หานอวิ๋นซีมองไปด้านข้างด้วยความงุนงง และเห็นหลงเฟยเยี่ยที่เอนตัวไปด้านข้าง หลับตาและงีบหลับไป ใบหน้าเคร่งขรึมของเขานิ่งสงบมากในขณะนี้ ราวกับภาพวาดที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูได้อย่างเพลิดเพลิน
หานอวิ๋นซีใ รีบเม้มริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวเขาจะตื่น
จากนั้นนางจึงจะรู้ตัวว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของเขา โดยมีม่านสูงตระหง่านหรูหราอยู่เหนือศีรษะ ขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวนุ่มเป็พิเศษอยู่ใต้ร่างของนาง และผ้าห่มไหมที่เบาราวกับขนห่าน ร่างกายของนางที่รายล้อมไปด้วยอากาศที่สดชื่นพอๆ กับกลิ่นอำพันบนร่างกายที่เป็เอกลักษณ์ของเขา
ทุกสิ่งแสดงให้เห็นถึงความสูงส่ง และแสดงให้เห็นถึงความชอบและนิสัยการนอนที่เป็ส่วนตัวที่สุดของชายผู้นี้ การนอนที่นี่ ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่โลกของเขาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้คนหวาดกลัว
นาง้าที่จะลุกขึ้น ทว่ากลับหมกมุ่นอยู่กับความสะดวกสบายและความปลอดภัยนี้
ในขณะเดียวกัน จู่ๆ หลงเฟยเยี่ยก็ลืมตาขึ้นและเหล่มองมา “ตื่นแล้วหรือ?”
เอ่อ เขาตื่นตั้งเมื่อไรกัน หรือเขาไม่ได้หลับ แค่แกล้งหลับเท่านั้น?
“เพิ่งตื่น ข้า...เป็อะไรไป?”
นางแสร้งทำเป็สับสน นางรู้ว่าเมื่อระบบการล้างพิษได้รับการอัปเกรดเสร็จสมบูรณ์ นางก็จะกลับมาเป็ปกติ
นางไม่สามารถเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่รู้จักในพื้นที่ล้างพิษได้ มันยังต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุง หากน้ำในสระพิษกระตุ้นการอัปเกรดระบบล้างพิษ แล้วจะยังมีอะไรอีกที่จะสามารถกระตุ้นการอัปเกรดระบบล้างพิษได้อีกครั้ง ยังมีอีกกี่ระบบที่ยังไม่รู้จักและต้องพัฒนาต่อไป?
หานอวิ๋นซีคิดไม่ออก แต่นางเชื่อว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
นางที่กำลังใจลอย จู่ๆ หลงเฟยเยี่ยก็พูดขึ้นมาว่า “เ้ามีอะไรอยู่ในใจหรือไม่?”
ทำไมจู่ๆ ถึงถามแบบนี้ล่ะ?
ตอนนี้หานอวิ๋นซีรู้สึกสับสนเหลือเกิน นางส่ายหัวด้วยแววตาที่ไร้เดียงสา “ไม่มี...ชะ…่นี้ข้าอาจจะเหนื่อยเกินไป ร่างกายเลยอ่อนแอนิดหน่อย”
“บังเอิญไปเจอปัญหาอะไรหรือไม่?” หลงเฟยเยี่ยถามอีกครั้ง
หานอวิ๋นซีไม่เข้าใจ ทว่าก็ยังคงส่ายหัว เื่ในใจของนางเกี่ยวข้องกับการหมดสติไปอย่างนั้นหรือ?
หลงเฟยเยี่ยมองนาง แล้วลุกขึ้นยืน “แม่นมจ้าว ไปเรียกหมอหลวงกู้มา”
หานอวิ๋นซีไม่เข้าใจว่าหลงเฟยเยี่ยกำลังจ้องมองอะไร จนกระทั่งกู้เป่ยเยวี่ยอธิบายผลการตรวจสั้นๆ นางจึงจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
นางแค่อยากจะบอกว่ากู้เป่ยเยวี่ยช่างเป็อัจฉริยะจริงๆ ถึงได้ขุดหาต้นตอของโรคออกมาได้ขนาดนี้
“หวังเฟย คนที่ทำงานหนักมักจะป่วย หากท่านมีปัญหาก็อย่าได้ซ่อนมันไว้ในใจ ร่างกายของท่านเป็สิ่งสำคัญ”
หากบอกว่ากู้เป่ยเยวี่ยไม่สงสัย ก็คงจะเป็เื่โกหก แต่เนื่องจากหลงเฟยเยี่ยอยู่ข้างๆ ด้วย เขาจึงถามอะไรมากไม่ได้ ทำได้เพียงสั่งยาระงับประสาทแล้วขอตัวออกไป
หลงเฟยเยี่ยพิงไปด้านข้าง กอดอกและถามอย่างเ็าว่า “มีอะไรที่คิดไม่ออก เล่าให้ข้าฟังได้นะ”
ทุกอย่างของตระกูลหานกำลังไปได้ดี ชื่อเสียงของโรงหมอเองก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ และนางเพิ่งเข้ามามีอำนาจในจวนฉินอ๋อง ยังมีเื่ให้อะไรให้สตรีผู้นี้กังวลใจอีกล่ะ?
แน่นอนว่านางมีความลึกลับในตัวและมีบางอย่างในตัวนางที่เขาควบคุมไม่ได้
ด้วยนิสัยของนางแล้ว อะไรกันที่ทำให้นางหมดแรงจนหมดสติไปแบบนี้ได้?
หลงเฟยเยี่ยอยากรู้อย่างมาก เขามองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างเ็าและรอให้นางตอบ
หานอวิ๋นซีไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ต่อให้ท้องฟ้าจะถล่มลงมา นางก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล!
นางเมินเฉยกับการจ้องมองของหลงเฟยเยี่ย ลุกขึ้นและลงจากเตียง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ท่านอ๋อง ข้าสบายดีจริงๆ”
“หานอวิ๋นซี เ้ามีอะไรปิดบังข้าหรือไม่?” หลงเฟยเยี่ยถามด้วยความอยากรู้อย่างไม่ลดละ
อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยนี้ ทำให้หานอวิ๋นซีอึดอัดอย่างมาก เขาเป็ใครกัน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางเองก็ไม่้าให้เขารู้ เข้าใจหรือไม่!
หานอวิ๋นซีหันกลับมาและกัดฟันพูดว่า “จริงอยู่ที่ข้ามีเื่บางอย่างอยู่ในใจ ใจของข้าว้าวุ่นไปหมด ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แล้วก็โกรธไม่ได้ด้วย”
โกรธเคืองอย่างนั้นหรือ? ใครรังแกนางใช่หรือไม่?
ความจริงจังส่องประกายผ่านดวงตาที่เ็าของหลงเฟยเยี่ย เขารอให้นางพูดต่ออย่างเงียบๆ
หานอวิ๋นซีไม่ลังเลและพูดตรงๆ ว่า “ท่านอ๋อง ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมท่านอ๋องถึงสั่งให้ข้าย้ายกลับมาที่นี่ แม้ว่าข้าจะเป็เพียงฉินหวังเฟยที่ไร้นาม หรือว่าจวนฉนอ๋องที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ไม่มีที่ให้ข้าอยู่สักมุมเลยหรือไร?”
ถึงนางจะเป็ลมไป แต่นางก็ไม่ได้ลืมมัน
ด้วยนิสัยของนาง ในเมื่อถามออกไปแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ต้องมีคำตอบเท่านั้น
หลงเฟยเยี่ยที่ไม่คาดคิดก็ขมวดคิ้ว ทว่าหานอวิ๋นซีกลับผ่อนคลายมาก ลูบผมหน้าม้า แววตาเป็ประกายและเต็มไปด้วยความตรงไปตรงมา “ท่านอ๋อง การที่ข้าย้ายออกไปโดยไม่รบกวนท่านไม่ใช่ว่าเป็สิ่งที่ดีหรือไร? ทำไมท่าน้าให้ข้าย้ายกลับมาด้วย?”
เมื่อมองไปที่สายตาที่ไร้ความกลัว กล้าที่จะรักและกล้าที่จะเกลียดของสตรีผู้นี้แล้ว ในวินาทีนี้ สายตาของหลงเฟยเยี่ยเองก็แปรเปลี่ยนเป็ร้อนแรงเช่นกัน จนเกือบที่จะปล่อยตัวปล่อยใจไปชั่วขณะ
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ความเฉยเมยเข้ามาแทนที่ความเร่าร้อนในดวงตาของเขา เขาไม่แม้แต่จะมองไปที่หานอวิ๋นซีอีกต่อไป พร้อมกับพูดอย่างเ็าว่า “ไม่มีเหตุผล เ้าอยากจะย้ายก็ย้ายไป”
หลังจากที่เขาพูดจบ ก็เดินผ่านหานอวิ๋นซีด้วยสีหน้าเฉยเมยและหายไปอย่างรวดเร็วที่ประตู
เขาออกไปแล้ว แต่หานอวิ๋นซีกลับตกตะลึงอยู่กับที่ รู้สึกเพียงว่าหัวใจว่างเปล่าขึ้นมาทันใดราวกับว่าถูกเจาะออกไป แม้แต่ศีรษะก็ว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เ็ปราวกับว่ามีมดนับไม่ถ้วนกัด เ็ปจนต้องกำหมัดแน่นเพื่อกลั้นมันเอาไว้
ทำไมล่ะ เห็นได้ชัดว่าก็แค่ชอบนิดหน่อยเท่านั้นเอง ทำไมถึงได้มีความเศร้ามากมายเช่นนี้?
“หวังเฟย หวังเฟย...” จนกระทั่งแม่นมจ้าวไปรับยามา หานอวิ๋นซีจึงจะรู้สึกตัว
“หวังเฟย ยานี้เพิ่งต้มมาเมื่อครู่เลยเพคะ หมอหลวงกู้บอกว่าต้องดื่มในตอนที่มันยังร้อนอยู่” แม่นมจ้าวกระตุ้น
หานอวิ๋นซีมองไป ทว่าก็ไม่ขยับตัวใดๆ
“หวังเฟย ทำไมท่านไม่บอกเื่ที่อยู่ในใจของท่านไปล่ะเพคะ อย่าเก็บไว้ในใจเลย มันจะทำร้ายสุขภาพ ท่านไม่เห็นหรือว่าท่านอ๋องทรงเป็ห่วงท่านมากเพียงใด คอยเฝ้าอยู่ข้างกายท่านตลอดเลยนะเพคะ” แม่นมจ้าวพูดอย่างจริงจัง
คงเพราะเขาสงสัยในตัวนางใช่หรือไม่?
เขายังสงสัยเกี่ยวกับภูมิหลังของฮูหยินเทียนซินหรือไม่?
หานอวิ๋นซียิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ยานี้ไม่ต้องต้มก็ได้ ข้าสบายดี ไปสั่งให้ย้ายของทั้งหมดในตำหนักหยุนเซี่ยนกลับไปที่สุ่ยเซียนจูทันที และต่อจากนี้ไปจะเรียกว่าลานหยุนเซี่ยน”
แม่นมจ้าวที่ไม่คาดคิด ก็ใจนเกือบจะทำยาต้มในมือหล่น “หวังเฟย ทำไม...แล้วท่านอ๋องละเพคะ...”
“ท่านอ๋องทราบแล้ว รีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ ข้ายังต้องไปนอนอีก!”
หานอวิ๋นซีออกคำสั่งอย่างเ็าและเดินออกไปหลังจากพูดจบ ด้วยรูปร่างที่สง่างามและย่างก้าวที่เป็อิสระ พร้อมด้วยความแข็งแกร่ง
ในเมื่อนางกล้าถาม นางก็ต้องรับกับคำตอบให้ได้ ย้ายออกไปได้ก็ดีแล้ว ต่างคนต่างสบายใจ ใจนางก็สบาย ส่วนที่เหลือ...นางคิดว่า “ช่างมันเถอะ” !
กลุ่มคนที่หดหู่ที่สุดตอนนี้คงเป็แม่นมจ้าวและพ่อบ้านเซี่ย ในวันนี้พวกเขาย้ายไปสามรอบแล้ว และครั้งสุดท้ายคือตอนเช้ามืด ไม่รู้จริงๆ ว่าเ้านายสองคนนี้กำลังมีปัญหาอะไรกัน
คนรับใช้เกือบทั้งหมดแอบพนันว่านายทั้งสองจะทะเลาะกันต่อไป แต่หลงเฟยเยี่ยกลับไม่ได้ถามคำถามใดๆ อีก และหานอวิ๋นซีก็อาศัยอยู่ในลานหยุนเซี่ยนนับจากนี้เป็ต้นไป หลายวันต่อมาก็สงบสุขอย่างมาก
วันเวลาดำเนินไปเช่นนี้ และในที่สุด วันนี้ไท่เฮาก็เสด็จมาเยี่ยมอี้ไท่เฟย
แผนการลอบสังหารล้มเหลว ไท่เฮาจะไปอารมณ์ดีได้ที่ไหนกัน ในตอนที่มีเื่ราวแพร่กระจายออกไปมากมาย นางไม่เคยมาเยี่ยมเลย ทำไมนางถึงมาอีกครั้งหลังจากผ่านไปเดือนกว่าล่ะ?
หานอวิ๋นซีครุ่นคิด
จำนวนครั้งที่ไท่เฮามาที่จวนฉินอ๋องนั้นน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่นางมาก็จะจัดกองทหารเกียรติยศที่มีมาตรฐานสูง และทุกคนในจวนฉินอ๋องต่างยินดีต้อนรับนาง รวมไปถึงอี้ไท่เฟยเช่นกัน
หลังจากใช้เวลาและความพยายามมากมาย ในที่สุดเขาก็อัญเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์นี้ไปยังที่นั่งหลักของห้องโถงรับแขกได้ เมื่อเทียบกับไท่เฮาแล้ว หานอวิ๋นซีก็รู้สึกว่าอี้ไท่เฟยนั้นไม่ได้มีความน่ารังเกียจมากขนาดนั้น
“อี้ไท่เฟย ข้ารู้เื่นักฆ่าแล้ว…” ไท่เฮาเอ่ยปากพูด เห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยการยั่วยุอย่างโจ่งแจ้ง
นางรู้ทุกอย่าง? รู้เื่ทั้งหมดอย่างชัดเจนเลยใช่หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ทั้งอี้ไท่เฟยและหานอวิ๋นซีไม่สามารถเปิดโปงนางได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าไม่มีหลักฐานเลย แม้ว่าจะมีหลักฐาน ก็ไม่ง่ายเลยที่จะโค่นนางลง ท้ายที่สุดแล้วก็ยังมีฮ่องเต้อยู่ข้างหลังนาง
“อี้ไท่เฟย เ้าคงใมาก เด็กน้อยหว่านหรูผู้นั้นช่างน่าสงสารเสียจริง...เฮ้อ เด็กดีๆ ผู้หนึ่งแบบนั้น พวกเ้าว่าทำไมนางถึงได้มีชีวิตที่น่าสังเวชขนาดนั้นกันนะ?” ไท่เฮาพูดด้วยอารมณ์
อี้ไท่เฟยที่เหน็ดเหนื่อยจากการถูกกองทหารเกียรติยศของไท่เฮารังควานั้แ่แรก หลังจากได้ยินคำนี้ นางแทบจะไม่สามารถซ่อนความโกรธในดวงตาไว้ได้เลย นางอดกลั้นเอาไว้ด้วยการกำหมัดแน่น หากนางะเิความโกรธออกไป ไท่เฮาก็คงมองอย่างมีความสุขเหมือนท่าทางของนางในตอนนี้
นางถอนหายใจและพูดต่อ “อี้ไท่เฟย เ้าเป็เพียงแม่บุญธรรม แม้ว่าเ้าจะรู้สึกเศร้าเพราะนาง หากเป็พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของนางรู้เื่นี้ จะไม่หนักกว่านี้หรือไร?”
ใบหน้าของอี้ไท่เฟยซีดเซียว ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับว่านางจะกระโจนใส่ไท่เฮาได้ทุกเมื่อ หานอวิ๋นซีที่รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนไท่เฮากำลังทดสอบอะไรบางอย่าง นางรีบเข้าไปกดไหล่ของอี้ไท่เฟยไว้ ให้ความแข็งแกร่งแก่นาง
“หมู่เฟย เื่มันก็ผ่านไปแล้ว อย่าคิดมากไปเลย แค่ท่านไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็ท่านอ๋อง...กับข้าที่เสียใจ”
หานอวิ๋นซีเน้นย้ำคำว่า “ท่านอ๋อง” และในตอนนั้นเอง อี้ไท่เฟยจึงจะสงบสติอารมณ์จากความโกรธได้ นางแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกและจิบชา
ไท่เฮามองไปที่หานอวิ๋นซี และหานอวิ๋นซีเองก็บังเอิญมองมาที่นางพอดีเช่นกัน ทั้งสองสบตากัน หานอวิ๋นซีไม่ได้หลบสายตาแต่อย่างใด นางเปลี่ยนเื่ในทันที “ไท่เฮา ฮองเฮารู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่เพคะ? ยังคิดถึงองค์หญิงฉางผิงอยู่อีกหรือไม่?”
แว้งกัดผู้อื่นนักใช่หรือไม่ ข้าก็ทำได้เหมือนกัน
ฮูหยินเทียนซินช่วยชีวิตนางไว้ หานอวิ๋นซีช่วยชีวิตไท่จื่อไว้ หญิงชราผู้นี้ยังคิดจะแก้แค้นเช่นนี้อีกหรือไร ในภายหลังจะเป็การดีที่สุดหากไม่มาขอร้องหานอวิ๋นซีอีก มิฉะนั้น นางคงได้รับทั้งต้นทั้งดอกคืนไปอย่างแน่นอน!
คำถามสองข้อของหานอวิ๋นซีเหมือนกับการสาดเกลือลงบนแผลเป็ของไท่เฮา ใบหน้าของไท่เฮาก็มืดมนทันที “หานอวิ๋นซี ข้ากำลังพูดกับหมู่เฟยของเ้า ไม่ใช่เ้า!”
หานอวิ๋นซียิ้ม “หม่อมฉันเองก็เป็ห่วงฮองเฮาเช่นกัน หวังว่าไท่เฮาจะยกโทษให้หม่อมฉัน”
พูดถึงฮองเฮาอีกแล้ว!
ไท่เฮาโกรธเกรี้ยว ในเวลานี้หลี่มามารีบพูดว่า “นายหญิง อย่าลืมเื่สำคัญนะเพคะ เรามาที่นี่เพื่อเื่ของหว่านหรู”
หานอวิ๋นซีเริ่มสงสัย ยังมีเื่อะไรเกี่ยวกับมู่หรงหว่านหรูอีก?
ไท่เฮาสงบสติอารมณ์และกลับสู่ท่วงท่าที่สง่างาม “ข้าเห็นว่าอี้ไท่เฟยสบายดี ใจก็มีความสุข จนลืมเื่นี้ไปแล้ว”
นางมองไปที่อี้ไท่เฟยด้วยรอยยิ้มและพูดอย่างจริงจังว่า “อี้ไท่เฟย ไม่ต้องเสียใจไปหรอก ข้าได้ขอพระราชทานตำแหน่งจากฮ่องเต้ให้หว่านหรูแล้ว นางได้รับใช้เ้ามานานหลายปี ก็ควรจะมีบรรดาศักดิ์ได้แล้ว ฮ่องเต้ได้มีพระราชกฤษฎีกาจะส่งไปยังครอบครัวบ้านเกิดของนางในชนบท ถือได้ว่าเป็การให้เกียรติแก่บรรพบุรุษของนาง เ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม รวบรวมทุกคน อย่าได้สร้างเื่น่าขันเด็ดขาด”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ทั้งหานอวิ๋นซีและอี้ไท่เฟยก็ใ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรพระราชกฤษฎีกาควรจะต้องส่งไปที่จวนผิงเป่ยโฮ่ว การที่ส่งไปที่ครอบครัวบ้านเกิดของนางในชนบท มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
