หลิ่วซินเหยาลุกขึ้นยืน “อวิ้นเอ๋อร์ หยุดร้องไห้เถิด แม่จะไปตามข่าวว่าเกิดเื่อันใดขึ้น แม่ไม่เชื่อว่าองค์รัชทายาทจะดูถูกอวิ้นเอ๋อร์ของแม่ เกรงว่ามู่อันเหยียนผู้เป็ลูกพี่ลูกน้องของเ้าจะเล่นเล่ห์ นางถูกถอนหมั้น ทั้งยังมีลูกติด ดังนั้นนางจึงมิเต็มใจ ไม่้าให้เ้าแต่งกับองค์รัชทายาท”
“เป็เช่นนั้นหรือเ้าคะ?”
มู่ชิงอวิ้นเบิกตากว้างน้ำตาไหลอาบเป็สาย มองไปทางมารดาของตนก่อนเอ่ยถาม
ยิ่งหลิ่วซินเหยาไตร่ตรองเื่นี้มากเท่าใด นางก็ยิ่งคิดว่าเื่ราวต้องเป็เช่นนี้มากขึ้นเท่านั้น นางคิดว่าต้องเป็มู่อันเหยียนที่ไม่เต็มใจอย่างแน่นอน สตรีผู้นั้นคงไปขอร้องให้มู่เอ้าเทียนปฏิเสธองค์ฮ่องเต้ ดังนั้นเส้นทางการอภิเษกสมรสของอวิ้นเอ๋อร์จึงถูกตัดขาด
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้น มู่อันเหยียนต้องคอยชักใยอยู่เื้ัเป็แน่”
หลิ่วซินเหยามั่นใจอย่างหาใดเปรียบ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
มู่ชิงอวิ้นนั่งบนตั่งเตียงด้วยสีหน้าสับสน ความคิดของนางล่องลอยไปตามคำพูดของท่านแม่ นี่เป็แผนการชั่วร้ายของมู่อันเหยียนจริงๆ หรือ? มิได้เป็เพราะองค์รัชทายาทมิ้านางใช่หรือไม่?
“อวิ้นเอ๋อร์ วางใจเถิด แม่ต้องทวงคืนความยุติธรรมกลับมาให้เ้าอย่างแน่นอน”
หลิ่วซินเหยากล่าวอย่างโกรธเคือง
มู่ชิงอวิ้นหลับตาลง ไม่พูดอันใดสักคำ รู้สึกถึงเพียงคลื่นแห่งความอึดอัดใจในหัวใจของนาง
“ท่านแม่ ข้าอยากออกไปเดินเล่นเ้าค่ะ...”
มู่ชิงอวิ้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาว่างเปล่าไร้จิติญญา ท่าทางเช่นนี้พาให้จิตใจของหลิ่วซินเหยาเป็ทุกข์ยิ่ง นางรีบร้อนหยิบตั๋วเงินสองสามใบออกมาวางลงบนมือของมู่ชิงอวิ้น “อวิ้นเอ๋อร์ เ้าออกไปเดินเล่นเถิด ได้ยินว่าหออู๋ิมีของดีเข้ามาใหม่มากมาย อีกทั้งหอิเย่เองก็ยังมีแป้งชาดชั้นดีชุดใหม่ด้วย เ้าสามารถซื้อได้ทุกอย่างที่เ้า้า หากเ้าไม่มีตั๋วเงิน แม่จะเอาให้เอง”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านแม่”
มู่ชิงอวิ้นพยักหน้า
...
หลังจากที่ฮวาเหยียนปีนข้ามกำแพงและออกจากจวนตระกูลมู่มาได้ นางก็เดินเล่นไปตามถนนสายยาวอยู่สักพัก นึกถึงกระบี่ที่ตี้หลิงหานสั่งให้ลูกน้องของเขานำมาส่ง เพียงมองก็รู้ว่าต้องมีมูลค่าไม่ธรรมดา ฮวาเหยียนมิใช่คนที่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งของ ทว่าเมื่อคิดกลับไปว่าเนื่องจากมันเป็ของที่พิเศษ ไม่เหมาะกับคนธรรมดาเช่นนาง ดังนั้นนางจึงขโมยแค่อัญมณีที่ประดับบนฝักกระบี่ แต่มิได้ขโมยกระบี่มาด้วย ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าเื่จะกลายเป็เช่นนี้ ตี้หลิงหาน บุรุษผู้มีจิตใจคับแคบผู้นั้นโยนของทั้งหมดกลับมาให้นาง และไม่ยอมให้นางส่งมันกลับคืน ช่างน่าโมโหนัก
ฮวาเหยียนพบร้านตีเหล็กสองแห่ง ทว่าเมื่อช่างตีเหล็กเห็นกระบี่และอัญมณีกองหนึ่ง สีหน้าของพวกเขาพลันทำอันใดไม่ถูกทันที
ฮวาเหยียนขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ทันใดนั้นนางพลันนึกถึงหออู๋ิขึ้นมา หากกล่าวถึงจีอู๋ซวง เขาย่อมเป็ผู้รอบรู้และมีสายสัมพันธ์กว้างขวาง จะว่าไปแล้ว ปัญหาเื่ส่วนแบ่งของหออู๋ิก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข พอดีกับที่วันนี้นางมีเวลาว่าง ดังนั้นนางจึงควรเอาเื่นี้ไปปรึกษาเขาเสียหน่อย
ฮวาเหยียนมุ่งหน้าไปหออู๋ิ สถานที่แห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เหล่าพนักงานวุ่นวายจนไม่อาจปลีกตัวออกมาได้
นางเดินเข้าไปในหออู๋ิ ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของจีอู๋ซวง เดิมทีนาง้าหาใครสักคนมาถามไถ่ ทว่ากลับเป็พนักงานที่เห็นนางเข้าเสียก่อน
“แม่นางมู่ ท่านมาแล้วหรือ กำลังมองหาหลงจู้จีของพวกเราอยู่ใช่หรือไม่ขอรับ?”
ดวงตาของชายหนุ่มเป็ประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คนที่เปี่ยมล้นด้วยความเอาใจใส่และความกระตือรือร้นทั่วทั้งร่างเช่นนี้พลันเอนตัวเข้ามาใกล้นาง
ฮวาเหยียนเลิกคิ้ว พนักงานผู้นี้รู้จักนางได้อย่างไร ต้องทราบเสียก่อนว่าหลายครั้งก่อนหน้าที่นางมาเยือนหออู๋ิ นางล้วนสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า ทว่าเมื่อลองคิดทบทวนดู คงเป็จีอู๋ซวงสั่งการบางอย่างเอาไว้ พนักงานผู้นี้ต้อนรับนางอย่างกระตือรือร้น การกระทำเช่นนี้ย่อมหมายความว่าพวกเขายอมรับนางในฐานะเถ้าแก่เนี้ยของหออู๋ิแล้ว
อืม ไม่ผิดแน่!
จีอู๋ซวงเองก็เป็คนที่น่าเชื่อถือเช่นกัน!
ทว่าท่าทีกระตือรือร้นของชายหนุ่มกลับทำให้ฝูงชนในร้านรู้สึกประหลาดใจ ทุกสายตาพลันจับจ้องไปที่ร่างของฮวาเหยียนทันที ประเมินสำรวจนางจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง
เพราะเหตุใดหรือ?
สาเหตุหลักเป็เพราะคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่มีชื่อเสียงโด่งดังมากเกินไป!
เดิมทีแม่นางผู้นี้ก็ถือเป็ตำนานอยู่แล้ว แม้ว่านางจะหายสาบสูญไปถึงสี่ปีและกลับมาพร้อมบุตรชาย ทว่าชื่อเสียงของนางกลับยิ่งดังะเืเลือนลั่นไปทั่วต้าโจว!
ดังนั้นเมื่อเห็นพนักงานของหออู๋ิใส่ใจนางยิ่ง เหล่าฝูงชนจึงพากันประหลาดใจและคาดเดา
มีใครไม่รู้บ้างว่าพนักงานของหออู๋ิล้วนหยิ่งทะนง พวกเขาไม่เคยเห็นการปฏิบัติอย่างกระตือรือร้นและเอาใจใส่เช่นนี้มาก่อน เพียงมองก็รู้ว่าต้องเป็เื่ภายในเป็แน่
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในทันใด
“สตรีผู้นั้นคือมู่อันเหยียน บุตรีคนโตตระกูลมู่มิใช่หรือ เหตุใดพนักงานของหออู๋ิจึงได้กระตือรือร้นต่อนางนักเล่า?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน...”
“ว่ากันว่ามู่อันเหยียนหายสาบสูญไปถึงสี่ปีและกลับมาพร้อมบุตรชาย นี่เป็เื่จริงหรือ? เหตุใดไม่เห็นนางพาบุตรชายมาด้วยเล่า? หรือว่าเป็แค่ข่าวลือ?”
มีคนถามขึ้นมา
“เป็เื่จริง วันนั้นบุตรชายของท่านอาใหญ่ของข้าอยู่ที่ประตูเมือง เขาเห็นกับตาตนเองว่านางกลับเมืองมาพร้อมบุตรชาย เด็กน้อยยังเรียกขานนางว่าท่านแม่อีกด้วย นี่มิใช่เื่ล้อเล่น”
ฝ่ายผู้ชม นาย ก. กล่าวด้วยเสียงกระซิบ
“แล้วบิดาของบุตรชายนางเล่า?”
“โอ้ ข้าเองก็ไม่รู้ ทว่าตระกูลเจียงได้ออกประกาศ ว่ากันว่าจะมีงานมงคลระหว่างตระกูลเจียงกับตระกูลมู่ เด็กคนนั้นคงเป็บุตรชายของคุณชายเจียงกระมัง”
ฝ่ายผู้ชม นาย ก. กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“อ้อ ถือเป็พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่ง ทั้งคู่มาจากตระกูลขุนนาง เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก คู่แท้์สร้าง”
ชายคนนั้นกล่าวยกย่องเสียงเบา
สิ้นเสียงนั้น กลับเห็นชายที่อยู่ข้างๆ เขาส่ายหัว “ทว่าเื่ราวมิได้เป็เช่นนั้น ข้าได้ยินมาว่าท่านอ๋องมู่ปฏิเสธทันที เขากล่าวว่าบุตรสาวของเขามิได้มีความสัมพันธ์อันใดกับบุตรชายตระกูลเจียง...”
“หา?”
“เ้าไม่รู้หรือ คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เอาชนะจวิ้นจู่ฉู่หลิวซวงที่โรงน้ำชาซินเยว่ได้ และนางยังได้เอ่ยเตือนองค์หญิงเอาไว้อีกด้วย ยามนี้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ฝึกยุทธ์ถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสองแล้ว มิใช่ว่าจะเป็ผู้ใดก็ได้ที่คู่ควรกับนาง...”
ชายผู้นั้นถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขาเป็คนที่มีความสนใจต่อข่าวของมู่อันเหยียนเป็พิเศษ
“ทว่านางมีลูกแล้ว ทั้งยังเคยมั่วโลกีย์ในหอนางโลมอีกมิใช่หรือ? แม้ว่าวิชายุทธ์ของนางจะสูงส่ง แต่การประพฤติตนไม่เหมาะสม แล้วจะมีประโยชน์อันใด?”
ด้านข้างมีคนที่ทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงโต้กลับเสียงเบา ทว่ากลับถูกคนผู้นั้นจ้องเขม็ง ก่อนกล่าวว่า “เื่การประพฤติตนของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เกี่ยวข้องอันใดกับเ้า กล่าวคือเ้าเองก็ไม่คู่ควรกับนางเช่นกัน”
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้ชายผู้นั้นสะอึกจนใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงลำคอ
คนกลุ่มนี้กระซิบกระซาบเถียงกันเสียงเบาเป็อย่างยิ่ง ทว่าหูของฮวาเหยียนมีความสามารถโดดเด่น นางได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ทว่ากลับมิได้นำมันมาใส่ใจนัก อันมนุษย์นี้ เมื่อมีชื่อเสียงแล้ว ย่อมมีทั้งเสียงที่ปกป้องและให้ร้ายตามมา อย่างไรเสียคนเหล่านี้ก็ถือเป็ลูกค้าของนาง ล้วนมายังหออู๋ิเพื่อให้เงินทั้งสิ้น...
ดังนั้นนางจึงหันไปมองพนักงานและกล่าวว่า “หลงจู้ของพวกเ้าอยู่ที่ใด?”
“แม่นางมู่ หลงจู้ของพวกเรายังไม่ตื่นขอรับ ข้าน้อยกำลังจะไปตามเขาให้ เชิญแม่นางขึ้นไปดื่มชารอที่ชั้นสองก่อนเถิดขอรับ”
ชายหนุ่มกล่าว
ฮวาเหยียนมองสีของท้องฟ้า พระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า เป็เวลาที่ควรจะทานอาหารมื้อกลางวันเรียบร้อยแล้ว ทว่าจีอู๋ซวงกลับยังไม่ตื่น? เขาออกไปเมามายมาอีกแล้วกระมัง...
“ได้”
ฮวาเหยียนพยักหน้า ยกเท้าขึ้นก้าวเดินไปที่ชั้นสอง
เมื่อเหล่าผู้ชมที่ชั้นหนึ่งของหออู๋ิเห็นว่ามู่อันเหยียนได้รับเชิญให้ขึ้นไปบนชั้นสองด้วยความเคารพนบนอบ ทุกคนยิ่งประหลาดใจอย่างหาใดเปรียบ ราวกับไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เหตุใดคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จึงมีคุณสมบัติที่สามารถขึ้นไปยังชั้นสองของหออู๋ิได้
“น้องชาย คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่รู้จักกับหลงจู้หรือ?”
ท้ายที่สุดก็มีผู้ที่อยากรู้อยากเห็นจนอดมิได้เอ่ยถามออกมา
จากนั้นก็เห็นเพียงชายหนุ่มแย้มรอยยิ้มกล่าวว่า “ใช่แล้ว แม่นางมู่ถือเป็แขกผู้มีเกียรติสำหรับหออู๋ิของพวกเรา และนางยังเป็สหายที่ดีของหลงจู้อีกด้วย”
ทุกคนพยักหน้าติดต่อกัน ท่าทางเปี่ยมด้วยความอิจฉา
แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่า วันนี้ที่นางมาเยือนหออู๋ิ จะเป็การเพิ่มตำนานอีกหนึ่งบทให้กับมู่อันเหยียนอีกครา
หออู๋ิรู้หรือไม่? จีอู๋ซวงแห่งหออู๋ิรู้หรือไม่? คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่คล้ายจะเป็แขกในม่านมุ้ง [1] ของพวกเขา...
เชิงอรรถ
[1] แขกในม่านมุ้ง หมายถึง บุคคลที่ใกล้ชิดสนิทสนม หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาบางอย่างที่เป็ความลับ
