เมืองแซมบอร์ด
หน้าประตูทางเข้าหลัก ใต้หอสังเกตการณ์
หลังจากจบศึกบนยอดเขาตะวันออก องค์หญิงนาตาชายังคงพักอยู่ในเมืองแซมบอร์ดต่อ แต่นางปิดประตูไม่พบปะผู้ใด ไม่มีใครรู้ว่านางคิดจะทำอะไร และไม่รู้ว่านางปรากฏตัวอยู่ที่นี่ั้แ่ตอนไหน ข้างกายนางมีนักรบหญิงซูซานกับหัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคคอยคุ้มกัน ทั้งยังมีอัศวินผู้ติดตามอีกยี่สิบกว่าคนยืนอยู่เื้ั
“ฝ่าา ท่านอยากให้ข้าออกไปหยุดาหรือไม่?”
หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่มองไปยังกองทัพพันธมิตรกำลังวิ่งเข้ามาประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก ก่อนจะหันมามองทหารของเมืองแซมบอร์ดที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยนาย ในใจของเขาก็อดกังวลขึ้นมาไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าองค์าาอเล็กซานเดอร์ที่เฉลียวฉลาดคนนั้นกำลังเล่นอะไรอยู่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การกระทำของพลธนูทั้งห้าสิบนั้น ถือเป็ความบกพร่องของผู้บัญชาการ ในฐานะที่เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ในสนามรบเป็เวลานาน ถ้าปัฟลูย์เชนโคได้เป็ผู้บัญชาการพลธนูมือฉมังทั้งห้าสิบนายนี้ เขามั่นใจมากว่าตัวเองสามารถกวาดล้างกองทัพพันธมิตรที่เป็เหมือนอีกาจับกลุ่มพวกนี้ลงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ
“นี่เป็การประลองระหว่างกลุ่มหมูโง่และกลุ่มราชสีห์ พวกเราไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงหรอก!” องค์หญิงส่ายหน้าเบาๆ “โรมัน วันนี้บางทีเ้าอาจพบอะไรบางอย่างก็ได้ จงเฝ้าสังเกตรูปแบบการต่อสู้ของอเล็กซานเดอร์และจำไว้ให้ดี สักวันหนึ่งเ้าอาจจะได้ใช้มัน!”
“น้อมรับพระบัญชาฝ่าา!” หัวหน้าอัศวินโรมันโค้งกายคำนับ แต่เขาก็ยังขมวดคิ้วแล้วพูดต่อไปว่า “แต่ไม่ว่าอย่างไร ด้านจำนวนคนก็แตกต่างกันเกินไปอยู่ดี เมืองแซมบอร์ดจะเผชิญหน้ากับกองทัพพันธมิตรเก้าอาณาจักรอย่างไรกัน!”
“กองทัพพันธมิตรเก้าอาณาจักร? ฮึๆๆ โรมัน ความจริงแล้วเ้าประเมินพวกเขาสูงเกินไป ในสายตาของข้า กองทัพพันธมิตรเก้าอาณาจักรนับเป็ตัวอะไรได้ ข้าเห็นเป็เพียงกลุ่มสวะโง่เง่าที่ได้รับความเสียหายจากการอยู่ภายใต้การคุ้มครองของราชอาณาจักรเท่านั้น อาณาจักรบริวารระดับสามเล็กๆ กับอาณาจักรบริวารระดับห้าที่เล็กยิ่งกว่า ฮึๆ ราชวงศ์ของพวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเป็เวลานานเกินไป ทำให้หัวสมองของพวกเขามันเน่าเสีย ในหัวคงมีแต่ตัวอ่อนของแมลงขึ้นไปทำรังในสมอง เฮอะ นอกจากสุราและนารีแล้วพวกนั้นก็ไม่มีดีอะไร แผ่นดินอาเซรอทเป็ป่าใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยอันตรายทั้งสี่ด้าน แต่สมองของคนพวกนี้กลับถดถอยลงกลายเป็เพียงหมูอ้วนๆ ที่รู้จักแต่ดื่มกินเท่านั้น ถ้าไม่ได้ราชอาณาจักรคอยคุ้มกะลาหัวพวกมัน ปานนี้คงกลายเป็เนื้อหมูชั้นเลิศให้พวก ‘สัตว์ร้าย’ มันขย้ำไปนานแล้ว พวกนั้นสูญเสียคุณสมบัติที่จะมีชีวิตรอดต่อไปในป่าใหญ่แล้ว นอกจากนี้ คนพวกนั้นยังสูญเสียเกียรติยศและความรับผิดชอบที่าาสมควรจะมีอีกด้วย แม้แต่นายกองเล็กๆ ใน ‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ ยังฉลาดกว่าาาพวกนี้เป็ร้อยเท่า ถ้าอเล็กซานเดอร์ไม่อาจแก้ไขปัญหาเล็กๆ นี้ได้ เขาก็ไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าบุรุษผู้พิชิตปีศาจเืเย็นแพรีส!”
มันน่าแปลกใจจริงๆ ที่องค์หญิงพูดมากขนาดนี้
เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองแซมบอร์ดแล้ว นางค่อนข้างกังวลกับสิ่งที่ราชอาณาจักรเซนิทกำลังจะเผชิญมากกว่า
อาณาจักรบริวารที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเองตกต่ำลงถึงขนาดนี้ นั่นหมายความว่าพลังการรบและรากฐานของราชอาณาจักรเริ่มเสื่อมลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่เป็แบบนี้ แต่พวกดยุกและชนชั้นสูงของราชอาณาจักรกลับกระตือรือร้นกับการแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์และคอยขัดแย้งกันเอง ยุ่งวุ่นวายกับาภายใน ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังจะเข้ามา อีกทั้งร่างกายของจักรพรรดิยาซินก็แย่ลงเรื่อยๆ ทำให้ราชอาณาจักรแถบชายแดนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็ ราชอาณาจักรระดับหนึ่งอย่างราชอาณาจักรสปาร์ตากุสกับราชอาณาจักรกวางเหนิง ราชอาณาจักรระดับสองอย่างราชอาณาจักรแซ็งแฌร์แม็ง และราชอาณาจักรระดับสามอย่างราชอาณาจักรลียงต่างพากันจ้องตาเป็มัน แม้จะดูเหมือนว่าราชอาณาจักรเซนิทสงบสุข แต่ความจริงแล้ว ราชอาณาจักรเซนิทกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมและอาจถูกทำลายลงได้ทุกเมื่อ
เมื่อเทียบกันแล้ว สถานการณ์ของราชอาณาจักรเซนิทแย่กว่าอาณาจักรแซมบอร์ดหลายเท่า
ดังนั้น ที่องค์หญิงอยู่ที่เมืองแซมบอร์ดต่อ ประการแรก นอกจากความอยากรู้อยากเห็นและทึ่งกับพลังของอเล็กซานเดอร์แล้ว นางยังคิดจะดึงอเล็กซานเดอร์มาเป็พวกอีกด้วย ประการที่สอง นางอยากเห็นว่าาาน้อยคนนี้จะเปลี่ยนแปลงเมืองแซมบอร์ดที่ยุ่งเหยิงนี้อย่างไร บางทีนางอาจจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจจากที่นี่ แล้วนำไปบอกกล่าวแก่ท่านพี่อาร์ชาวินเป็แนวทางการปกครอง หลังจากที่เขาได้ขึ้นครองราชย์
และเขาก็ไม่ทำให้องค์หญิงต้องผิดหวังสักนิด
แม้ว่าจะเป็แค่่เวลาสั้นๆ ไม่ถึงครึ่งเดือน แต่าาน้อยคนนี้ก็ได้สร้างระบบการบริหารบ้านเมืองแปลกๆ และยังสร้างสิบสองรูปปั้นประมวลกฎหมายสัมฤทธิ์ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าขึ้นมา มันทำให้นางรู้สึกทึ่งมาก โดยเฉพาะประมวลกฎหมายนั่น เนื้อหาของมันยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว มันเป็เื่ยากที่จะเชื่อว่า สิ่งเหล่ามาจากความคิดของเด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุสิบแปดปี นางไม่สามารถหาข้อบกพร่องจากในเนื้อหาพวกนั้นได้จริงๆ ราชอาณาจักรเซนิทสามารถเลียนแบบประมวลกฎหมายนี้ได้...แต่ด้วยสติปัญญาอันลึกล้ำขององค์หญิง ทำให้นางเข้าใจดีว่า ถ้าราชอาณาจักรเซนิทคิดจะใช้กฎหมายนี้ จะต้องพบกับแรงทัดทานจำนวนมากที่แม้แต่จักรพรรดิก็ไม่สามารถต้านทานได้
ตรงจุดนี้ องค์หญิงรู้สึกอิจฉาอเล็กซานเดอร์อยู่นิดหน่อย เมืองแซมบอร์ดเล็กๆ แห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาสามารถทำทุกอย่างที่เขา้าได้ ซุนเฟยยืมมีดฆ่าคน เขาอาศัยาที่เกิดขึ้นบนยอดเขาตะวันออกล้างบางพวกขุนนางในเมือง ซึ่งองค์หญิงก็ทราบ และนั่นเป็ข้อพิสูจน์ว่าาาน้อยคนนี้มหัศจรรย์มากแค่ไหน ถ้าใครกล้าประมาทเขา คนคนนั้นคงได้ตายโดยไม่รู้ตัว
สำหรับฉากที่น่าลุ้นระทึกตรงหน้า แค่นางปรากฏตัวออกไป คงทำให้พวกกองทัพพันธมิตรพวกนั้นคงหนีแทบไม่ทัน แต่นางไม่คิดจะทำแบบนั้น องค์าาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดมักจะทำให้นางแปลกใจอยู่เสมอ แทบไม่ต้องคิดนางก็มั่นใจว่า เหตุการณ์นี้จะต้องเป็สิ่งที่เขากำลังคาดหวังแน่ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
อีกอย่าง ด้วยพลังของชายคนนั้น ต่อให้เหล่ากองทัพพันธมิตรสองพันกว่าพวกนั้นกรูเข้ามาเล่นงานเขา แล้วอย่างไรเล่า? แค่ชายคนนั้นถือขวานั์ไว้ในมือ แม้จะอยู่เพียงลำพังก็สามารถทำลายกองทัพพันธมิตรได้อยู่ดี
ท่าทางบ้าคลั่งในยามบดขยี้ศัตรูของซุนเฟยบนยอดเขาตะวันออก ยังคงประทับอยู่ในใจขององค์หญิง
……
……
เห็นพวกข้าศึกกำลังวิ่งเข้ามาประหนึ่งกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ซุนเฟยก็แสยะยิ้ม ขณะที่ลูบคางเบาๆ ก่อนจะหันไปมองกลุ่มสาวงามบนรถม้า ฮึๆ สาวงามมักเป็สิ่งที่กระตุ้นผู้ชายได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ในหัวของพวกทหารพันธมิตรคงไม่สนใจชีวิตตัวเองอีกแล้ว
บนเนินเขา ธงสีแดงโบกสะบัดตามสายลมอีกครั้ง
รูปขบวนทัพของเมืองแซมบอร์ดก็เริ่มเปลี่ยนแปลง พลโล่ั์หลายสิบคนที่อยู่ด้านหน้าถอนตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งสามสิบคนก็กำขวานั์ในมือแน่น พร้อมที่จะปะทะกับกองทัพข้าศึกตรงหน้า สายลมเย็นะเืพัดผ่านร่างของพวกเขาในขณะที่วิ่งไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ดูเหมือนว่า การรับมือของเมืองแซมบอร์ดได้เปลี่ยนไป
สามสิบต่อหนึ่งพันห้าร้อย
จำนวนคนที่แตกต่างกันแบบนี้
มันเหมือนกับเอาลำห้วยที่แห้งขอดไปรองรับมวลแม่น้ำมหาศาลที่พลุ่งพล่าน หรือไม่ก็เหมือนลูกสุนัขเพิ่งหัดเดินที่บังเอิญไปพบกับเสือูเา ผลการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ต่อให้เป็เด็กปัญญาอ่อนก็เดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ด้วยช่องว่างที่แตกต่างกันเกินไป มันไม่ต่างกับการส่งนักรบขวานทั้งสามสิบคนนี้ไปตาย อย่าว่าแต่จะถ่วงเวลาให้าาหนีไปได้เลย เพียงพริบตาเดียว พวกเขาทั้งหมดอาจถูกกองทัพพันธมิตรกลืนกินจนหมด แม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือ
ถึงแม้ฝ่ายกองทัพพันธมิตรจะได้เปรียบ ทว่า หลังจากได้เห็นตัวอย่างประสบการณ์จากการโอ้อวดเกินจริงก่อนหน้านี้ เหล่าาากองทัพพันธมิตรที่ถูกองค์หญิงเรียกว่า ‘กลุ่มหมูโง่ที่สมองรู้จักแต่ดื่มกิน’ ก็รักษาท่าทีสงบเยือกเย็นไว้ได้
พวกเขาไม่รีบร้อนที่จะกระตุ้นม้าตัวเองให้พุ่งออกไป
แต่ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม คอยสังเกตการสถานการณ์อย่างเงียบๆ ภายใต้การอารักของพวกทหาร
แน่นอนอยู่แล้วว่าเหล่าองค์าาจะเก็บกองกำลังที่แข็งแกร่งส่วนหนึ่งไว้กับตัวเอง ไม่ได้ให้เหล่าทหารวิ่งเข้าไปจนหมด องค์าาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยที่ได้ระบายอารมณ์ไปเมื่อครู่ก็ค่อยๆ สงบลง เขาโบกมือให้อัศวินเกราะหนัก ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ หยุดการโจมตีชั่วคราวและสั่งให้พวกเขาอยู่ที่เดิม
แน่นอนว่า ที่ทำแบบนี้ไม่ได้เป็เพราะเขาฉลาดแต่อย่างใด แต่เป็เพราะนิสัยของคนอ่อนแอที่มักจะขี้ระแวงอยู่เสมอ
พวกเขาถูกกลยุทธ์แปลกๆ ของเมืองแซมบอร์ดทำให้หวาดกลัว
ในสนามรบ ระยะห่างระหว่าง ‘ลำห้วย’ กับ ‘แม่น้ำ’ เหลือไม่ถึงห้าสิบเมตร ด้วยความเร็วของทั้งสองฝ่าย ทำให้แต่ละฝ่ายสามารถมองเห็นถึงรังสีฆ่าฟันและสีหน้าที่ดุร้ายของกันและกันอย่างชัดเจน แม้กระทั่งยังสามารถได้กลิ่นเหม็นๆ ของอีกฝ่าย ทหารราบเกราะหนักที่เป็นักรบธาตุดินสะบัดดาบในมือและเพิ่มความเร็วในการวิ่ง ร่างของเขาปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีเหลือง พลางโห่ร้องปลุกขวัญกำลังใจตัวเอง
เหลือไม่ถึงสามสิบเมตร
ตอนนี้เอง
ว้าก!!!
ใครจะไปคิดว่า ผู้ที่เปิดฉากโจมตีคนแรกจะเป็เหล่านักรบขวานทั้งสามสิบคนของเมืองแซมบอร์ด จู่ๆ พวกเขาก็โห่ร้องออกมาเสียงดังจนพื้นดินสั่นะเื จากนั้นก็ไม่รอให้พวกข้าศึกได้ทันตอบสนอง รูปขบวนทัพของพวกเขาก็กระจายออกเป็เส้นตรงทันที ในขณะที่วิ่ง พวกเขาก็กำปลายด้ามขวานในมือแน่น ก่อนจะหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศา แล้วเหวี่ยงขวานในมือออกไป
น่าเสียดายที่ไม่มีใครบนโลกนี้เคยเล่นขว้างจักร ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะคุ้นเคยกับการโยนแบบนี้
หวือ!
ขวานั์หมุนตัวด้วยความเร็วในอากาศ ขณะที่พุ่งไปทางเหล่าทหารราบเกราะหนัก
เหล่าทหารราบเกราะหนักของอาณาจักรเซินฮัวที่วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางฮึกเหิมก็แทบร้องไห้
หลอกกันนี่หว่า!
ใครจะไปคิดว่าคนพวกนี้จะเปลี่ยนท่าทีกะทันหันแบบนี้? ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครจะไปคิดว่า...พวกเขาจะขว้างอาวุธเพียงชิ้นเดียวของตัวเองออกมา
นักรบธาตุดินผู้หยิ่งผยองคนนั้นที่กำลังวิ่งอยู่ด้านหน้าสุดก็ล้มลงกับพื้นพร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ หมวกเกราะถูกสายลมอันแหลมคมพัดมาอย่างรุนแรงจนปลิวหายไป จากนั้นก็ได้ยินเสียงชุดเกราะและกระดูกถูกบดขยี้ เสียงอาวุธที่กำลังแตกหัก พร้อมๆ กับเืและอวัยวะที่กระจายเต็มพื้น คาดว่าชะตากรรมของเขาคงไม่พ้นถูกพวกเดียวกันที่อยู่ด้านหลังเหยียบเข้า แต่เื่นั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้น พอมองย้อนกลับไปด้วยความประหลาดใจ ก็พบกับภาพเหตุการณ์ที่ยากจะลืมเลือน...
-------------------
