ในยามห้ายหน้าตรอกเกาจี้ของเมืองหลวง มีพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า ส่องแสงอ่อนลงมาแตะต้องยอดกำแพงเมือง แสงนวลจันทร์ดุจดังหิมะขาวลู่ลงบนผืนหญ้าอันเงียบสงัด แต่ภายใต้ความเงียบสงบนี้กลับมีร่างของบุรุษทั้งห้า อย่างฟู่หลงเหยียนกับเจียงหยวน พร้อมผู้ติดตามของแต่ละคน พวกเขามาพบกันตามเวลาที่ได้นัดหมายกันไว้แล้วเมื่อยามเย็นที่ผ่านมา เพื่อทำภารกิจจับตัวสายลับของแคว้นศัตรู
บ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ที่ปลายตรอกนั้นดูเหมือนบ้านธรรมดา แต่ด้านในกลับมีคนที่บังอาจตบตาทุกคน เข้ามาเพื่อสืบข่าวภายในส่งให้เ้านายที่อยู่ระหว่างเดินทางของตน ฟู่หลงเหยียนให้เฉินอู่กับอู๋จิ้งค่อย ๆ เปิดประตูอย่างช้า ๆ แต่ไม่คิดว่าสายลับของเหลียนเป่ยอ๋องผู้นี้ จะรู้ตัวว่ามีแขกมาเยือนั้แ่วันแรกที่ตนมาถึง
“ข้าไม่คิดว่าเพียงไม่กี่ชั่วยามจะมีแขกมาเยือนถึงบ้านเช่าได้” สื่อฉงฟางที่นั่งอยู่ท่ามกลางความมืด เอ่ยขึ้นเมื่อประตูของบ้านเช่าถูกเปิดออกด้วยน้ำมือของเฉินอู่
“หึ สายลับแคว้นต้าเหลียนมีความสามารถไม่เลว แต่ก็ยังถูกพวกข้าค้นพบก่อนพวกเ้าจะได้ลงมือ หากไม่อยากเจ็บตัวเชิญตามพวกข้าไปแต่โดยดีเถิด ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน”
ฟู่หลงเหยียนเดินตามเข้ามาทันได้ยินคำพูดของสื่อฉงฟาง จึงตอบกลับไปด้วยคำชมเล็กน้อยและการเชิญที่สุภาพ แต่มีหรือที่ผู้เป็สายลับจะยอมไปด้วยง่าย ๆ
“ชิ มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะยอมตามพวกเ้าไป ตอบมาพวกเ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าสองคนอยู่ที่นี่ ทั้งที่ไม่มีผู้ใดรู้จักเป็การส่วนตัวแม้แต่คนเดียว” เื่นี้ต่างหากที่สื่อฉงฟางอยากรู้
“เ้าอยากรู้เช่นนั้นหรือ ได้! เ้าฟังสิ่งที่ข้าจะพูดให้ดีและคิดตาม ก่อนที่พวกเ้าจะกลับบ้านเช่าหลังนี้ได้ทำสิ่งใดบ้างหรือไม่” เจียงหยวนไม่ตอบแต่ตั้งคำถามกลับไปหาอีกฝ่ายแทน
“ก่อนจะกลับมาที่นี่ข้าก็แวะให้หมอดูทำนายดวงชะตา แล้วมันเกี่ยวกับที่พวกเ้ามาหาข้าถูกอย่างไร?”
“เฮ้อ ระหว่างที่เ้ารอพบแม่หมอผู้ที่ดูดวงให้ ได้ยินชาวบ้านกล่าวถึงนางอย่างไรบ้างเล่าลองนึกดูดี ๆ อีกสักนิดนะ” เจียงหยวนยังไม่ลืมย้ำกับสื่อฉงฟาง
“...หมอดูเทวดา...หรือว่านางก็คือหมอดูเทวดางั้นรึ!!”
“ไอหยา น่าเสียดายที่เ้ารู้ตัวช้าเกินไป ต้องโทษตัวเ้าเองหรือโทษน้องสาวข้าดีล่ะ ไม่ได้ ๆ จะโทษน้องสาวของข้าไม่ได้เด็ดขาด เป็เ้าที่เดินเข้าไปหานางเองใช่ไหมอาเหยียน” เจียงหยวนหาทางชื่นชมอวี้จิ่นต่อหน้าศัตรู
“อืม” ฟู่หลงเหยียนตอบสหายโดยสายตาไม่ละไปจากสื่อฉงฟาง
“กรอดดดด! ข้าไม่ยอมให้เ้าจับข้าไปง่ายๆ หรอก” สื่อฉงฟางพูดพลางยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเขาก็ปามีดสั้นตรงไปที่ฟู่หลงเหยียนด้วยความเร็วและแม่นยำ
ฟู่หลงเหยียนยกแขนขึ้นปัดมีดนั้นออกไป เขาเคลื่อนตัวอย่างว่องไวฟาดหมัดเข้าที่ท้องของสื่อฉงฟาง แม้จะพยายามหลบแต่ก็ไม่ทันด้วยความแรงของหมัดนี้ ทำให้สื่อฉงฟางล้มลงกับพื้น และกลิ้งหลบไปอีกทางก่อนจะพุ่งเข้าประมืออีกครั้ง
“ปึก ปึก ผัวะ! อั่ก ตุบตับ ปึก ผัวะ! ผัวะ! อึก อ่อก ตุบ แค่ก ๆ ๆ”
สื่อฉงฟางนั่งกับพื้นหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ทั้งเจ็บและจุกไปทั่วทั้งตัวเขารู้ตัวว่าไม่อาจหลบหนี จากเงื้อมมือของฟู่หลงเหยียนได้ ฝีมือการต่อสู้ยิ่งด้อยกว่า จึงต้องถูกจับตัวโดยไม่อาจช่วยตัวเองได้อีก
หูมู่ที่จดจ้องคนอื่น ๆ เขาหันตัวหลบหนีไปอีกทาง แต่ทันใดนั้นเองสายลมที่เย็นะเืก็พัดผ่าน ดาบอันคมกริบของเจียงหยวนพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้หูมู่จะะโหลบได้อย่างฉิวเฉียด แต่ปลายดาบก็สะบัดโดนชายเสื้อของเขาจนขาดไปบางส่วน หูมู่กัดฟันแม้จะรู้ว่าตนเองจนตรอกแต่ใจยังไม่ยอมแพ้ จึงชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาเตรียมต่อสู้ ถึงแม้รู้ดีว่าฝีมือของตนไม่อาจเทียบได้กับเจียงหนวน เขาก็พร้อมจะสู้เพื่อหาทางหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้
การประมือดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หูมู่ฟาดฟันมีดสั้นด้วยความรวดเร็วและดุดัน แต่เจียงหยวนกลับเคลื่อนตัวหลบได้อย่างง่ายดาย และสวนกลับด้วยท่าทีอันสงบนิ่ง ดาบของเจียงหยวนเหมือนพยัคฆ์ที่ซุ่มรอจังหวะ ไม่ฟาดฟันโดยไร้จุดหมายกระบวนท่าของเขาแม่นยำราวกับได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
หลังจากการต่อสู้เพียงไม่กี่กระบวนท่า หูมู่ก็โดนดาบแทงเข้าที่ไหล่และร้องออกมาเบา ๆ ขณะที่ล้มลงคุกเข่ากับพื้น เจียงหยวนเดินเข้ามาใกล้โดยชี้ดาบไปที่หูมู่ที่ยามนี้กำลังสิ้นหวัง
“พวกเ้าแพ้แล้วอย่าได้คิดต่อสู้อีกเลย”
จู่ ๆ เจียงหยวนได้ใช้ปลอกดาบกระแทกที่หน้าอกหูมู่ จนมีบางสิ่งพ่นออกมาจากปากของเขา
“ปึก อ่ะ!”
“หึ แผนการเดิม ๆ ทำภารกิจไม่สำเร็จกินยาพิษฆ่าตัวตาย พวกเ้าอย่าได้ฝันว่าจะได้ต่ายง่าย ๆ อาเหยียนนำตัวพวกมันไปที่กรมอาญาเถิด ป่านนี้ท่านพ่อข้ากับบิดาเ้าคงนั่งรอจนเบื่อแล้วกระมัง”
“เฉินอู่ พวกเ้าช่วยกันมัดพวกมันไว้ให้แน่น โยนเข้าไปในรถม้าและนำตัวไปที่กรมอาญาได้ หลี่อี้เ้าค้นตัวพวกมันสองทีว่ามียาพิษ ที่จิ่นเอ๋อร์้าซุกซ่อนอยู่หรือไม่ หากไม่พบก็ค้นในห่อผ้าของพวกมันจนกว่าจะเจอ” ฟู่หลงเหยียนไม่ลืมเื่ยาพิษที่อวี้จิ่นเอ่ยขอไว้
“ขอรับ!!!”
ผู้ติดตามทั้งสามทำงานร่วมกันได้ดีมาก หลี่อี้ค้นที่ตัวสายลับทั้งสองจนพบห่อกระดาษ ที่ซ่อนไว้อย่างดีและมันก็คือยาพิษที่อวี้จิ่นพูดถึง
เมื่อจัดการทุกอย่างตามแผนทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปยังกรมอาญา ซึ่งแม่ทัพใหญ่และฟู่กั๋วกงนั่งรออยู่กับใต้เท้าถง ผู้ที่ถูกปลุกขึ้นมากลางดึกและได้รับรู้เื่สายลับต่างแคว้น เป็ขุนนางคนแรกที่แม่ทัพใหญ่ได้เล่าทุกอย่างให้ฟัง จากที่ยังไม่ตื่นจากอาการง่วงนอนสักเท่าไพร่ พอได้ยินเื่สายลับยามนี้ ใต้เท้าถงตื่นตระหนกมากกว่าง่วงนอนเสียแล้ว
หลังจากฟู่หลงเหยียนและเจียงหยวนนำสายลับมาส่ง พวกเขาทำการไต่สวนอยู่ไม่นาน เนื่องจากได้รู้ทุกอย่างไปแล้ว นอกจากเื่ที่ต้องเขียนจดหมายรายงานกับเหลียนเป่ยอ๋องเท่านั้น โดยเื่นี้ฟู่หลงเหยียนจะกลับมาจัดการทีหลัง จากนั้นจึงได้แยกย้ายกันกลับจวนกลางยามจื่อ ส่วนเื่ยาพิษเจียงหยวนให้หลี่อี้นำไปฝากไว้กับตงลู่ เพราะเขารู้ดีว่า
เมื่อยามเช้ามาถึงน้องสาวผู้เก่งกาจย่อมถามถึงยาพิษก่อนสิ่งใด
และย่อมเป็เช่นที่เจียงหยวนคิดเอาไว้ พอตื่นลืมตาจัดการชำระร่างกายเรียบร้อย อวี้จิ่นก็เปิดประตูเรือนถามถึงยาพิษกับตงลู่ทันที
“แอ๊ด น้าตงลู่! พี่เฟยอิน! พี่ใหญ่ฝากยาพิษมาให้ข้าหรือไม่เ้าคะ”
“คุณชายเจียงให้หลี่อี้นำมาฝากไว้ั้แ่ปลายยามจื่อแล้วขอรับ”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ ข้าจะเข้าไปที่เรือนปรุงยาสักประเดี๋ยวนะเ้าคะ ส่วนสำรับเช้ารบกวนพี่เฟยอินบอกสาวใช้ยกมาที่นี่แทนเถิด ข้าคงไม่ได้ไปทานพร้อมท่านพ่อท่านแม่แล้วล่ะเ้าค่ะ” เนื่องจากนางต้องหารือกับเฉินหนงเื่ยาพิษเสียหน่อย
“ได้เ้าค่ะคุณหนู”
ภายหลังเข้าไปในเรือนปรุงยาปิดประตูอย่างแ่า อวี้จิ่นก็หายเข้าไปในมิติของตนอย่างรวดเร็ว
‘เฉินหนงข้ามาแล้วมีของดีมาฝากเ้าด้วยล่ะ’
‘นายหญิงนำมันมาแล้วหรือขอรับ’
‘แน่นอนสิ ยาพิษนี้ข้าเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก ท่านพ่อบอกว่ามันร้ายแรงมากแค่หนึ่งชั่วยามก็ตาย หากไม่ได้รับยาถอนพิษเ้าช่วยดูให้ข้าที ว่ามันร้ายกาจอย่างที่ได้ฟังมาหรือไม่’
‘เฉินหนงจะจัดการตรวจสอบให้นายหญิงเดี๋ยวนี้ขอรับ’
ห่อยาพิษลอยหายเข้าไปในร้านสมุนไพร เพียงหนึ่งจิบชาอวี้จิ่นก็ได้รับรู้สรรพคุณของพิษชนิดนี้
‘นายหญิงแม้ว่ายาพิษนี้จะร้ายกาจ แต่ถ้าได้ยาสมุนไพรระงับพิษย่อมมีเวลาต่อลมหายใจได้ ยังไม่ถึงตายภายในหนึ่งชั่วยามขอรับ ฉะนั้นนี่ไม่ใช่ยาพิษที่ร้ายกาจแต่อย่างใด’
‘หึ ข้าคิดไว้แล้วเชียวว่ายาพิษนี้ย่อมมีทางต้านพิษได้ ในเมื่อคนชั่วคิดใช้ยาพิษเพื่อ้าก่อา เช่นนั้นก็ให้คนชั่วได้ลิ้มลองยาพิษที่ร้ายกาจของเ้าหน่อยเป็ไรเฉินหนง’
‘นายหญิง้ายาพิษที่ออกฤทธิ์เช่นไร ท่านบอกกับข้ามาเถิดแค่ท่านนั่งรอไม่ถึงหนึ่งเค่อ ยาพิษที่ท่าน้าก็เสร็จเรียบร้อยพร้อมยาถอนพิษขอรับ’
‘ไอหยา เฉินหนงเ้าช่างเป็ร้านสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมที่สุด ข้า้ายาพิษที่ทำให้เกิดอาการชาไปทั้งร่าง เมื่อยาพิษออกฤทธิ์ทุก ๆ เจ็ดวันและเป็อาการชา ที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้หนึ่งชั่วยาม เ้าพอจะปรุงยาพิษที่มีฤทธิ์เช่นนี้ได้หรือไม่’
‘ได้ตามที่นายหญิง้าขอรับ เชิญท่านนั่งรอหรือจะเดินหาเครื่องประดับที่งดงามแปลกตา สำหรับใส่ไปร่วมงานเลี้ยงก่อนก็ย่อมได้เช่นกันขอรับ’
‘ขอบใจมากเฉินหนง’
ไม่มียาชนิดใดที่ร้านสมุนไพรแห่งนี้ทำไม่ได้ แค่หนึ่งจิบชาอย่างที่เฉินหนงได้บอกกับอวี้จิ่นไว้ ห่อยาพิษถูกแยกใส่ตระกร้าให้นางอย่างดีพร้อมชื่อที่เรียกว่า ‘ความทรมานในราตรีที่เจ็ด’ อวี้จิ่นยังไม่นำมันออกไปรอให้ถึงงานเลี้ยงในวังหลวงเมื่อไหร่ ถึงจะหยิบไปมอบให้กับฟู่หลงเหยียน ที่รับผิดชอบการวางยาพิษในครั้งนี้
ในที่สุดคณะทูตจากแคว้นต้าเหลียน ก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นจ้าวเสียที เหลียนเป่ยอ๋องได้รับข่าวจากสื่อฉงฟาง ว่าฮ่องเต้เพิ่งจะหายจากอาการประชวรจึงย่ามใจ คิดว่าแผนการของตนต้องสำเร็จอย่างแน่นอน เมื่อขบวนเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองหลวง ก็มีรัชทายาทจ้าวเจาเยี่ยนพร้อมขุนนางอีกหลายคน รอต้อนรับเหลียนเป่ยอ๋องเข้าเมืองหลวง และส่งคณะทูตไปยังตำหนักรับรองที่จัดเตรียมไว้แล้ว ซึ่งมีเสนาบดีกรมพิธีการเป็ผู้รับผิดชอบดูแลเื่ต่าง ๆ
คณะทูตพักผ่อนอยู่ในตำหนักรับรองเพียงสามวัน ก็ถึงงานเลี้ยงต้อนรับอย่างที่เหลียนเป่ยอ๋องคาดหวังเสียที แต่ที่ความคาดหวังนี้กลับผิดแผนกลายเป็ฝ่ายตน ที่ถูกซ้อนแผนด้วยการวางยาพิษทั้งคณะทูตที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้ในวันนี้
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหนือเมืองหลวงแคว้นจ้าว งานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ภายในพระราชวังก็เริ่มต้นขึ้น โคมไฟหลายร้อยดวงถูกจุดให้ส่องสว่างทั่วบริเวณ ลานหน้าพระราชวังปูด้วยพรมสีแดงสด ไปยังท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ กลิ่นธูปหอมลอยละลิ่วในอากาศ พร้อมกับเสียงขับร้องและบรรเลงดนตรีที่แว่วมาแต่ไกล
ภายในนั้นประดับประดาด้วยสีทองและเครื่องลายครามงดงาม ขุนนางสำคัญต่างพาฮูหยินและบุตรสาวบุตรชาย เข้าร่วมงานเลี้ยง เผื่อจะต้องตาองค์ชายหรือองค์หญิงบ้าง หรือจะเป็บุตรหลานขุนนางตำแหน่งระดับสูงย่อมดีทั้งสิ้น
ขณะรอเวลาก่อนฮ่องเต้จะเสด็จมาถึง ฟู่หลงเหยียนที่เพิ่งมาถึงก็สาวเท้าไปหาอวี้จิ่นทันที เพื่อรับยาพิษตามที่ได้วางแผนเอาไว้ และเขาได้เตรียมนางกำนัลกับขันที ซึ่งเป็คนของฉีกงกงสำหรับทำหน้าที่วางยาพิษ เมื่อถึงเวลายกอาหารและสุราเข้ามาในงานเลี้ยง
ไม่นานนักเสียงขันทีได้ประกาศการมาถึงของฮ่องเต้ ที่เสด็จมาพร้อมฮองเฮาและพระสนมขั้นเฟยทั้งสี่ รวมถึงรัชทายาทและพระชายาทั้งสอง ต่อด้วยเสียงประกาศการมาถึงของคณะทูตจากแคว้นต้าเหลียน นำโดยทูตใหญ่เหลียนเป่ยอ๋องในชุดคลุมประดับด้วยลวดลายัแดง ซึ่งเป็สัญลักษณ์แห่งแคว้นต้าเหลียน คณะทูตเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม เหลียนเป่ยอ๋องมีท่าทีเยือกเย็นแต่แฝงด้วยความมั่นใจ สายตาของเขากวาดมองทั่วบริเวณงานเลี้ยงอย่างพินิจพิเคราะห์
เมื่อคณะทูตเดินมาถึงกลางท้องพระโรง จึงได้โค้งคำนับฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างมีมารยาท
“กระหม่อมเหลียนเหรินเซียวถวายบังคมฝ่าาและฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับอันอบอุ่น" เหลียนเป่ยอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แต่ดวงตาแฝงไปด้วยความฉลาดหลักแหลม
ฮ่องเต้ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ั มองผู้มาเยือนด้วยสายสายพระเนตรที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า ทรงคิดอันใดทรงตรัสต้อนรับคณะทูตด้วยท่าทีสุขุม
“ยินดีต้อนรับเหลียนอ๋องและคณะทูตจากแคว้นต้าเหลียน เจิ้นหวังว่าการมาเยือนครั้งนี้จะนำมาซึ่งความร่วมมือ และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแคว้นทั้งสอง เชิญทุกท่านตามสบายอาหารมากมายและสุราชั้นดี พร้อมนำเข้ามาให้ได้ลิ้มลองโดยทั่วกัน” ฮ่องเต้ทรงตรัสพลางยิ้มบาง ๆ
หลังจากฮ่องเต้กล่าวต้อนรับคณะทูตเสร็จสิ้น อาหารหลากหลายถูกนำมาวางบนโต๊ะของแต่ละคน เหล่าทูตจากแคว้นต้าเหลียนต่างนั่งชิมอาหารอย่างสบายอารมณ์ ด้วยคิดว่าแผนการของตนต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
ฟู่หลงเหยียนนั่งเยื้องอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคณะทูต ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องไปยังคณะทูตด้วยความระมัดระวัง ยามนี้ขุนนางในคณะทูตต่างทานอาหารพร้อมสุรากันทุกคนแล้ว เหลือเพียงแค่เหลียนเป่ยอ๋องที่ยังไม่ยอกยกจอกสุรา จนกระทั่งแม่ทัพใหญ่สังเกตเห็นท่าทีนั้น จึงลุกขึ้นและเอ่ยชวนเหลียนเป่ยอ๋องยกจอกสุราด้วยตนเอง
“กระหม่อมในนามแม่ทัพใหญ่ของแคว้นจ้าว ขอเชิญท่านอ๋องร่วมยกจอกสุรากับงานเลี้ยงต้อนรับในค่ำคืนนี้ เพื่อเป็เกียรติแก่การมาถึงของท่านอ๋องและขุนนางทั้งหลายพ่ะย่ะค่ะ”
เหลียนเป่ยอ๋องอาจตอบรับด้วยความสุภาพและเห็นด้วย
“ด้วยความยินดี แม่ทัพใหญ่เจียง”
คุณหนูคุณชายทั้งหลายต่างใช้สายตาสอดส่อง มองหาคนที่ตนพึงใจ ยังคงมีฟู่หลงเหยียนกับเจียงหยวนอยู่ในนั้นเช่นเคย แต่สายตาของทั้งคู่นอกจากจับจ้องไปยังฝ่ายศัตรูแล้ว ก็มีอีกหนึ่งสตรีที่ไม่สนใจสายตาของผู้ใด นางเอาแต่ก้มหน้าก้มตาชิมอาหารฝีมือพ่อครัวแม่ครัวในวังหลวง แต่ดูท่าแล้วอาหารในวังจะไม่ถูกปากนางอีกเช่นกัน จึงมีสายตาของคุณหนูในห้องหอหลายคนที่มองอย่างริษยา
