ฟ้าสว่างแล้ว
นางลืมตาขึ้นมองด้านนอก แสงตะวันสาดส่องเข้ามาให้ห้อง
ปลายเตียงมีเพียงเ้าหมาป่าที่มีหย่อมขนสีเขียวบนศีรษะนอนขดเป็วงอย่างเรียบร้อย
บนคานห้องยังมีงูั์สีขาวแอบอยู่ ทว่าก็ยังไม่อาจหลบซ่อนหางของมันที่สะบัดไกวไปมาได้
ส่วนเ้ามืดยามหลับก็ยืนหลับไปเช่นนั้น
เฉินโย่วชอบขยี้ตัวเ้าหมาป่ายามที่มันขดเป็ก้อนกลมเช่นนี้
ยามที่นางเห็นแม่นางงูขาวก็พุ่งเข้ากอดหัวมัน ทั้งยังกลั่นแกล้งจับตัวมันมัดเป็ปม
แล้วก็เป็เช่นนี้ แม่นางงูขาวที่โดนจับม้วนเป็ปมอย่างน่าสงสาร ยามฟ้าสางเ้างูนี่ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าเมื่อพลบค่ำมาเยือนมันก็จะต้องเลื้อยเข้ามาในห้องเฉินโย่วจนได้
ส่วนเ้ามืดยิ่งโดนแกล้งหนักกว่าเพื่อนมาตลอดทาง
ทว่าวันนี้เฉินโย่วกลับไม่อาจนอนขี้เซาอยู่บนเตียงได้อีกต่อไป เพราะนับั้แ่วันนี้นางจะต้องเริ่มเข้าเรียนที่สำนักเชินแล้ว
สำนักเชินที่เขาร่ำลือกัน
เฉินโย่วที่ยังนอนหงายอยู่บนเตียง เมื่อมองไปบนคานก็เห็นหางงูส่ายอยู่ไหวๆ จึงรู้สึกตาลาย
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าโตไปอยากจะเป็อะไร
ปกติในทุกวันของนางล้วนแต่ยุ่งวุ่นวาย
ทว่าเมื่อย้อนคิดกลับไป นางก็เหมือนจะไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก
ทุกวันของนางเต็มไปด้วยพละกำลัง พลังเหลือล้นราวกับจะใช้ไม่หมด
ทว่าแต่ละวันก็มียามากมายให้กินไม่รู้จบเช่นกัน
ในกระเป๋าของนางมีของว่างมากมาย ยาในกระเป๋าก็มากมายเช่นกัน
บางครานางก็รู้สึกว่าร่างกายของตนดีเยี่ยม ไม่ว่าสิ่งใดนางก็ล้วนทำได้
ทว่ามีบางคราก็รู้สึกว่าร่างกายของตนอ่อนแอยิ่งนัก อ่อนแอเสียจนแทบจะไร้ลมหายใจ
นางชอบยิ้ม ชอบหัวเราะ
ทั้งยังชอบเห็นคนอื่นหัวเราะ
นางรักหมู่บ้านไป๋กู่
ชอบภาพยามที่เหล่าผู้าุโในหมู่บ้านยิ้มแย้มอยู่ใต้แสงตะวัน
เพียงแค่คิดรู้สึกเบิกบานใจแล้ว
นางชอบที่นั่น
แสงตะวันจากด้านนอกค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในห้อง ไม่นานนักก็สาดลงมาบนเตียงของนาง
เฉินโย่วจึงยื่นมือออกไปให้แสงตะวันส่องลงมายังกำปั้นน้อยๆ
ก็เห็นว่าแสงแดดที่ส่องลงมาสว่างขึ้นราวกับว่ารวมตัวกันอยู่บนมือนาง
มือคู่น้อยดูคล้ายกับกำลังถือดวงตะวันดวงน้อยไว้ในฝ่ามือก็ไม่ปาน
เ้าลูกหมาป่าที่ปลายเตียง เ้างูเหลือมั์บนคาน และเ้าม้าสีนิลที่นอกหน้าต่างล้วนแต่นิ่งงันไปตามๆ กัน
เฉินโย่วมองแสงตะวันที่ค่อยๆ มารวมตัวกันบนมือนางด้วยความใ นางไม่รู้สึกร้อนแม้แต่น้อย รู้สึกเพียงความอบอุ่นที่ซึมซาบเข้ามา ร่างกายของนางในตอนนี้รู้สึกสงบเหลือเกิน
ราวกับแสงตะวันได้ห่อหุ้มร่างกายนางเอาไว้
ทั้งร่างอาบไล้ไปด้วยแสงตะวัน แสงตะวันที่มารวมตัวกันราวกับสายน้ำที่ไหลวนอยู่รอบกายนาง
นางรู้สึกผ่อนคลายเสียจนแทบจะหลับไป
“ก๊อกๆๆ!” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
แสงตะวันที่ไหลวนอยู่รอบกายนางพลันสลายไปราวกับผงธุลีจากดวงดาวในห้องของนาง
เฉินโย่วเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทว่าฟังจากเสียงเคาะประตูก็พอจะรู้ได้ว่าต้องเป็เ้าเด็กอ้วนไม่ผิดแน่
ยามจะนอนเหล่าพี่ชายได้ลงกลอนในห้องให้นางเรียบร้อยแล้ว
เ้าเด็กอ้วนจึงไม่อาจเข้ามาในห้องได้ แต่ถ้าหากว่าสามารถเข้ามาได้ ว่ากันตามนิสัยของเ้าเด็กอ้วนแล้ว ก็คงจะพุ่งตัวเข้ามาทันที
เฉินโย่วขานตอบขึ้นครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า เมื่อสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจึงออกไป
นอกประตู เด็กชายร่างอวบอ้วนเมื่อเห็นกลอนประตูก็ได้แต่โอดครวญ
ระหว่างที่เขากำลังใจลอย ประตูก็พลันเปิดออก
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา เด็กหนุ่มแต่งกายตามระเบียบเรียบร้อย ทว่าผมกลับยังไม่ได้หวี
ผมเผ้ายังคงปล่อยสยายลงมา
ริมฝีปากแดงดุจผลอิงถาว ฟันขาวเรียงเป็ระเบียบ ใบหน้ามีแววดอกท้อ ดวงตากระจ่างใสดุจดวงดาว
เด็กชายเทิดทูนพี่โย่วมาก ทุกวันจึงทำตัวเป็ลูกไล่คอยตามติด ทว่าเขาเองก็ไม่เคยจะตั้งใจมองพี่โย่วสักครั้ง
ด้วยทุกคราเขาเห็นแต่เพียงแผ่นหลังของพี่โย่ว ไม่เคยจะได้เห็นด้านหน้าเช่นนี้
เมื่อเห็นพี่โย่วอยู่ดีๆ ก็เดินออกมาเช่นนี้
หัวใจเขาพลันตุบเต้นเสียหนักหน่วง เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดเลยว่าความอ้วนจะทำให้รู้สึกทรมานมากเช่นนี้
หัวใจเต้นรัว ลมหายใจก็พลันติดขัด
เขาจึงได้กลับหลังหันแล้ววิ่งหนีไปทันใดราวกับกำลังหนีหมาป่าอยู่ก็ไม่ปาน เ้าเด็กอ้วนวิ่งออกไป เพียงพริบตาก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
กลายเป็เฉินโย่วที่ได้แต่ตกตะลึง ไม่รู้จะทำตัวเช่นใดดี
หรือจะเป็เพราะนางยังไม่หวีผมให้ดีงั้นหรือ
เมื่อก่อนนางล้วนแต่ให้น้าหลัวและพี่ชายคอยหวีให้
ดังนั้นเมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้ว นางจึงเดินไปหาน้าหลัว
เด็กชายวิ่งฉิวกลับไปยังห้องของตัวเอง เมื่อไปถึงก็พบเข้ากับท่านลุงฉือพอดี
ท่าทางของเด็กชายทำให้ชายชราใขึ้นมา
“คุณชาย ท่านเป็อะไรรึ” ขันทีชรายื่นหน้าออกไปดู ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรตามนายน้อยของตนมา ทว่าเมื่อหันมาก็เห็นท่าทางหอบแฮกของเด็กชายที่ดูเหมือนกับหวาดกลัวสิ่งใดอย่างสุดขีดอยู่
“แฮกๆๆ…”เด็กชายหอบหายใจแรงอยู่นานสองนานจึงจะกลับมาเป็ปกติ
เด็กชายเมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของชายชรา เด็กชายก็ไม่อาจเก็บซ่อนเื่ราวได้อีก โดยเฉพาะกับต้าป้าน เช่นนั้นจึงได้เล่าให้ชายชราฟังตามตรง “ท่านลุงฉือ เมื่อครู่ข้าไปหาพี่โย่วมา สุดท้ายจึงพบว่าเขาหน้าตาดีเหลือเกิน”
เด็กชายร่างอวบอ้วนเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็หน้าแดงขึ้นมา สีแดงระเรื่อเริ่มั้แ่หน้าผากลามไปจนถึงคอ
เพียงพริบตากระทั่งมืออวบอ้วนของเขาก็พลอยแดงไปด้วย
ตอนนี้หากว่าถอดเสื้อผ้าออกมา เกรงว่าคงจะได้เห็นว่าร่างแดงก่ำไปทั้งตัวแล้วกระมัง
ขันทีชราได้แต่งุนงง
ทว่าขันทีชราถูกตอนแล้วถูกส่งเข้าวังั้แ่ยังเล็ก ตลอดชีวิตเคยเป็เพียงขันที ย่อมไม่มีทางเข้าใจอาการของนายน้อยของตนในตอนนี้
“คุณชายโย่วรูปงามจริงๆ” ขันทีชราพยักหน้าเห็นด้วย
เด็กชายทำท่าทำทางว่าไม่ใช่แค่น่ามองเช่นนั้น แต่เป็ความงามประเภทที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
ช่างเถิด เมื่อเด็กชายมองชายชราที่ร่างผอมแห้งจนกระดูกปูดโปน เขากำลังมองตนอย่างตั้งใจ ใบหน้าอวบอ้วนที่เคยแดงก่ำก็เปลี่ยนเป็ซีดขาว
ประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเป็ปกติ
“ท่านลุงฉือ วันนี้ข้าจะเข้าเรียนที่สำนักเชินแล้ว เื่ที่ท่านต้องไปจัดการให้ข้าเรียบร้อยหรือยัง” เด็กอ้วนถามขึ้น
“ล้วนเตรียมพร้อมแล้ว เื่ที่ข้าไปจัดการ คุณชายโปรดวางใจ” ชายชราเมื่อได้ยินนายน้อยของตนเอ่ยเตือนเื่เข้าเรียน ก็ตื้นตันใจขึ้นมา นายน้อยของตนโตเป็หนุ่มแล้วจริงๆ
เฉินโย่วเมื่อไปถึงห้องของน้าหลัว ก็ขอให้นางช่วยหวีผมให้
แม่นางหลัวที่กำลังแต่งกายอยู่หน้ากระจก เมื่อเห็นเฉินโย่วเดินเข้ามาก็ใเล็กน้อย
เฉินโย่วในรูปลักษณ์ของเด็กชายเดินเข้ามา แสงตะวันที่ไล่หลังนางมาส่องกระทบลงบนชุดสีขาวสะอาดของนาง เอวบางมีเข็มขัดกว้างราวฝ่ามือรัดไว้ เอวบางขายาว ใบหน้าดูไม่ยี่หระ แค่ได้มองก็ชวนให้คนรู้สึกอบอุ่นใจ
นางที่เป็สตรีเมื่อมองเด็กสาวก็ยังอดใจเต้นไม่ได้
รอจนเด็กหญิงวิ่งมาทางนางด้วยท่าทีซุกซน วิ่งเข้ามากอดนางที่กำลังแต่งตัวอยู่ สติที่หลุดลอยไปของนางจึงเพิ่งกลับมา
จากนั้นนางจึงได้ช่วยเด็กหญิงหวีผม ทั้งยังมองกระจกไปพลาง
นางเองก็อดไม่ไหวที่จะใช้หวีเคาะศีรษะนั้นเบาๆ “โตถึงเพียงนี้แล้ว ต่อไปก็ไม่รู้จะไปหักหาญน้ำใจลูกชายบ้านอื่นอีกเท่าใด”
เฉินโย่วพลันนั่งไม่ติด วันนี้น้าหลัวไม่ตั้งใจหวีผมเท่าใด หวีตั้งนานสองนาน ทั้งยังใช้หวีเคาะศีรษะนางอีก
“น้าหลัวริษยาที่ข้าหน้าตาดีหรือ ข้าเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะดื่มนมท่าน ท่านงามเพียงใด ข้าก็ย่อมงามเหมือนท่าน” เฉินโย่วกล่าวขึ้นมาอย่างมั่นใจ
เสี่ยวเถา สาวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันหัวเราะดังลั่นจนตัวงอ
เสี่ยวเถาอ้าปากกว้างหัวเราะเสียงดัง เผยให้เห็นฟันขาวเต็มปากอย่างอดไม่ได้
“วันนี้ก็จะเข้าเรียนแล้ว เมื่อไปถึงสำนักศึกษาแล้วจะต้องตั้งใจเรียน ห้ามไปรังแกคนอื่นเด็ดขาด” แม่นางหลัวกำชับ
เฉินโย่วทำหน้าใสซื่อ
“ท่านน้าบ้านอื่นมีแต่กังวลว่าลูกหลานตนจะโดนเขารังแก ท่านน้าบ้านข้ากลับสั่งข้าไม่ให้ไปรังแกคนอื่น”
เฉินโย่วรู้สึกว่าช่างไม่เป็ธรรม
แม่นางหลัวเมื่อเห็นท่าทีไม่พอใจของเฉินโย่วก็รู้สึกว่าน่าขัน นางไม่ห่วงจริงๆ ว่าเฉินโย่วจะโดนคนอื่นรังแก ั้แ่ยังเล็กยามอยู่บนูเาไป๋กู่ นางตามรังแกคนไปทั่ว กระทั่งนายท่านใหญ่ที่แสนจะชั่วร้าย ก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือเฉินโย่วไปได้ เฉินโย่วบอกให้ถ่ายหนักก็ถ่ายหนักใส่ร่างเขาเสียแล้ว
ยิ่งกว่านั้นนางยังมีพี่ชายอีกสามคน อาลู่ความคิดละเอียดอ่อน เสี่ยวอู่แรงเยอะจนหาใครเปรียบ อาสวินฉลาดเป็กรด คงไม่มีทางยอมให้คนอื่นมารังแกน้องสาวตนได้
ถึงอย่างไรก็เป็สำนักเชินที่ไม่ว่าใครต่างก็พูดถึง
เฉินโย่วที่เพิ่งจะหวีผมเสร็จ เมื่อเห็นว่าเหล่าพี่ชายเดินเข้ามา ก็เอ่ยทักทาย
รอยยิ้มอ่อนโยนของอาลู่พลันแข็งค้าง
เสี่ยวอู่พลันตื่นตะลึง
อาสวินลืมกระทั่งว่าจะต้องก้าวขาต่อ
