บทที่ 95 เื่ราวจบลงแล้ว
ภายใน “วังไร้เงา” คนของตระกูลเจียงและคนของตระกูลจางทั้งหมดกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการกับตระกูลลู่อย่างไร จะทำลายตระกูลลู่โดยตรงด้วยพลังแห่งสายฟ้า จะทำการแยกพลังของฝ่ายตรงข้ามหรือจะทำลายล้างไปเลยดี
เดิมทีเื่นี้ตระกูลจางควรจะเป็ฝ่ายที่กระตือรือร้นที่สุด แต่ผู้เฒ่าสองท่านของตระกูลจางทั้งสองก็ยังคงทำเฉย ยืนกรานที่จะกำจัดตระกูลลู่ทิ้งท่าเดียว แต่จางอวิ๋นในฐานะประมุขกลับเอาแต่กังวลไม่กล้าพูดออกมา ทำได้เพียงพูดคล้อยตาม สิ่งนี่มันทำให้ผู้เฒ่าห้าของตระกูลเจียงเจียงฉีิไม่พอใจเป็อย่างมาก
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามอยู่นั้น ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าวังเริ่มสั่นคลอนไปหมด ทุกคนต่างหยุดนิ่งลงทันทีด้วยความใกัน เพราะไม่เข้าใจว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้น หากบอกว่า “วังไร้เงา” ตระกูลเจียงถูกโจมตี พวกเขาย่อมไม่มีทางเชื่อแน่นอน
ในขณะที่จะตรวจสอบดูนั้น จู่ๆ ลูกศิษย์ของตระกูลเจียงก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่า “ผู้เฒ่าห้า วังไร้เงาถูกอาวุธวิเศษหนึ่งขัดขวางเข้าให้แล้ว ทำอย่างไรพวกเราก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้” ในขณะที่พูดอยู่นั้นก็แสดงสีหน้าเสียใจ
เมื่อสมาชิกของตระกูลเจียงได้ยินเช่นนี้ กลับไม่สนใจเด็กที่เข้ามารายงานผู้นี้ พวกเขาหันมาสบตากัน และคาดเดาว่าต้องเป็ยอดฝีมือผู้นั้นของตระกูลลู่ที่ลงมือแล้วแน่ๆ แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ ทันทีที่ลงมือก็ทำเอาวังไร้เงาของตระกูลเจียงหยุดอยู่กับที่ เคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้เลย ผู้เฒ่าห้าเจียงฉีิครุ่นคิดในใจเงียบๆ ต่อให้เขาจะลงมือสุดกำลังแต่ก็ไม่สามารถหยุดวังไร้เงาได้ทั้งหมดเลยทีเดียว ดูจากเช่นนี้แล้ว วันนี้อีกไม่นานคงจะได้ต่อสู้กันแน่
ทางจางอวิ๋นกลับหน้าถอดสี แต่ก็ยังคงไม่พูดไม่จาสักคำอยู่เหมือนเดิม
ทุกคนในตระกูลเจียงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาเช่นเดียวกัน เจียงฉีิลุกขึ้นและพูดว่า “เดิมทีข้ายังคิดว่าจะขับวังไร้เงาตรงไปอยู่เหนือตระกูลลู่เลย แล้วค่อยเปิดศึกสู้กัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้แล้ว ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็ออกไปประจันหน้ากันเลยเถิด ต่อให้ไม่มีค่ายกลกระบี่ของวังไร้เงามาช่วยเสริม นักพรตตระกูลเจียงของเราก็ไม่เกรงกลัวศัตรูหน้าไหน!”
“ใช่!” กลุ่มนักพรตของตระกูลเจียงขานรับด้วยสีหน้าที่จริงจัง ความน่าเกรงขามไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อเจียงฉีิพาทุกคนบินขึ้นไปบนท้องฟ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ตระกูลลู่ ก็เห็นคนของตระกูลลู่ยืนรออยู่ที่นั่น ด้วยจิตใจที่แน่วแน่แม้ภายในใจจะมีเื่วุ่นวายมากมายก็ตาม
เจียงฉีิบินไปอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยฉื่อถึงได้หยุด เขาคอยสังเกตดูคนของอีกฝ่าย
หากไม่ดูดีๆ ก็ยังพอว่า ทันทีที่สบสายตาเข้ากับชายหนุ่มที่เป็ผู้นำกำลังทำหน้าแสยะยิ้มผู้นั้น หัวใจก็เต้นรัวขึ้นมาทันที ความปรารถนาอันแรงกล้ากระหายต่อสู้เดิมทีราวกับชายผู้หนึ่งมองเห็นหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่บนเตียง แต่จู่ๆ หญิงสาวกลายเป็คนขี้เหร่ ทำให้ความปรารถนาอะไรพวกนั้นมลายหายไปหมดสิ้น
ยอดฝีมือหลายคนที่ตามหลังเขามาก็รู้จักลู่อวี่เช่นเดียวกัน ในขณะที่หน้าถอดสีอยู่นั้นก็หันไปเห็นชายชราร่างผอมสูงที่สวมชุดสีดำท่านนั้นอยู่ข้างกายลู่อวี่ พวกเขาััได้ถึงพลังที่ลึกลับแสนคลุมเครือนั้น สีหน้าก็ยิ่งดูแย่ลงไปกว่าเดิม
“ฮ่าๆ!” เจียงฉีิหัวเราะแห้ง เพราะไม่รู้จริงๆว่าควรจะพูดอะไรดี หรือจะให้พูดว่าตระกูลเจียงของข้ามาที่นี่เพื่อมาทำลายล้างสาขาตระกูลลู่ของเ้าหรือ?
ลู่อวี่เขาย่อมเคยพบเจอมาแล้ว เมื่อสองปีก่อนยังเป็พ่อหนุ่มจอมเสเพลเกเรของเทียนตูอยู่เลย แต่ตอนนี้เป็คนปรุงโอสถขั้นห้าไปเสียแล้ว พลังยุทธ์ก็อยู่่กลางขั้นฟันฝ่า ข้อมูลพวกนี้ตระกูลเจียงตรวจสอบมาแล้วหลายครั้ง แม้แต่ผู้เฒ่าห้าลู่หงิ ที่เป็คนปรุงโอสถขั้นห้าคนใหม่ของตระกูลลู่ มาถึงระดับนี้ได้ก็มาจากการสนับสนุนของชายหนุ่มผู้นี้ที่ดูเหมือนอายุเพียงยี่สิบปี
แม้ลู่อวี่จะมีชื่อเสียงโด่งดังกระจายไปทั้งเทียนตู แต่ผู้ที่เคยเห็นเขากลับมีอยู่ไม่มากนัก เจียงฉีิจำลู่อวี่ได้นั้นเป็เพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้ได้เป็ตัวแทนตระกูลเจียงไปเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองที่ผู้เฒ่าห้าลู่หงิบรรลุขั้นขึ้นเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า ถึงจะไม่พูดอะไร แต่ไม่มีทางที่จะจำผิดแน่นอน
“ทุกท่านระดมกำลังวิ่งมาทำอะไรกันที่นี่หรือ? หากข้าจำไม่ผิด นี่น่าจะเป็‘วังไร้เงา’ ของตระกูลเจียง? เมื่อสักครู่นี้ข้ายังพูดกับตู้เสวียนเฉิงอยู่เลยว่า ที่นี่ไม่มีทางมีวังไร้เงาของตระกูลเจียง มันต้องเป็ของลอกเลียนแบบแน่ๆ ดังนั้นจึงขอร้องให้ตู้เสวียนเฉิง่ชิงของสิ่งนี้มาให้ เพื่อเก็บไว้เป็ของสะสม แต่ผู้เฒ่าตู้มีประสบการณ์จึงทำอะไรสุขุมรอบคอบ บอกให้ดูก่อนว่าใครเป็หัวหน้า คิดไม่ถึงว่าจะเป็เื่จริง! ฮึ่ม นั่งอยู่ในวังหลังใหญ่โต แล้วท่องเที่ยวไปทุกสารทิศเช่นนี้ต่างหากถึงจะเป็การเพลิดเพลินจริงๆ!”
สีหน้าของเจียงฉีิปรับเปลี่ยนไปตามอาการ แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมายาวๆ ตอนนี้ตระกูลลู่ ไม่ใช่ตระกูลแย่ๆ ในตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดอีกต่อไปแล้ว มีจอมเทพขั้นเกิดเทพเ้าตั้งสองคนที่คอยปกป้องอยู่ แม้ว่าความแข็งแกร่งโดยรวมของตระกูลยังไม่ได้ถึงจุดที่สูงที่สุดในตอนนี้ แต่ภายในไม่กี่ปี ก็อาจยกระดับเทียบเคียงตระกูลหลินที่จัดอยู่ในอันดับที่สี่หรืออันดับที่ห้าเช่นตระกูลเมิ่งได้
เื่พวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้ตระกูลลู่มีคนปรุงโอสถขั้นห้าสองคนแล้วต่างหาก นี่เป็ความก้าวหน้าที่น่าทึ่งไม่น้อย ใน่ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา นอกจากเขาหนิงชุยเฟิงที่มีคนปรุงโอสถขั้นห้าปรากฏขึ้นมาหนึ่งคนแล้ว ก็มีเพียงคนปรุงโอสถขั้นห้าสองคนนี้ของตระกูลลู่ ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้ง่ายเพียงสองคนนี้เท่านั้น ไม่ใช่สำนักเล็กๆ ที่มีพื้นฐานเล็กน้อยเช่นเขาหนิงชุยเฟิงจะสามารถเทียบได้ เพื่อตระกูลเล็กๆ ที่ช่วยไปก็ไม่ได้มีอะไรขึ้นมา อย่างตระกูลจางนั้นก็นับว่าไม่มีความหมาย ซึ่งมันไม่จำเป็ต้องสร้างสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับตระกูลลู่
“ฮ่าฮ่า นายน้อยเข้าใจผิดแล้ว พวกข้าเพียงได้ยินข่าวลือที่ไม่ดีบางอย่าง ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเจียงและตระกูลลู่ ดังนั้นถึงได้เร่งรีบเดินทางมาจากบ่อน้ำัหลับ แต่คิดไม่ถึงว่านายน้อยจะมาถึงก่อน ช่างน่าละอายใจจริงๆ!” ปกติเจียงฉีิที่เป็คนเข้มงวดมากคนหนึ่งเวลาอยู่ในตระกูล แต่ตอนนี้กลับฝืนยิ้มออกมาได้ หน้าด้านเปลี่ยนจากดำให้เป็ขาวได้ ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว
ลู่อวี่ถอนหายใจและร้องอุทานออกมาเบาๆ สายตากลับจับจ้องไปที่ประมุขตระกูลจาง จางอวิ๋น แต่กลับหันไปพูดกับเจียงฉีิ “เช่นนี้นี้เอง เื่นี้จัดการกันจบแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะทำให้ผู้เฒ่าฉีิต้องออกมารับหน้าด้วยตนเอง ก็นับว่าเกินไปจริงๆ!” หลังจากพูดมาถึงตรงนี้น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป เขาพูดต่อ “แต่ในเมื่อผู้เฒ่าฉีิมาแล้ว เช่นนั้นเื่นี้ก็ยิ่งจัดการง่ายขึ้น ได้ยินว่าตระกูลจางนี้เป็สะใภ้ของตระกูลเจียง? แม้ว่าสองตระกูลของเราจะไม่ได้เกี่ยวดองจากการแต่งงานกันมาหลายร้อยปีแล้ว แต่รุ่นก่อนยังคงอยู่ ข้าจำได้ว่าข้ามียายท่านหนึ่งที่เป็ฮูหยินของผู้เฒ่าของพวกเ้าและนางก็ยังคงมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้!”
ฟังลู่อวี่พูดจาฉะฉานมีหลักมีฐานอยู่ที่นั่น ตู้เสวียนเฉิงที่อยู่ข้างกายแทบกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ทราบความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลใหญ่พวกนี้ แต่ก็รู้ดีว่าผู้ที่ถูกเรียกว่าป้า น้า จากปากของลู่อวี่ ไม่ใช่ผู้ใกล้ชิดอะไรกับเขามากนักอย่างแน่นอน พูดจาไร้สาระเช่นนี้ได้ถือว่าเป็อัจฉริยะแล้ว
เจียงฉีิก็แอบสบถในใจ ยายท่านนั้นของเ้าอายุได้หลายร้อยปีแล้ว มันจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเ้า แต่จะพูดออกมาเช่นนี้ไม่ได้ ทำได้เพียงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ถูกต้องแล้ว ตระกูลเราทั้งสองมีไมตรีต่อกันมานับพันปีแล้ว ใครอื่นจะเทียบได้! แต่ตระกูลจางก็ถือว่าเป็ญาติของตระกูลเจียงเราเช่นกัน ตระกูลเจียงของเราก็คงจะลำเอียงไม่ได้!”
หากคนนอกมาได้ยินคำพูดเหล่านี้ คงไม่อาจเข้าใจความคลุมเครือและแยกแยะระหว่างเครือญาติออกได้แน่ แต่ลู่อวี่รู้ว่านี่คือการเจรจาต่อรองของเจียงฉีิ โดยขอให้ตระกูลลู่ ปล่อยตระกูลจางและอย่าทำอะไรที่เกินไป
ลู่อวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ตระกูลเจียงเป็ถึงตระกูลใหญ่ ตระกูลจางมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะตระกูลเจียงช่วยเหลือ ช่างลำบากใจจริงๆ!”
เจียงฉีิฮึดฮัดไม่พอใจ แม้จะรู้ว่าคำขอของเขามันดูค่อนข้างจะไร้มารยาท ตระกูลลู่เป็ฝ่ายถูกกระทำ และตอนนี้ยัง้าให้เหยื่อมาแสดงความเมตตาอีก ตระกูลจางตกอยู่ในสถานการณ์แบบในตอนนี้ก็เป็เพราะมีตระกูลเจียงค่อยส่งเสริมและหนุนหลัง หากคิดเช่นนี้ ดูเหมือนตระกูลเจียงก็ต้องชดเชยให้ตระกูลลู่อยู่บ้างเหมือนกัน
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบกับนายน้อยผู้นี้ของตระกูลลู่ ก่อนหน้านี้มีข่าวลือกันว่านายน้อยของตระกูลลู่ผู้นี้ไม่มีการศึกษาและไร้ความสามารถ ทั้งหมดนั้นมันเป็เพียงลมปากคนเท่านั้น!
เจียงฉีิคิดไตร่ตรองในใจอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าการทำลายล้างตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนกลายเป็เื่ตลก พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรกับลู่อวี่ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือให้ทุกคนคืนดีกัน กุญแจสำคัญคือจะให้ตระกูลจางชดเชยอย่างไร
แม้ว่าตระกูลจางจะเล็ก แต่เพื่อศักดิ์ศรีของตระกูลเจียง ตระกูลเจียงเองก็ไม่สามารถทอดทิ้งตระกูลจางโดยไม่แยแสเช่นนี้เลยก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงกล่าวว่า “เื่นี้ถือได้ว่าเป็ความเข้าใจผิดกัน แม้ว่าประมุขตระกูลจางจะทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร แต่ในฐานะประมุขท่านหนึ่ง การทำประโยชน์ให้กับตระกูลก็ไม่ใช่ความผิดใหญ่โต เอาเช่นนี้แล้วกัน ชดเชยความเสียหายตามที่นายน้อยตระกูลลู่เคยตกลงไว้ก่อนหน้านี้แล้วกัน ท่านว่าอย่างไร?”
“ในเมื่อผู้เฒ่าฉีิพูดเช่นนี้แล้ว ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่นอกจากเื่นี้แล้ว เพื่อความมั่นคงในอนาคตของทั้งสองตระกูล นับจากนี้ไปตระกูลจางห้ามดำเนินธุรกิจสัตว์วิเศษอีก ตอนนี้สวนสัตว์วิเศษของตระกูลจางร่วมถึงสัตว์วิเศษในนั้นจะตกเป็ของตระกูลลู่ทั้งหมด!” ลู่อวี่เองก็ไม่คิดที่จะเกรงใจต่อกัน เขาไม่ไว้หน้าเจียงฉีิแล้วในขณะเดียวกันก็เสนอเงื่อนไขของเขาเองด้วย
“ตกลง งั้นก็ตกลงกันตามนี้!” เจียงฉีิตัดสินใจชะตากรรมของตระกูลจาง โดยที่ไม่ถามความคิดเห็นของจางอวิ๋นเลยแม้แต่คำเดียว และในเวลานี้เจียงฉีิก็ตระหนักถึงเหตุผลว่าเหตุใดจางอวิ๋นถึงทำท่าทีสับสน แม้ว่าจะไม่เคยพบกับนายน้อยของตระกูลลู่มาก่อนก็ตาม แต่อาจจะเดาอะไรบางอย่างได้ แต่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ สิ่งนั้นมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
เมื่อลู่อวี่และเจียงฉีิจัดการเื่นี้แล้ว มันก็คงไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว และไม่ต้องลงนามข้อตกลงหรือสาบานใดๆ อาศัยเพียงสถานะของพวกเขาสองคน มันมีประโยชน์และใช้งานได้จริงมากกว่าการรับประกันใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นประมุขตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนลู่หยวนจือจึงพอใจกับเื่นี้ไม่น้อย นอกเหนือจากอาการาเ็ของลูกชายแล้ว ตระกูลลู่ก็ไม่ได้รับความสูญเสียอะไรมากมาย และลูกชายก็หายดีแล้วเมื่อหลายวันก่อน เพราะนายน้อยรักษาอาการให้ ตอนนี้ก็กำลังเข้าจำศีลภาวนาอยู่
ในเมื่อตอนนี้นายน้อยตัดสินใจแล้ว เขาก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ได้อีก
แม้ประมุขตระกูลจางจางอวิ๋นจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน แม้ว่าธุรกิจสัตว์วิเศษจะเหมาะสมมากในเป่ยหยวน สถานที่แห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีโครงการอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่าแล้ว ดังนั้นจึงยอมเลยตามเลย
อันที่จริงแล้วเจียงฉีิก็ไม่เต็มใจเช่นเดียวกัน เพราะลูกศิษย์ของเขาได้รับาเ็สาหัสจากการถูกนายน้อยของตระกูลลู่ทุบตีแล้วจะให้เขาไปถามหาความยุติธรรมจากใคร เพราะเื่นี้เขาเองก็ไม่กล้าไปเอาความกับลู่อวี่จริงๆ เพราะสาเหตุหลักๆ ในเื่นี้ทุกคนก็คงเข้าใจกันโดยปริยาย หากพูดออกมาโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ก็คงเป็การหาเื่ให้ตัวเองลำบากใจนั่นเอง
เพียงเท่านี้คงไม่เป็ไร เพราะพวกเขาก็มีกันตั้งเยอะ บุ่มบ่ามบุกกันเข้ามาเพื่อที่จะทำลายล้างอีกฝ่าย แต่สุดท้ายเกือบเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าให้แล้ว สุดท้ายกลับกลายเป็ว่ามาช่วยให้ตระกูลลู่จัดการกับตระกูลจางที่ต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ ความรู้สึกอึดอัดใจในนั้นก็แทบจะะเิออกมา
เื่ที่ลู่อวี่มีองครักษ์ขั้นเกิดเทพเ้าค่อยคุ้มกันอยู่ข้างกายนั้น ข่าวแพร่กระจายไปทั่วหมู่ผู้นำระดับสูงของกองกำลังหลักมานานแล้ว เจียงฉีิเองก็รู้เื่นี้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเื่นี้ใกล้ยุติแล้ว เขาจะไม่ยอมก็คงไม่ได้
เมื่อเห็นลูกศิษย์ของตระกูลเจียง ที่กลับไปด้วยสีหน้าเศร้าใจ ลู่อวี่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ และในขณะที่กำลังจะกลับไป ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาข้างตัวเขา “พี่ชาย ท่านดูนี่สิ ข้าจับลูกสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งได้ในสวนสัตว์วิเศษของตระกูลจาง น่ารักหรือไม่?”
เมื่อลู่หนานเห็นว่าเื่สำคัญระหว่างทั้งสองครอบครัวได้รับการคลี่คลายแล้ว ก็ยิ้มร่าเริงวิ่งออกมาทันที พร้อมกับยื่นสุนัขจิ้งจอกสีขาวขนฟูตัวเล็กที่มีขนาดเพียงสองฝ่ามือตัวหนึ่งให้ลู่อวี่ราวกับกำลังถวายสมบัติ
ลู่อวี่มองอยู่สักพักดูด้วยแววตาที่เป็ประกาย แล้วหัวเราะชอบใจ ก่อนจะรับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย อุ้มไว้อ้อมแขนและลูบไล้มัน เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อืม น่ารักมากจริงๆ พอดีเลย พี่ยังไม่มีสัตว์เลี้ยง ต่อไปมันก็เป็ของพี่!” พูดจบก็ทำเมินเฉยต่อดวงตางดงามของลู่หนานที่มองตาค้างมาด้วยใบหน้าที่เหลือเชื่อ ก่อนทำหน้าแปลกใจและหันไปถามลู่หยวนจือว่า “เหตุใดมีสัตว์วิเศษจำพวกนี้อยู่ในสวนสัตว์วิเศษของตระกูลจางด้วย สัตว์วิเศษตัวนี้น่าจะเป็สุนัขจิ้งจอกจันทราวิเศษ หายากเสียด้วย หากตั้งใจฝึกฝนดีๆ วันหน้าต้องใช้ประโยชน์ได้มากแน่! เ้าตัวนี้ก็ดูเหมือนว่าเพิ่งเกิดได้ไม่นานด้วยสิ!”
