารย์ได้ด้วยซ้ำ…
“ข้ามอบเหล็กเซียนเจิ้นยวนให้ปรมาจารย์หวง เพื่อเชิญท่านช่วยแล้ว…”
“บ้าน่า!” กู้เชียนฟานได้ยินก็สูดลมหายใจเข้าทันที ‘เย่วซานคิดจะสู้ตายขนาดนี้เลยหรือนี่…’
เกือบทั้งเมืองวั่งไห่ต่างก็รู้ดีว่าเย่วซานมีเหล็กเซียนเจิ้นยวนอยู่ในมือ ว่ากันว่า ในอดีตหลังจากที่เรือรบหลัวเซินล่าสังหารปีศาจที่มีพลังขั้นจิงตันในทะเลอูไห่ได้ ขณะที่แบ่งสมบัติกันนั้น ทุกคนต่างเลือกสมบัติล้ำค่ากัน มีเพียงเย่วซานคนเดียวเท่านั้น ที่เลือกก้อนหินที่อยู่ในท้องของเ้าปีศาจ
ตอนนั้นมีคนมากมายต่างหัวเราะเยาะ กระทั่งเรือรบหลัวเซินกลับสู่เมืองวั่งไห่ หลังจากเย่วซานกะเทาะหินออกมา ก็พบว่าข้างในนั้นคือเหล็กเซียนเจิ้นยวน…
จากนั้นเหล็กเซียนเจิ้นยวนก็กลายเป็สมบัติประจำร้านหลอมอาวุธฉวินซานทันที มีคนจำนวนมากมาขอซื้อ แต่กลับถูกเย่วซานปฏิเสธทุกราย
เพราะในสายตาของเย่วซานนั้น เหล็กเซียนเจิ้นยวนก็มีค่าราวกับชีวิตก็ว่าได้ หากคิดจะซื้อก็ย่อมไม่ต่างอะไรกับซื้อชีวิตเขา…
คิดไม่ถึงเลยว่า ในครั้งนี้เพื่อที่จะเอาชนะร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ เย่วซานถึงกับยอมคว้านหัวใจตนเองออกมาเลยทีเดียว!
หากเหล็กเซียนเจิ้นยวนสามารถขอให้ปรมาจารย์หวงช่วยได้ละก็ มีหวังร้านหลอมอาวุธฉวินซานจะต้องเป็ผู้ชนะในงานประลองครั้งนี้แน่นอน…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
