เขารีบร้อนให้เสี่ยวเอ้อร์ไปยืนอีกด้าน แล้วต้อนรับพวกหลี่ชิงชิงทั้งสามคนด้วยตนเอง เอ่ยถามว่า “เ้าอย่าไปฟังคำที่ฮูหยินเฒ่าผู้นั้นกล่าว ข้าเปิดร้านขายผ้าในตําบลชิงอวี๋มาหลายสิบปีแล้ว ไม่เคยนำผ้าคุณภาพต่ำมาขายเป็ผ้าดีเลย”
หลี่ชิงชิงถามต่อ “เช่นนั้นแล้วมีผ้าคุณภาพต่ำหรือไม่เ้าคะ?”
“ก็มิใช่ผ้าคุณภาพต่ำ นั่นเป็ผ้าฝ้ายที่เก็บไว้ในคลัง”
หลี่ชิงชิงเอ่ยอ้อหนึ่งเสียง ในใจครุ่นคิดว่าผ้าฝ้ายในคลังจะใช่ผ้าฝ้ายที่ถูกมดแมลงและหนูกัดหรือไม่นะ?
หลงจู๊ถามกลับ “เ้า้ามากน้อยเท่าใดหรือ?”
“หากว่าราคายุติธรรมก็้ามากหน่อยเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงกวาดสายตามองผ้าสิบกว่าพับที่วางอยู่บนตู้วางสินค้า ผ้าฝ้ายมีห้าสี สีเทา สีเขียว สีฟ้า สีขาวและสีดํา ผ้าป่านมีสองชนิด แบบคุณภาพดีและแบบธรรมดา คาดไม่ถึงว่ายังมีผ้าไหมอีกสามสี สีแดง สีเขียวและสีฟ้า
ไม่จำเป็ต้องเอ่ยถาม ราคาของผ้าไหมย่อมแพงที่สุดอย่างแน่นอน ผ้าป่านราคาถูกที่สุด ส่วนราคาของผ้าฝ้ายอยู่ระหว่างสองอย่างนี้
ชาติที่แล้วนางเคยทำการค้า และติดต่อการค้าผ้ามาก่อน จึงมีความเข้าใจอยู่เล็กน้อย
ชายชราหน้าเหลืองรู้เกี่ยวกับสินค้าในคลังเป็อย่างดี พูดอย่างช้าๆ ว่า “มีผ้าฝ้ายสิบสามพับ ผ้าป่านห้าพับ ผ้าไหมสองพับ”
หลี่ชิงชิงไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้ นางเงยหน้าขึ้นชำเลืองตามองชายชราหน้าเหลืองสองที พลางเอ่ยในใจ ‘ท่านลุงผู้นี้เพิ่งบอกว่าเปิดร้านขายผ้ามาหลายสิบปี เหตุใดถึงไม่เก็บผ้า ปล่อยให้ผ้าถูกมดแมลงกัดแทะได้?’ นางไม่แสดงสีหน้าใด เอ่ยขึ้นว่า “ข้าขอดูผ้าฝ้ายสักหน่อย”
ชายชราหน้าเหลืองนึกถึงผ้าในคลังเ่าั้ เมื่อครู่ถูกฮูหยินเฒ่าอ้วนดํากล่าวว่าเป็ผ้าคุณภาพต่ำ ไม่รู้ว่าจะถูกหลี่ชิงชิงกล่าวว่าเป็อันใดอีก ชายชราโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ไปนำผ้าเ่าั้มา
เสี่ยวเอ้อร์กลับกระตือรือร้นเป็อย่างยิ่ง วิ่งไปที่คลังเก็บสินค้าหลังร้านประหนึ่งสายลม และหอบผ้าฝ้ายสิบสามพับที่วางอยู่บนชั้นวางไม้ในมุมห้อง ออกมาวางในตู้วางสินค้าของห้องโถงหลักอยู่หลายครั้ง
ในบรรดาผ้าฝ้ายสิบสามพับมีสีเทาหกพับ สีเขียวสามพับ สีฟ้าสามพับ และสีดำหนึ่งพับ
หลี่ชิงชิงเอื้อมมือไปเปิดผ้าฝ้ายแต่ละพับดูอย่างระมัดระวัง พบว่าบนผ้าแต่ละพับมีคราบน้ำ และมีกลิ่นราจางๆ
ผ้าฝ้ายของแคว้นต้าถังจะหดตัวลงหลังจากโดนน้ำ ทำให้เล็กลง
ผ้าฝ้ายใหม่เปื้อนคราบน้ำ คุณภาพจึงลดลงมาก มิน่าเล่าฮูหยินเฒ่าอ้วนดําถึงได้เรียกผ้าเช่นนี้ว่าผ้าคุณภาพต่ำ
ทว่าผ้าชนิดนี้ดีกว่าผ้าที่ถูกมดแมลงและหนูกัดอยู่มาก
หวังเลี่ยงกับหวังจวี๋มองผ้าฝ้ายแต่ละพับ แม้ว่าจะมีคราบน้ำติดอยู่ แต่ก็ดีกว่าเสื้อผ้าสีซีดที่สวมอยู่บนกายที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน และผ่านการแก้ขนาดมาครั้งแล้วครั้งเล่า จึงแอบเอ่ยในใจว่า ‘ถ้าได้สวมเสื้อผ้าใหม่ที่ทําจากผ้าเช่นนี้ก็คงดี’
ชายชราหน้าเหลืองโอดครวญว่า “กล่าวตามตรง ผ้าฝ้ายเหล่านี้ล้วนเป็ผ้าที่ข้ารับซื้อมาจากดินแดนอันไกลโพ้นในปีนี้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ต้นทุนไม่ถูกเลยแม้แต่น้อย ข้าโชคไม่ดี ประสบกับ่เวลาที่น้ำขึ้น เกวียนขนผ้าพลิกคว่ำ ผ้าร่วงลงพื้น...”
“หนึ่งพับราคาเท่าไรเ้าคะ?” หลี่ชิงชิงเข้าประเด็นหลักอย่างไม่อ้อมค้อม
หมู่บ้านหวังมีสตรีที่ทอผ้าเป็ แต่เพราะไม่มีเครื่องมือทอผ้าที่ดี การทอจึงช้าและลําบากมาก ผ้าฝ้ายที่ทอออกมาคุณภาพไม่ดีเท่าผ้าฝ้ายที่ขายในร้าน ผ้าฝ้ายหนึ่งจั้งขายอยู่ที่สี่สิบหกเหรียญทองแดง ผ้าฝ้ายหนึ่งพับขายสองร้อยเหรียญทองแดง
หากผ้าเหล่านี้ราคาเหมาะสม หลี่ชิงชิงก็ว่าจะรับไว้ทั้งหมด
ชายชราหน้าเหลืองกัดฟันเอ่ย “หนึ่งร้อยแปดสิบเหรียญ”
บนตู้สินค้ามีผ้าฝ้ายคุณภาพเดียวกันที่ไม่เคยโดนน้ำ หนึ่งพับขายสองร้อยห้าสิบเหรียญ
เขาลดราคาผ้าหนึ่งพับลงถึงเจ็ดสิบเหรียญทองแดงภายในเวลาอันสั้น ทำให้รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขากำลังกระอักเือยู่
หลี่ชิงชิงรู้สึกว่าราคาสูงเกินไป นางส่ายหน้าแล้วกล่าว “หากข้าซื้อทั้งหมด หนึ่งพับหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทองแดงเป็อย่างไรเ้าคะ?”
ชายชราหน้าเหลืองมีสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยเสียงดัง “ฮูหยินน้อย เ้าก็คิดในแง่ดีเกินไปแล้ว หากข้าขายให้เ้าในราคานี้ ผ้าหนึ่งพับจะขาดทุนถึงสามสิบเหรียญเชียว!”
“ผ้าเหล่านี้เก็บอยู่ในคลัง กลิ่นรามีแต่จะแรงขึ้นเรื่อยๆ คนรวยย่อมไม่ซื้ออย่างแน่นอน มิสู้ท่านขายให้ข้าดีกว่า เงินทุนของท่านกลับคืนบัญชี สามารถซื้อผ้าฝ้ายใหม่ๆ มาขายใน่เดือนล่าเยวี่ยได้” หลี่ชิงชิงเห็นว่าชายชราหน้าเหลืองโกรธจนไม่ยอมเอ่ยคำใด เอาแต่โบกมือปฏิเสธท่าเดียว จึงเอ่ยด้วยความจริงใจว่า “เอาเถิด ท่านลุง ข้ายอมถอยหนึ่งก้าว หนึ่งร้อยหกสิบเหรียญ หากท่านตกลง ข้าจะชำระเงินประเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
ชายชราหน้าเหลืองยังคงโบกมือไปมา
“และข้ายังซื้อฝ้ายจากร้านท่านอีก” หลี่ชิงชิงชี้ไปยังขอบสุดของตู้สินค้าที่มีตัวอย่างฝ้ายหลายแบบวางอยู่ “ฝ้ายก็จะซื้อไม่น้อยเช่นกันเ้าค่ะ ่นี้มิใช่เทศกาลอันใด ผู้ใดจะใช้เงินจำนวนมากซื้อสินค้าจากร้านท่านในคราวเดียวมากขนาดนี้เช่นข้า?”
ชายชราหน้าเหลืองคิดแล้วคิดอีก แทบจะไม่มีคนรวยในตำบลชิงอวี๋ยอมซื้อผ้าคุณภาพต่ำมากมายขนาดนี้ เมื่อครู่ฮูหยินเฒ่าอ้วนดําถึงกลับสาปแช่งให้เขาขายไม่ออก...
“กลัวเ้าแล้ว ข้ายอมขายแล้ว” คนเรามีปณิธาน ย่อมต้องต่อสู้ดิ้นรน อีกอย่างผ้าเหล่านี้ยิ่งเก็บไว้ก็ยิ่งขายไม่ออก
หลี่ชิงชิงยิ้มพลางเอ่ย “ขอบคุณมากเ้าค่ะ”
ชายชราหน้าเหลืองกล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวเล็กน้อย “ฝ้ายไม่อาจต่อรองราคาเช่นนี้ จวนจะเข้าฤดูหนาวแล้ว ฝ้ายขายดี ขายราคาต่ำไม่ได้”
“ท่านลุง ฝ้ายข้าก็ซื้อจำนวนมากเช่นกัน” หลี่ชิงชิงประชันวาจากับชายชราหน้าเหลืองคนละประโยค ั้แ่เื่ผ้าพับไปจนถึงเื่ฝ้าย
เสี่ยวเอ้อร์ไม่เคยเห็นฮูหยินน้อยที่มีวาทศิลป์ขนาดนี้มาก่อน มองหลี่ชิงที่อายุไม่ได้มากไปกว่าเขา เหตุใดการกระทำถึงได้มีชั้นเชิงเพียงนี้?
หวังเลี่ยงและหวังจวี๋มองหลี่ชิงชิงด้วยแววตาเลื่อมใสอีกครั้ง
“กลัวเ้าอีกแล้ว เฮ้อ ตกลงขายให้เ้า ฝ้ายหนึ่งจินยี่สิบเหรียญทองแดง เ้าซื้อหนึ่งร้อยจินก็เป็สองตำลึงเงิน บวกผ้าสิบสามพับเมื่อครู่ ทั้งหมดรวมเป็สี่ตำลึงเงินแปดสิบเหรียญทองแดง” ชายชราหน้าเหลืองดีดลูกคิดคํานวณอย่างรวดเร็ว ครั้นคำนวณออกมาได้ตัวเลขจำนวนมากเช่นนี้ ในใจก็พลันตื่นเต้นขึ้นมา
หวังเลี่ยงและหวังจวี๋อุทานอย่างใ “เป็เงินมากขนาดนี้เลยหรือ?”
หลี่ชิงชิงสร้างเรือนอิฐให้กับตระกูลหวังยี่สิบตำลึงเงิน ทว่าซื้อผ้าและฝ้ายนั้นใช้เงินถึงหนึ่งในห้าส่วนของเงินสร้างบ้าน
พึงรู้ไว้ว่าที่นาดีๆ หนึ่งหมู่ข้างตัวอําเภอเหอ ราคาเพียงสี่ตำลึงเงินเท่านั้น
ชายชราหน้าเหลืองเงยหน้ามองหลี่ชิงชิงที่แต่งกายโทรมเป็อย่างยิ่ง ในใจกังวลว่าฮูหยินน้อยจะไม่จ่ายเงิน ที่ต่อรองราคากับเขาเมื่อครู่เป็เพียงการหยอกล้อเขาเล่น?
“รอสักครู่เ้าค่ะ ข้าจะนำเงินให้ท่าน” เห็นเพียงหลี่ชิงชิงหมุนกายหันไปเอ่ยกับคนด้านหลัง แล้วหันกลับมาอย่างรวดเร็ว ในมือหยิบแท่งเงินขนาดเล็กหนึ่งแท่งที่มีมูลค่าห้าตำลึงออกมา “ท่านลุง บ้านของข้าอยู่ที่หมู่บ้านหวัง ท่านให้คนไปส่งผ้าและฝ้ายที่นั่น ข้าจะให้น้องชายสามีของข้านําทางเ้าค่ะ”
“ไม่มีปัญหา ข้าจะให้ชวีอู่ไปส่งสินค้าประเดี๋ยวนี้” ชายชราหน้าเหลืองมองแท่งเงิน พลันยิ้มอย่างสุขใจทันที ความโกรธที่ถูกฮูหยินเฒ่าอ้วนดําด่ามลายหายไปหมดสิ้น ความหดหู่ใจที่ขายผ้าฝ้ายในราคาถูกก็เบาบางลง ชายชรารับแท่งเงินมา นำไปตรวจสอบคุณภาพที่หลังร้าน จากนั้นก็ทอนเศษก้อนเงินและเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งให้กับหลี่ชิงชิง
ชวีอู่ก็คือเสี่ยวเอ้อร์ในร้าน ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ฉายความสีหน้าเหลือเชื่อ หมู่บ้านหวังมีครอบครัวที่ร่ำรวยขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน ร่ำรวยกว่าคนรวยในตำบลเสียอีก ซื้อผ้าฝ้ายและฝ้ายถึงสี่ตำลึงเงินในคราวเดียว
“พี่สะใภ้ รอข้าไปส่งของที่บ้าน แล้วข้าจะมารับพวกท่านอีกที พวกท่านรอข้าก่อนนะขอรับ” หวังเลี่ยงนำทางเสี่ยวเอ้อร์ เข็นเกวียนที่บรรจุเต็มไปด้วยผ้าฝ้ายและฝ้ายกลับบ้านอย่างร่าเริง
หวังจวี๋ถามหลี่ชิงชิงอย่างสงสัยใคร่รู้ “พี่สะใภ้สาม เหตุใดท่านถึงได้ซื้อผ้าฝ้ายกับฝ้ายมากมายขนาดนี้เ้าคะ?”
“จวนจะฤดูหนาวแล้ว ครอบครัวพวกเราสิบคน และคนในครอบครัวพี่หญิงทั้งสองคนของข้าก็มีไม่น้อย ทุกคนต่อเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวหนึ่งชุด รองเท้ากันหนาวหนึ่งคู่ และผ้าห่มหนึ่งผืน” หลี่ชิงชิงแอบรู้สึกว่าเงินถูกใช้หมดเร็วเกินไปแล้ว ยังไม่ถึงหนึ่งวัน นางก็ใช้ไปแล้วยี่สิบสี่ตำลึงเงิน
ประเดี๋ยวนางยังต้องซื้อมีด น้ำมัน น้ำตาลและอื่นๆ อีก ยังต้องมีเื่ให้ใช้เงินอีกมาก
