ฉู่เมิ่งเอ๋อร์นึกว่าจ้าวซีเหอเป็ห่วงตัวเอง นึกว่าตัวเองได้รับความโปรดปรานจากอีกฝ่าย จึงอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดปากพร้อมกับยิ้ม มองจ้าวซีเหอด้วยแววตาอ่อนหวาน “ซื่อจื่อ ท่านเป็ห่วงเมิ่งเอ๋อร์หรือเ้าคะ”
จ้าวซีเหอถอนหายใจออกมา ขณะกำลังจะพูดบางอย่าง ฉู่เมิ่งเอ๋อร์กลับยกถ้วยน้ำแกงบนโต๊ะขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “หมู่นี้เมิ่งเอ๋อร์เห็นท่านผ่ายผอมลงไปไม่น้อย จึงเข้าครัวทำน้ำแกงมาให้ท่าน น้ำแกงถ้วยนี้เมิ่งเอ๋อร์ตั้งใจทำมาให้ท่านโดยเฉพาะเลยนะเ้าคะ”
จ้าวซีเหอมองน้ำแกงที่ยังคงมีควันลอยกรุ่น เขาได้กลิ่นคาวของกระดูกหมูลอยโชยมาจากน้ำแกง กระดูกหมูในน้ำแกงยังคงมีเืติดอยู่เนื่องจากล้างไม่สะอาด
ทันทีที่เขาได้กลิ่นเขาพลันขมวดคิ้ว กลั้นหายใจโดยพลัน “ต่อไปเ้าไม่ต้องทำของพวกนี้มาให้ข้าแล้วนะ เื่ทำอาหารให้ผู้ดูแลห้องครัวเป็คนจัดการเถอะ”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์รู้สึกหวั่นไหวยิ่ง ในใจคิดว่าต้องเป็เพราะจ้าวซีเหอไม่อยากให้นางทำงานเหน็ดเหนื่อยเหล่านี้เป็แน่ถึงได้เอ่ยห้าม คิดได้เช่นนั้นริมฝีปากนางแย้มออกเป็รอยยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ซื่อจื่อรังเกียจน้ำแกงที่เมิ่งเอ๋อร์ทำหรือเ้าคะ เมิ่งเอ๋อร์กลับคิดว่า ต้องทำเองถึงจะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ”
จ้าวซีเหอโบกมือพร้อมกับส่ายหน้า ผลักถ้วยน้ำแกงไปอีกทาง “ไม่ว่าเ้าจะพูดอย่างไร ข้าก็ไม่ดื่มมัน”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาฉายแววน้อยใจ ซึ่งผู้ใดได้เห็นก็ต้องรู้สึกสงสารด้วยกันทั้งสิ้น หากที่นี่เป็หอจุ้ยหง บรรดาบุรุษเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางจะต้องยื้อแย่งกันมาทำให้ความน้อยใจหายไปแน่
“เหตุใดท่านถึงไม่ดื่ม ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อยกว่าจะทำน้ำแกงถ้วยนี้ออกมาได้”
จ้าวซีเหอได้ยินคำพูดตัดพ้อของฉู่เมิ่งเอ๋อร์ก็รู้สึกปวดศีรษะยิ่งนัก ยกมือนวดขมับพลางเอ่ยว่า “ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ เ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเ้า แต่เ้าก็ยังมาคอยเอาอกเอาใจข้าอยู่ได้!”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์คิดไม่ถึงว่าจ้าวซีเหอจะพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ ในใจรู้สึกเ็ปและปวดร้าว นางเอามือกุมอก สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ซื่อจื่อ เมื่อก่อนท่านมิได้เป็เยี่ยงนี้ ท่านเคยบอกว่าจะให้ชีวิตที่ดีแก่เมิ่งเอ๋อร์ แล้วเหตุใดพอมาอยู่ที่ตำหนักอ๋อง ท่านถึงเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์น้ำตาไหลอาบแก้มประหนึ่งดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ลบเลือนเครื่องประทินโฉมที่ตั้งใจแต่งมาจนหมด
จ้าวซีเหอเห็นน้ำตาของฉู่เมิ่งเอ๋อร์ เดิมเขาเป็คนที่ทนเห็นน้ำตาสตรีไม่ได้ จึงกล่าวปลอบออกไปว่า “ก่อนหน้านี้ก็คือก่อนหน้านี้ ตอนนั้นข้ายังอายุน้อยไม่รู้ความ ตอนนั้นเ้าอยากให้ข้าไถ่ตัวเ้ากลับตำหนัก ข้าก็ทำแล้วไม่ใช่หรือ เื่นี้คือความปรารถนาของเ้า”
“ซื่อจื่อบอกว่าเป็เพราะตอนนั้นท่านอายุน้อยยังไม่รู้ความหรือเ้าคะ” ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม น้ำตาไหลลงมาเปรอะเปื้อนชุดสีส้มจนเปียกเป็วง ดวงตาแดงก่ำขณะเอ่ย “ซื่อจื่อก็รู้ว่าเมิ่งเอ๋อร์ต้องพึ่งคุณชายอายุน้อยเ่าั้เพื่อให้มีข้าวกิน ตอนนั้นเป็ท่านที่ให้คำสัญญาแก่เมิ่งเอ๋อร์ เมิ่งเอ๋อร์ถึงได้ตามท่านกลับมา”
“ตอนนั้นเ้าบอกว่าเ้าไม่อยากมีชีวิตเยี่ยงนั้น ข้าจึงไถ่ตัวเ้ากลับมาที่ตำหนัก เพื่อให้เ้าไม่ต้องมีชีวิตเยี่ยงนั้นและเพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่า” จ้าวซีเหอเอ่ยอย่างอ่อนใจ
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์จ้องจ้าวซีเหอนิ่ง ในแววตาดอกท้อของเขาไม่มีเงาของนางเลยแม้แต่น้อย
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “เมิ่งเอ๋อร์รู้ดีว่าท่านเบื่อหน่ายเมิ่งเอ๋อร์แล้ว แล้วก็รู้ดีว่าสตรีในดวงใจของท่านคือผู้ใด แต่ท่านก็ควรจะรู้ว่าเป็ท่านที่ไล่นางไปเอง!”
ผมสีดำสนิทประดุจเส้นไหมยุ่งเหยิง แต่ถึงกระนั้นก็ยังดูงดงาม สมกับเป็นางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอจุ้ยหง บางคนถึงขั้นเคยพูดเอาไว้ว่า สักวันฉู่เมิ่งเอ๋อร์ต้องถูกไถ่ตัวออกจากหอจุ้ยหงเป็แน่
“นางแค่กำลังโกรธข้า รอนางหายโกรธเมื่อไหร่นางก็จะกลับมา” จ้าวซีเหอได้สั่งให้คนไปคอยตามคุ้มครองหนิงมู่ฉืออย่างลับๆ จึงไม่ห่วงว่าอีกฝ่ายจะจากไปไม่ยอมกลับมา ทว่าหลายวันมานี้เขาไม่ได้รับจดหมายจากหลิงเฉินและหลิงอวิ๋นเลย ในใจจึงเริ่มเป็กังวล
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ค้นพบว่าอย่างไรนางก็ไม่มีวันได้ใจของจ้าวซีเหอมา นางจึงอาละวาด เขวี้ยงถ้วยซึ่งวางอยู่บนโต๊ะลงพื้น ถ้วยสีขาวตกลงบนพื้นก่อเกิดเสียงดัง “เพล้ง” แตกกลายเป็เศษเล็กเศษน้อย
จ้าวซีเหอเห็นเช่นนั้นก็โมโหยิ่ง มองถ้วยใบโปรดของตัวเองที่ถูกเขวี้ยงลงพื้นจนแตก ในใจทั้งเสียดายและเสียใจ ขณะเอ่ยอย่างไม่พอใจ “เ้าทำอันใดของเ้า!”
“หากซื่อจื่อไม่ชอบข้า เช่นนั้นก็ไล่ข้าออกไปเสีย จะให้ข้าอยู่ที่ตำหนักอ๋องเพื่อเหตุใด จะให้ข้าเป็นกในกรงอย่างนั้นหรือ” ฉู่เมิ่งเอ๋อร์วิ่งร้องไห้น้ำตาอาบแก้มออกไป
จ้าวซีเหอมองถ้วยที่แตกกลายเป็เศษเล็กเศษน้อยที่อยู่บนพื้น เขาค่อยๆ ก้มลงเก็บเศษถ้วยขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทว่ากลับถูกบาดมือเข้า เขามองเืที่ไหลหยดลงบนเศษถ้วย ยิ้มอย่างขมขื่นออกมา
“ช่างเถิด ของมันแตกไปแล้ว อย่างไรก็เก็บเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี” เขาหยิบปิ่นปักผมออกมาจากในสาบเสื้อ ปิ่นรูปดอกไม้สีขาว เขายิ้มอย่างอ่อนโยนขณะมองมัน “ปิ่นอันนี้ข้าควรให้เ้าั้แ่วันนั้น”
ตอนนั้นเพื่อยั่วให้หนิงมู่ฉือโกรธ เขาจงใจไถ่ตัวฉู่เมิ่งเอ๋อร์กลับมาที่ตำหนักอ๋อง ระหว่างทางผ่านแผงขายปิ่น ทันทีที่เขาเห็นปิ่นอันนี้ เขานึกถึงหนิงมู่ฉือขึ้นมาทันที เขาจึงแอบซื้อมันมา ทว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้มอบมันให้นาง
เขามองน้ำแกงที่วางอยู่ที่เดิม กลิ่นคาวของมันทำให้เขาอยากจะอาเจียน เขาจึงยกมันไปวางไว้ที่อื่น
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์วิ่งร้องไห้กลับมายังเรือนสวนไผ่ ระหว่างทางมีข้ารับใช้ไม่น้อยเห็นนางวิ่งร้องไห้ ต่างชี้มือมายังนางเพื่อชวนกันดู
หญิงรับใช้คนสนิทของฉู่เมิ่งเอ๋อร์...เหยาหง เห็นฉู่เมิ่งเอ๋อร์ร้องห่มร้องไห้กลับมา รีบวิ่งเข้าไปหาก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง “อนุฉู่ ท่านเป็อันใดไปเ้าคะ”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ตาแดงเรื่อมองเหยาหง ไม่ทันไรน้ำตาก็ไหลลงมาอีกครา “เป็เ้าที่ทำร้ายข้า เป็เพราะเ้าเสนอความคิดนี้ออกมา!”
เหยาหงมีสีหน้าเสียใจ ก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดนำไปชุบน้ำอุ่นแล้วค่อยๆ เช็ดที่ใบหน้าฉู่เมิ่งเอ๋อร์ “อนุฉู่ไม่ต้องร้องนะเ้าคะ ตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิ อากาศแห้ง ร้องไห้มากจะเสียโฉมได้นะเ้าคะ”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์ให้ความสำคัญกับหน้าตาตัวเองเป็อย่างมาก ได้ยินเช่นนั้นน้ำตาพลันหยุดไหล ปล่อยให้เหยาหงเช็ดใบหน้าให้ ทว่าพอคิดถึงเื่เมื่อครู่นี้ก็รู้สึกเศร้าเสียใจขึ้นมาอีกครั้ง “เป็พระเ้าเสนอความคิดนี้ออกมา ให้ข้าทำน้ำแกงให้ซื่อจื่อ ซื่อจื่อไม่เพียงไม่ดื่ม กลับยิ่งรังเกียจข้า แม้แต่หางตาเขาก็ยังไม่มองน้ำแกงของข้าเลย”
ฉู่เมิ่งเอ๋อร์น้ำตาไหลออกมาอีกครา ถึงกระนั้นก็ยังดูงดงาม ผู้ใดได้เห็นก็ต้องรู้สึกสงสารด้วยกันทั้งนั้น
