หลายวันให้หลัง
พระเอก นางเอก นางเอกคนที่สองและอวี๋ชิงโยวยืนอยู่ที่ตีนเขาแสงทอง มองแสงรัศมีสีทองบนยอดเขา พวกเขาต่างลุ่มหลงและมัวเมาอยู่เล็กน้อย
“อืม ปราณทิพย์ของที่นี่เข้มข้นนักเชียว!” อวี๋ชิงโยวสูดอากาศเข้าไปลึกทีหนึ่ง สีหน้ามัวเมาพลางบอก
“ใช่ มองปราดเดียวก็ว่าเป็สถานที่ดีจริง!” หลิ่วซานพยักหน้ารับ คิดเช่นเดียวกัน
“สถานที่ไม่เลวนัก เพียงแต่ค่ายกลสังหารนี่ร้ายกาจมากเช่นกัน!” พูดถึงตรงนี้ นางเอกคนที่สองขมวดคิ้วแน่น อันที่จริง นางรู้สึกได้ว่าเขาแสงทองลูกนี้เป็สถานที่ดีไม่เลวแห่งหนึ่ง แต่ไอสังหารหนักหน่วงเกินไป คิดอยากขึ้นเขา เกรงว่าคงไม่ง่ายนัก
“ไอสังหารนี่ ช่างคุ้นเคยเสียจริง!” พระเอกหรี่ตามองเขาลูกนี้เหมือนคิดอะไรได้
“คุ้นเคย? ท่านเคยพบค่ายกลสังหารนี่หรือ?” นางเอกคนที่สองมองพระเอกอย่างสงสัย สีหน้าฉงนยามเอ่ยถาม
“ค่ายกลสังหารนี่คล้ายค่ายกลที่ข้ากับศิษย์น้องพบที่เขาแสงงามอย่างที่สุด”
ได้ยินคำนี้ อวี๋ชิงโยวก็เบิกสองตาโตทันที “ศิษย์พี่ ท่านจะบอกว่าเป็สารเลวสองคนนั้น?”
“ไม่แน่ว่าจะเป็พวกเขา แต่ค่ายกลนี้คล้ายอยู่บ้างน่ะ!” ที่แท้จะใช่อีกฝ่ายหรือไม่ พระเอกไม่กล้ายืนยัน
“ก็จริง สองคนนั้นไม่ใช่คนจากวิทยาลัยเซิ่งตู จะมาแดนลับได้อย่างไรเล่า?” อวี๋ชิงโยวพยักหน้า คิดเช่นเดียวกัน
“เหยียนเหยียน เ้าเป็ผู้ใช้ค่ายกลขั้นสาม ค่ายกลเป็ของถนัดที่สุดของเ้า อย่างไรเ้ามาลองดูเถอะ” นางเอกมองนางเอกคนที่สองแล้วเอ่ยเสียงเบา
ผ่านการคบหามาสองเดือนกว่า นางเอกกับนางเอกคนที่สองคลี่คลายความขัดแย้งกันได้แล้ว
“ค่ายกลสังหารอันนี้ ดูเหมือนค่ายกลอสนีบาตอัคคี แต่ข้ายังต้องตรวจสอบให้ละเอียดสักหน่อย!” นางเอกคนที่สองพูดแล้วเอาเข็มทิศออกมา ตรวจสอบค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์รอบหนึ่ง
“ค่ายกลสังหารอันนี้ใหญ่มาก ครอบคลุมูเาทั้งลูก หากพวกเราจะขึ้นเขา เกรงว่าต้องทำลายค่ายกลก่อน!” นางเอกคนที่สองพูดจบก็ถอนหายใจแ่เบาทีหนึ่ง
“เหยียนเหยียน นี่เป็ค่ายกลระดับใดกัน เป็ค่ายกลที่หลงเหลือจากยุคโบราณหรือค่ายกลที่ผู้ใดวางไว้?”
หากเป็ค่ายกลยุคโบราณ โชควาสนาที่ถูกค่ายกลปกป้องไว้ย่อมเป็โชควาสนาใหญ่อันหนึ่ง ตรงกันข้ามหากเป็สิ่งที่ผู้ใดวาง สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากปานนี้ล้อมูเาทั้งลูกไว้ คิดว่าโชควาสนาบนเขาลูกนี้คงไม่เลวเลยทีเดียว
“ไม่ นี่ไม่ใช่ค่ายกลยุคโบราณ เป็ค่ายกลอสนีบาตอัคคี ค่ายกลสังหารขั้นสามระดับสูง นอกจากนี้ ค่ายกลนี้เพิ่งวางใหม่ๆ ไม่ใช่ของที่มีอยู่ดั้งเดิมบนเขาลูกนี้หรอก!” นางเอกคนที่สองมองพระเอกก่อนตอบจริงจัง
“ความหมายของเ้าคือ มีคนขึ้นเขาไปแล้ว?” อวี๋ชิงโยวมองนางเอกคนที่สอง ถามอย่างเหลือเชื่อ
“ถูกต้อง มีผู้ใช้ค่ายกลบางคนหรืออาจหลายคนขึ้นเขาไปแล้ว!”
“อะไรกัน? มีคนขึ้นเขาไปแล้ว ถ้าเช่นนั้น พวกเรามารีบคิดวิธีทำลายค่ายกลนี้กันเถอะนะ?” อวี๋ชิงโยวมองนางเอกคนที่สองพลางเอ่ยอย่างร้อนใจ
“อย่ารีบร้อนเลย ค่ายกลนี่ ข้าอยากศึกษาดีๆ สักหน่อย ข้ารู้สึกว่าค่ายกลนี้ราวกับไม่ใช่เพียงค่ายกลอสนีบาตอัคคีที่เรียบง่ายเช่นนั้น!” นางเอกคนที่สองพูดพลางขมวดคิ้วแน่น
นางวนรอบเขาอยู่รอบหนึ่ง ฐานค่ายกลของค่ายกลสังหารนี้ เป็ฐานค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคีจริง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด กลิ่นอายของค่ายกลสังหารนี้ไม่เหมือนค่ายกลสังหารขั้นสามระดับสูงสักนิด ค่อนไปทางค่ายกลสังหารขั้นสี่มากกว่า
“ยังต้องศึกษาอะไรอีกเล่า? เ้าไม่ใช่ผู้ใช้ค่ายกลขั้นสามงั้นหรือ? นี่แค่ค่ายกลสังหารขั้นสามไม่ใช่หรือไง เ้าทำลายมันสิ พวกเราสี่คนไปหาโชควาสนาด้วยกันถือเป็เื่สำคัญนะ ไม่เช่นนั้น รอผู้ใช้ค่ายกลด้านในได้โชควาสนาไป แล้วพวกเราจะเข้าไปทำไมเล่า?” อวี๋ชิงโยวอ้าปากบอกอย่างจนปัญญา
“ไม่ ไม่เรียบง่ายเช่นนั้น ค่ายกลอันนี้ให้ความรู้สึกเหมือนค่ายกลขั้นสี่ยิ่งนัก!” พูดถึงตรงนี้ นางเอกคนที่สองกัดริมฝีปาก ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกนี้จึงรุนแรงนัก
“ขั้นสี่ ไม่มีทางกระมัง? ผู้ฝึกตนที่เข้ามาล้วนเป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ไม่มีทางมีผู้ใช้ค่ายกลขั้นสี่หรอก?” นางเอกมองนางเอกคนที่สองด้วยสีหน้าคลางแคลง
“ใช่ เ้าบอกว่าค่ายกลนี้ถูกวางขึ้นไม่ใช่หรือ? หากเป็ของที่ถูกวางขึ้นก็ไม่ควรปรากฏค่ายกลขั้นสี่ได้สิ?” พระเอกพยักหน้า คิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะเป็ค่ายกลขั้นสี่เช่นกัน
“เมื่อครู่ยังบอกว่าเป็ค่ายกลขั้นสาม ตอนนี้ทำไมกลายเป็ค่ายกลขั้นสี่แล้วเล่า เ้าไหวหรือไม่ฮึ?” อวี๋ชิงโยวมองนางเอกคนที่สอง สงสัยในความสามารถของอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย
หลินเหยียนเหยียนได้ยินเข้าจึงกลอกตาวูบหนึ่ง นางก้มตัวเก็บกิ่งไม้กิ่งหนึ่งบนพื้นขึ้นมา วาดแผนผังค่ายกลของค่ายกลอันนี้ลงบนพื้น
“มองชัดแล้ว ค่ายกลอันนี้เรียกว่าค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคี มีดวงตาค่ายกลแปดดวง แยกย้ายอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ แล้วยังมีอีกหลายสถานที่นี้!” นางเอกคนที่สองพูดพลางใช้กิ่งไม้ในมือชี้ให้อีกสามคนที่เหลือดูอย่างตั้งใจ
อีกสามคนรวบรวมสมาธิมองแผนผังค่ายกลบนพื้นแล้วพยักหน้ารับ
“ตอนนี้พวกเราต้องมุ่งโจมตีดวงตาค่ายกลสี่ดวงทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือ หรือก็คือตรงนี้ ตรงนี้ และอีกสองตำแหน่ง!”
“ทำลายดวงตาค่ายกล ค่ายกลจะถูกกำจัดใช่ไหม?” อวี๋ชิงโยวมองนางเอกคนที่สอง ถามอย่างคลางแคลง
“ใช่ ดวงตาค่ายกลกับฐานค่ายกลล้วนเป็จุดบอบบางที่สุดของค่ายกล ขอเพียงทำลายดวงตาค่ายกลย่อมกำจัดค่ายกลใหญ่นี้ได้!” นางเอกคนที่สองมองสามคนที่เหลือพลางตอบอย่างมั่นใจ
“อืม พวกเราเข้าใจแล้ว” พระเอกพยักหน้าตอบกลับ
“จำไว้ อย่าใช้กำลังทั้งหมดโจมตีดวงตาค่ายกล ใช้พลังสามส่วนหยั่งเชิงดูก่อน หากโจมตีได้ค่อยโจมตีแรงอีกทีก็ยังไม่สาย!” นางเอกคนที่สองมองพวกเขาก่อนเตือนอย่างจริงจัง
“เ้าบอกเองมิใช่หรือว่าโจมตีดวงตาค่ายกลเท่ากับทำลายค่ายกลได้? พลังสามส่วนจะทำลายค่ายกลใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไรเล่า?” อวี๋ชิงโยวมองนางเอกคนที่สองด้วยสีไม่ไว้ใจนัก ในใจคิด ‘ผู้หญิงคนนี้ ทำไมพิรี้พิไรนักนะ? ช้าอีกนิด โชควาสนาอาจถูกแย่งไปเกลี้ยงเชียวนะ’
“ข้ากลัวว่าอาจมีแผนร้ายอันใดอื่นอีก ข้ารู้สึกไม่ดีกับค่ายกลนี้เท่าไรนัก!’ หากไม่ใช่คนรักดึงดันอยากได้โชควาสนาที่เขาแสงทองแห่งนี้ ไม่ใช่ว่านางเห็นโชควาสนานี้ล่อลวงผู้คนยิ่งนักจริง นางคิดอยากกล่อมทุกคนให้ยอมแพ้ที่สุด
“รู้แล้ว เ้านี่ขี้บ่นเสียจริง” อวี๋ชิงโยวพยักหน้ารับรู้
“รับไป ทุกคนมีธงค่ายกลคันหนึ่ง หากทำลายดวงตาค่ายกลเรียบร้อย ให้ปักธงนี้ตรงปากรอยแยก” นางเอกคนที่สองพูดพลางเอาธงค่ายกลสี่คันออกมา แบ่งให้ทุกคนคนละคัน
“เข้าใจแล้ว!” อีกสามคนที่เหลือพยักหน้า รับธงค่ายกลไป
หลิ่วซานเอายันต์วายุออกมาส่งให้ทั้งสามคนคนละแผ่น ทั้งสี่คนแปะยันต์วายุ ลอยขึ้นกลางอากาศ พากันบินไปถึงข้างดวงตาค่ายกลดวงหนึ่ง
“เตรียมพร้อม ทำลาย!”
สิ้นเสียงสั่งของนางเอกคนที่สอง พวกเขาลงมือโจมตีเข้าใส่ดวงตาค่ายกลสี่ดวงพร้อมกัน
“ฮ่า!” พระเอกตวาดคำหนึ่ง สะบัดหนึ่งกระบี่เข้าใส่ดวงตาค่ายกลที่ประจันหน้ากับตน หนึ่งกระบี่นี้ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด ใช้เพียงสามส่วนเท่านั้น
“ฮ่า!” อวี๋ชิงโยวตวาดลั่น สะบัดหนึ่งกระบี่เข้าใส่ดวงตาค่ายกลที่ประจันหน้าอยู่ แต่หนึ่งกระบี่ของเขาใช้พลังโจมตีเจ็ดส่วน
ในขณะเดียวกัน นางเอกกับนางเอกคนที่สองโจมตีเข้าใส่ดวงตาค่ายกลที่ตนประจันหน้าอยู่พร้อมกัน
“เปรี้ยง...”
หลังการโจมตีสี่สายกรอกเข้าไปในดวงตาค่ายกล ประหนึ่งถูกกระจก ถูกสะท้อนกลับมาทันที
“พรวด...” ทั้งสี่คนอ้าปากกระอักเืในเวลาเดียวกัน ปลิวถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว
“ซานซาน เหยียนเหยียน!” พระเอกใช้สองมืออุ้มพลางกอดสตรีสองนางไว้ ทั้งสามคนพากันร่วงหล่นบนพื้น
“ซานซาน เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” พระเอกมองหลิ่วซานมีสีหน้าซีดเผือด เอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไร!” หลิ่วซานส่ายศีรษะ เอาโอสถเม็ดหนึ่งออกมากลืนลงท้อง
“เหยียนเหยียน เ้าเล่า?” พระเอกหันไปมองนางเอกคนที่สอง
“ข้าไม่เป็ไร!” นางเอกคนที่สองส่ายศีรษะ กลืนโอสถรักษาอาการาเ็เม็ดหนึ่งด้วย
“พรวด...” อวี๋ชิงโยวร่วงลงบนพื้น กระอักเืคำโตออกมาอีกหนทันที
“ศิษย์น้องชิงโยว!” พระเอกร้องอุทานใ วางสตรีสองนางในอ้อมแขนลง ลุกขึ้นจากพื้นมาถึงข้างกายเขาทันที
“ชิงโยว เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” พระเอกย่อตัวลง ยื่นมือประคองอวี๋ชิงโยวที่ร่างเต็มไปด้วยเืนอนอยู่บนพื้นขึ้นมา
“ศิษย์พี่รีบไป ค่ายกลนี่ ร้าย ร้ายกาจนัก!” อวี๋ชิงโยวพูดพลางกระอักเือีกคำหนึ่ง ตายอยู่ในอ้อมแขนพระเอก
“ชิงโยว ชิงโยว!” พระเอกร้องเรียก มองอวี๋ชิงโยวแน่นิ่งไม่กระดิกในอ้อมแขน เรียกอีกฝ่ายกลับมาไม่ได้อีกต่อไป
“ทำไมเป็เช่นนี้เล่า? ศิษย์พี่อวี๋เขา?” หลิ่วซานมองอวี๋ชิงโยวตายในอ้อมแขนพระเอกด้วยสีหน้าสงสัย
“เขาไม่ฟังคำข้า ใช้พลังโจมตีมากกว่าห้าส่วนแน่” นางเอกคนที่สองมองอวี๋ชิงโยวในอ้อมแขนของพระเอก เอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา
“เหยียนเหยียน ทำไมเป็เช่นนี้ไปได้? ทำไมเป็เช่นนี้ไปได้เล่า?” พระเอกสองตาแดงก่ำ มองไปทางนางเอกคนที่สองอย่างไม่มั่นใจ
“ดูท่าลางสังหารณ์ไม่ดีก่อนหน้านี้ของข้าจะถูกต้อง ค่ายกลอันนี้ไม่ใช่ค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคีธรรมดา มิน่า ตอนนั้นข้าถึงรู้สึกไม่ถูกต้อง! จงหลิง ต้องเป็ค่ายกลที่จงหลิงสร้างขึ้นแน่ ไม่เช่นนั้น ค่ายกลนี้คงไม่แปลกประหลาดและชั่วร้ายเช่นนี้!” นางเอกคนที่สองคิดถึงจงหลิงที่เอาชนะตนพลางกัดฟันกรอด
“จงหลิง? เ้าคิดว่าค่ายกลนี้เป็จงหลิงวางไว้หรือ?” นางเอกมองนางเอกคนที่สอง ถามกลับอย่างสงสัย
“นอกจากนางยังมีใครอีก? พวกเราแคว้นเทียนโยวมีข้าผู้ใช้ค่ายกลคนเดียวเข้ามาในแดนลับ แคว้นอูเอ่อร์ก็ไม่ถนัดค่ายกล ผู้ใช้ค่ายกลของพวกเขาอ่อนแอยิ่งนัก วางค่ายกลที่ร้ายกาจเช่นนี้ออกมาไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนหลิวเยี่ยนถิงแห่งแคว้นหลันสุ่ยไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า นอกจากจงหลิงจากวิทยาลัยเซิ่งตูของพวกเ้าแล้วจะมีใครอีก?”
ได้ยินนางเอกคนที่สองเอ่ยเช่นนี้ นางเอกก็กะพริบตา รู้สึกว่าคำพูดนางไม่ไร้เหตุผล
“ไม่ ยังมีอีกคนที่วางค่ายกลที่จงหลิงสร้างได้เหมือนกัน” พูดถึงตรงนี้ พระเอกหรี่ตาลง
“อวี่ิ ที่ท่านพูดถึงคือ?” นางเอกมองคนรัก อยากพูดแต่ก็หยุดไป
“หลิ่วเทียนฉี ในเมื่อค่ายกลเป็จงหลิงกับหลิ่วเทียนฉีวิจัยร่วมกัน และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ตื้นเขิน เป็ไปได้ว่าเขาอาจวางค่ายกลชนิดนี้ได้ นอกจากนี้ ทิศทางที่หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเดินทางมาก็เป็เส้นทางนี้” น่าชังนัก เขาน่าจะคิดได้ก่อน ต้องเป็เฉียวรุ่ยแน่ที่หาสมบัติตรงนี้พบ เพราะอย่างนั้น หลิ่วเทียนฉีถึงได้วางค่ายกลนี้ขวางพวกเขา ต้องเป็เช่นนี้แน่
“ถูกต้อง สองเดือนก่อนหน้านี้พวกเราเคยพบพวกเขา ตอนนั้นพวกเราก็เดินทางมาทางตะวันออกเหมือนกัน!” ได้ยินพระเอกเอ่ยเช่นนี้ นางเอกคนที่สองคิดขึ้นมาได้เหมือนกัน
“นี่ จะ จะเป็เทียนฉีหรือ? แต่เขาเป็ผู้ใช้ยันต์นะ!” นางเอกยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ลางสังหรณ์บอกนางว่าเื่นี้เป็ไปได้อย่างยิ่งว่าหลิ่วเทียนฉีทำ แต่สัญชาตญาณนางกลับคิดโต้แย้ง เพราะนางใจแคบไม่ยินดีเชื่อว่าน้องเจ็ด เ้าขยะคนนั้นจะมีความสามารถที่ร้ายกาจถึงกับวางค่ายกลได้เช่นนี้
“ข้าคิดว่าเป็พวกเขา!” พระเอกหรี่ตาลงอีกครั้ง เื่นี้ต้องเป็หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยแน่นอน
“ข้าก็คิดว่าเป็ไปได้!” นางเอกคนที่สองพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดีเล่า? ทำลายค่ายกลต่อ หรือจะไปสถานที่อื่นเพื่อตามหาโชควาสนาอื่นดี?” นางเอกมองทั้งสองคน ถามอย่างไร้ความเห็น
ได้ยินเข้า พระเอกก็มองไปทางนางเอกคนที่สองที่อยู่ข้างกาย “เหยียนเหยียน เ้าคิดว่าจะทำลายค่ายกลนี้ได้ไหม?”
“หากเป็ค่ายกลอสนีบาตอัคคีล่ะก็ ไม่เกินสามวันข้าทำลายได้ แต่ค่ายกลอสนีบาตอัคคีนี่ โดยพื้นฐานปรับเปลี่ยนเป็ค่ายกลที่สร้างเองแล้ว ข้าไม่มั่นใจนัก” นางเอกคนที่สองส่ายศีรษะบอก
“หากคนที่อยู่ด้านในคือน้องเจ็ดล่ะก็ ถ้าเช่นนั้น คนที่ทำลายค่ายกลได้คงเป็จงหลิงเพียงผู้เดียว กลับกัน หากคนในค่ายกลคือจงหลิง คนที่ทำลายค่ายกลได้มากที่สุดย่อมเป็น้องเจ็ด” นางเอกมองทั้งสองคน ก่อนบอกอย่างจริงจัง
“จะหาจงหลิงมาทำลายค่ายกลหรือ? เป็ไปไม่ได้หรอก นางไม่มีทางร่วมมือกับพวกเรา นอกจากนี้ หากนางรับปากจะร่วมมือ พวกเราก็ต้องมอบโชควาสนาให้นางส่วนหนึ่ง” นางเอกคนที่สองส่ายศีรษะ คิดว่าใช้วิธีนี้ไม่ได้
“ข้าคิดว่าที่เหยียนเหยียนพูดมีเหตุผล ประการแรก ไม่ว่าจงหลิงหรือหลิ่วเทียนฉียินดีหรือไม่ยินดีช่วยพวกเราทำลายค่ายกล แต่แดนลับใหญ่ปานนี้ จะไปหาพวกเขาจากที่ไหนกัน? ประการที่สอง ต่อให้หาพบ หากอีกฝ่ายเรียกราคาสูง ถ้าเช่นนั้น พวกเราทำลายค่ายกลกับไม่ทำลายค่ายกล จะมีสิ่งใดแตกต่างกันเล่า?”
“อืม อวี่ิพูดมีเหตุผล ถ้าเช่นนั้น พวกเราถอดใจเถอะ!” นางเอกพยักหน้าแล้วเสนอ
“เ้าคิดว่าอย่างไรเล่า? เหยียนเหยียน?”
“ข้าก็รู้สึกว่าให้ดีที่สุด พวกเราถอดใจดีกว่า เพื่อโชควาสนาถึงกับทิ้งชีวิต ไม่คุ้มค่าหรอก!” นางเอกคนที่สองส่ายศีรษะ เห็นด้วยกับความคิดนี้
“ได้ พวกเราไปตามหาโชควาสนาอื่นกันเถอะ!” พระเอกพยักหน้า ใช้ไฟเผาศพของอวี๋ชิงโยว เก็บเถ้ากระดูกของเขาก่อนจากไปกับพวกนาง
