“โอ๊ย!”หลินซีร้องด้วยความเจ็บและใ พยายามดิ้นรนขยับถอยหนี
แววตาของเขา ไม่ได้เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แต่กลับสั่นไหวด้วยความหวาดระแวง และเหนื่อยล้าอย่างที่สุด เขาพยายามดันตัวขึ้น แต่ก็ไร้เรี่ยวแรง จนต้องซบหน้ากับไหล่ ของเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้
“อย่า…อย่าบอกใครว่าข้าอยู่ที่นี่…” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “หากพวกมันรู้… หมู่บ้านนี้จะเดือดร้อนไปด้วย มันอาจจะกลายเป็ทะเลเพลิง”
คำพูดนั้นทำให้หลินซี ขนลุกซู่ ‘ข้าเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน ต้องทำให้ชาวบ้านที่อยู่กันมานาน ต้องเดือดร้อน’นางหันไปสบตากับ ตาชูและยายเหมย ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ทั้งสองพยักหน้าให้ สีหน้าที่เคร่งเครียด
ตาชูรีบนำ ‘ฟางข้าว’และผ้าที่ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว มาคลุมร่างของชายหนุ่มไว้ “หลินซี! เ้าพาเขาไปซ่อนในห้องเก็บฟืนข้างบ้าน”
“ยายเหมยเ้า ปรุงยาสมุนไพรดับกลิ่นเื…ส่วนข้าจะไปลบไอพลังมรกต ที่หลินซีทิ้งร่องรอยไว้ที่กลางป่า!”
หลินซีพยุงชายหนุ่มร่างสูงที่แทบจะหมดสติ ไปที่ห้องเก็บฟืน
“นี่ท่าน…อย่าเพิ่งตายนะ! ข้าเพิ่งเสียพลิกไปตั้งครึ่งตะกร้า เพื่อช่วยท่านเลยนะเนี่ย!” นางพึมพำ พลางจัดแจงให้เขานอนบนกองฟางเก่า ที่ดูแล้วนุ่มที่สุดเท่า ที่หาได้ในตอนนี้แล้ว
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา ก่อนจะหมดสติไปอีกรอบ เขากำมือของหลินซีไว้แน่น “เ้าชื่อว่ากระไร…”
“ข้าชื่อหลิวซี…เป็แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น”
เขากระตุกยิ้มเย็นที่มุมปากอย่างอ่อนแรง “ชาวบ้านธรรมดาที่ไหน…จะใช้พริกไปต่อสู้กับ ยอดฝีมือได้กันเล่า…เรียกข้าว่าหยางเทียน”พูดได้แค่นั้นเขาก็หลับลึกไป ด้วยความอ่อนเพลีย
ในคืนนั้นเอง…ในขณะที่หลินซีกำลัง นั่งเฝ้าชายหนุ่มอยู่ในห้องเก็บฟืน แล้วเผลอหลับไป ‘หินสีเขียว’ ในกระเป๋าเสื้อของนาง เริ่มเป็แสงสีแดงจางๆออกมา เป็จังหวะ เหมือนเสียงหัวใจเต้น!
ในความเงียบสงัดของคืนมืดมิด มีเพียงเสียงสลัวของแสงจันทร์ ในห้องเก็บฟืน หลินซีสะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงความร้อนที่หน้าอก ‘นี่เราเผลอหลับไปหรือ’
นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบหินสีมรกตออกมา แต่ทว่า…มันไม่ใช่หินทรงกลมเกลี้ยงอีกต่อไป
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของหลินซี หินก้อนนั้นขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต และััที่เคยเรียบเนียน ค่อยๆ ปรากฏรอยร้าวที่ดูเป็ระเบียบ ก่อนจะแยกขยายตัว เปลี่ยนรูปร่างเป็ ‘กุญแจหยกโบราณ’ที่สลักลวดลายเถาวัลย์พันรอบหัวั
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น หินสีมรกตถึงกลายเป็กุญแจไปได้”หลินซีพึมพำเสียงหลง พลางจ้องมองกุญแจในมือ ที่ส่องแสงเรืองรองเป็จังหวะเดียวกันกับชีพจรของนาง
หยางเทียน ละเมอออกมาเบาๆ มือของเขา คว้าหาบางสิ่งในอากาศ หลินซีลองนำกุญแจหยก ไปวางไว้ใกล้ๆมือเขา ทันใดนั้น! กุญแจหยกมรกตกลับส่องแสงสว่างจ้า ห้องเก็บฟืนกลายเป็สีเขียวสว่างไสว
‘กุญแจนี่ มีพลังรักษาด้วยอย่างนั้นหรือ!’
‘ปรับตัวไม่ทันเลย! โลกที่เราอยู่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ อย่างนั้นหรือ แต่ทำไมร่างกายไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย หรือว่ามันมีแต่วัตถุสิ่งของเท่านั้น ที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนมนุษย์ธรรมดาไม่มีพลัง’
ด้วยความเพลีย ทำให้หลินซีนั่งหลับไป ในห้องเก็บฟืน
ภาพจวนขนาดใหญ่ถูกไฟไหม้ มีผู้หญิงคนหนึ่งในชุดหรูหรา ส่งกุญแจดอกหนึ่งให้กับนาง พร้อมกับกระซิบคำที่ดังอยู่ในหัว
“รักษามันไว้…นี่คือทางรอดเดียวของแผ่นดิน” หลินซีสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้น กำลังสับสนกับความฝัน
ยายเหมยพรวดพราดเข้ามาในห้องเก็บฟืน โดยสีหน้าเป็ตระหนก แค่มองเห็นกุญแจในมือของหลินซี ถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
“ในที่สุด…ความลับที่พวกเราซ่อนไว้สิบสี่ปี ก็ถึงเวลาต้องเปิดเผยแล้วสินะ” ยายเหมยกล่าวด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“หลินซี…กุญแจดอกนี้จะนำพาเ้าไปสู่บัลลังก์ หรือไม่ก็พาเ้าไปสู่ลานปะา! เ้าพร้อมจะรับชะตากรรมนี้ ไปพร้อมกับชายผู้นี้หรือไม่?”
เด็กสาวมองกุญแจหยกในมือ สลับกับใบหน้าของหยางเทียน ที่ดูซูบซีดแต่ยังคงความสง่างาม นางสูดหายใจลึก “ข้าจะเป็แค่คนปลูกผัก เท่านั้นนะยาย…ถ้ามันช่วยให้คนไม่อดตาย ข้าไม่้าจะไปยุ่งกับคนใหญ่คนโตในวังหลวง”
“มันจะไม่เป็อย่างที่เ้าคิด! ถึงเ้าอยากจะเป็แค่คนปลูกผักธรรมดา ด้วยพลังของกุญแจหยก แต่ยังมีคนอีกมากมาย ที่หมายเอาชีวิตเ้า ก่อนที่เ้าจะไปช่วยใคร เ้าต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน”
“โอ้! แค่คนปลูกผัก ยังต้องมีชีวิตที่ลำบากขนาดนี้เลยหรือ ข้าอยากปลูกผักขาย มีบ้านอยู่มีที่นอนนิ่ม มีข้าวกินเท่านั้น ข้าไม่้าที่จะไปสู้รบกับใคร”
“ถ้าเ้าจะปลูกผักก็ได้ แต่เ้าต้องเรียนวิชา ตัวเอาตัวรอดได้ ยามที่ถูกคนชั่วรังแก หรือทำร้ายเอา จะได้มีทางหนี”
“ยายหมายความว่า ต้องเรียนวิชาก่อน ถึงจะปลูกผักได้ใช่หรือไม่ ก็ได้ข้าจะเรียน แต่ขอวิชาง่ายๆหน่อยนะ สมองข้าไม่ค่อยดี”
เช้าวันรุ่งขึ้น ยายเหมยลากหลินซีออกจากห้องเก็บฟืน ยายเหมยกลายเป็อาจารย์หญิง ที่ดุและเข้มงวด พาหลินซีไปที่ถ้ำลับ หลังน้ำตกซึ่งไม่มีน้ำ ซ่อนอยู่ใต้ดงไผ่ ที่มีแต่ใบร่วงหล่นกองอยู่ จนมองไม่เห็นพื้นดิน
“หลินซี…กุญแจมรกตดอกนี้ ไม่ใช่มีไว้แค่เปิดประตู แต่มันคือ ‘สื่อกลาง’ระหว่างเ้ากับิญญาแห่งผืนดิน เ้าต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงของพวกมัน”
หลินซียังทำหน้างง “ฟังเสียงจากใครกัน จากพืชผักอย่างนั้นหรือยาย เออ!ท่านยาย ปกติข้าคาดเดาเอาเห็นต้นไม้ เหี่ยวแห้ง คิดว่ามันคงจะบ่นหิวน้ำและอาหาร”
ยายเหมยมองหน้าเด็กสาว “นั่นแหละแสดงว่าเ้ามีความเข้าอกเข้าใจ ที่พืชผัก้าจะสื่อ แต่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น เ้าต้องเรียนรู้ให้มากกว่านี้”
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา หลินซีฝึกวิชา เนตรเขียวขจี นางต้องจับกุญแจหยกแล้วหลับตา จนเริ่มมองเห็นเส้นเืสีเขียว ที่ไหลเวียนในใบไม้ทุกใบและเห็น ‘จุดอ่อน’ของพืชทุกชนิดที่สามารถเปลี่ยนเป็อาวุธได้
ผ่านมาสองวัน อาการของหยางเทียนดีขึ้น จนสามารถเดินทางไปอยู่ที่ถ้ำฝึกวิชา เขานั่งขัดสมาธิคอยดูหลินซี อยู่ห่างๆ
วันนี้นางต้องฝึกวิชาเร่งเวลา ด้วยการส่งพลังทางกุญแจ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ในมือเติบโตเป็ ‘เถาวัลย์เหล็ก’ภายในเวลาสามลมหายใจ เพื่อใช้มัดศัตรู
“หลินซี!ให้เ้ามัดศัตรู ไม่ใช่มัดตัวเองจนกลิ้งไปหลายตลบแบบนั้น”เสียงยายเหมยดังขึ้น เมื่อเห็นหลินซีถูกเถาวัลย์มัด จนนอนกลิ้งอยู่บนพื้น
“ข้าก็ทำตามทุกอย่างแล้วนี่นา ทำไมพวกมันถึงกลับมารัดข้าได้”
“เ้าต้องฝึกให้ชำนาญ และต้องรีบเร่ง ตามชื่อวิชาเลย จะช้าไม่ได้ ต้องรีบส่งเถาวัลย์ไปข้างหน้า ถ้าช้ามันก็จะหันมารัดเ้าแทน”
วันที่ห้าของการฝึกฝน วิชาสื่อสาริญญาป่า
การส่งกระแสจิตเรียกสัตว์เล็กๆ หรือนกเพื่อมาสืบข่าวสาร หลินซียืนอยู่บนเนินเขาเตี้ย ตั้งสมาธิเรียกสัตว์จำพวกนก แต่สัตว์ที่ได้กลับเป็ ‘ฝูงเป็ด’ในหมู่บ้าน ที่พากันเดินตามก้นของนางเป็พรวน
“ยายทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้! ข้าตั้งใจเรียกนกจริงๆน่ะ เป็ดที่ผอมแห้งพวกนี้มาจากหมู่บ้านไหน พวกเขาคงไม่คิดว่าข้า ขโมยเป็ดพวกเขามาฆ่ากินน่ะ”
“เ้าช่างเป็…จอมยุทธหญิงที่ประหลาดที่สุด เท่าที่ข้าเคยพบมาเลย”หยางเทียนที่กลั้นขำ จนแผลเกือบปริ
“ท่านเงียบๆไปเลย!ถ้าคนพวกนั้นกลับมาคราวหน้า ข้าจะเสกต้นกระบองเพชร ไปงอกในกางเกงพวกเขาให้ดู!”
หลังจากฝึกวิชาไปได้อีกห้าวัน พร้อมกับปลูกผักเพิ่ม พวกมะเขือเทศ ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หัวไชเท้าแตงกวา ที่โตวันโตคืน สองตายายรับหน้าที่ขนไปขาย ที่ไม่ได้เอาไปขายเยอะ กลัวจะเป็ที่ผิดสังเกต แค่นี้ก็ต้องขายแบบหลบซ่อน ให้แกร้านอาหารเชียงกงที่เดียว
“ท่านน่าจะหายดีแล้ว! เมื่อไหร่จะกลับไปบ้านของท่าน ตอนนี้ครอบครัวคงจะเป็ห่วงแล้ว!”
“ข้าคิดว่าคงจะเร็วๆนี้แหละ!เพราะกินผักของเ้าไป ทำให้ร่างกายของข้าแข็งแรงขึ้น ความจริงแล้วข้าอยาก พาเ้าไปที่แห่งหนึ่ง ไปปลูกผักให้คนผู้หนึ่งกิน เขาจะได้แข็งแรงและหายเจ็บป่วย”
“อย่างนั้นหรือ!เอาไว้ให้ข้าเก่ง และแข็งแรงกว่านี้ก่อน ข้าต้องไปกับท่านอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ข้าขอฝึกวิชาปลูกผักก่อน”
“นี่คือหยกประจำตัวของข้า! เ้ารับไว้ ข้าจะไปตอนที่คนมารับ ่นั้นเ้าอาจจะไม่ว่าง แล้วข้าจะกลับมาหาเ้า จอมยุทธหญิงพริกแดง”
แล้วสองวันต่อมา หยางเทียนก็หายไป ซึ่งคนในบ้านก็เข้าใจดี ต่างไม่ได้สงสัยอะไร มุ่งแต่ทำหน้าที่ของตัวเอง ตาชูมีหน้าที่ขนน้ำมาจากบ่อ กลางหมู่บ้าน และตามยายเหมยไปขายผัก
“พวกท่านคิดว่า! เราควรจะปลูกบ้านให้ดี และแข็งแรงกว่านี้ไหม ข้าอยากได้ที่นอนแบบนุ่ม มีห้องอาบน้ำเป็อยากเป็สัดส่วนไม่ไกลจากบ้าน ห้องครัวที่ใหญ่หน่อย เพราะข้าทำอาหารไม่เป็ เลยอยากมีไว้ฝึกบ้าง”
“ไว้ตาจะไปติดต่อ ช่างมาสร้างบ้าน ถ้าตำลึงของพวกเราครบ เสียดายที่เราขาย ผักพวกนี้ตามตลาดทั่วไปไม่ได้”
“ทำไปถึงเป็แบบนั้นล่ะ ผักที่สวยงามอวบอ้วน กินแล้วเหมือนสมุนไพรรักษาโรค ทำไมถึงวางขายในตลาด ให้ชาวบ้านซื้อกินไม่ได้กัน”
“คนที่จะขายผักได้ต้องมีใบ อนุญาตการขายผัก จากทางการก่อน ตาจะลองไปสอบถามผู้นำดู”
หลินซีมีหน้าที่ดูแลแปลงผัก เพราะว่าถ้านางไม่ได้ปลูก หรือดูแลด้วยตัวเอง! พวกมันไม่ยอมโต หรือโตช้าเท่ากับพืชผักธรรมดา
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการฝึกฝน หลังจากดูพืชผักที่พื้นที่ มีสิบหมู่ แต่เพราะกลัวคนจะรู้ความลับ ปลูกแค่รอบบ้าน ไม่ถึงสองหมู่
“มาอยู่ที่นี่ร่วมเดือนแล้ว ไม่เคยเดินออกไปไหนเลย นอกจากถ้ำลับ และตอนที่ไปช่วยท่านหยางเทียนเท่านั้น หรือว่าจะลองเดินไปสุดเขตรั้ว ดูว่าชาวบ้านปลูกอะไรกัน ในตอนที่แห้งแล้งแบบนี้”
หลินซีเดินไปจนสุดขอบรั้ว มองออกไปในพื้นที่ของชาวบ้าน ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง “พวกเขาไม่ได้ปลูกสิ่งใดเลย แล้วแบบนี้จะไม่เดือดร้อนกันไปทั่วหน้าหรือ”
“ใต้ต้นไม้ใหญ่เป็ที่ดินของตาและยาย ลองเอาเมล็ดพืชที่อันตราย มาแอบปลูกไว้ที่นี่ดู”
“พี่สาวกำลังทำอะไรอยู่รึ” เสียงที่ถามขึ้นทำให้หลินซีใ รีบหันไปมองเป็เด็กชายตัวจ้อยสองคน ร่างกายกายผอม อายุประมาณแปดปี แต่งตัวด้วยผ้าป่านธรรมดา ที่สีเก่าและมีแต่รอยปะชุนหลายจุด
“ใหมดเลย! น้องชายพวกเ้ามาจากไหนกัน ก่อนหน้านี้ข้ามองไป ไม่เห็นเจอใครเลย แล้วนี่จะพากันไปไหน”
“พวกเราก็มาหาอาหารนั่นแหละพี่สาว ไม่มีอะไรให้กินเลย ผักที่ปลูกไว้ก็ไม่โต เพราะน้ำมีน้อย ขนาดเอาน้ำซักผ้า น้ำล้างถ้วยล้างจาน มารดแล้วก็ยังเหลืองแห้ง เพราะอากาศมันร้อน”เด็กชายตอบ
ค่าตำลึง 1000 อีแปะ=หนึ่งตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงิน= หนึ่งตำลึงทอง
