ภายในห้องฝึกยุทธ์เงียบเป็เป่าสาก หลายคนต่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เมื่อครู่เฉียนหลินได้ดื่มยาปลุกพลังเข้าไป ส่งผลให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นมากใน่ระยะเวลาสั้นๆ ในตอนนั้นพวกเขาต่างก็คิดว่าเต้าหลิงจะต้องจบเห่อย่างแน่นอน
ทว่าผลที่ออกมากลับทำให้พวกเขาพูดไม่ออก เต้าหลิงเหมือนกับเทพ์ เขายืนนิ่งๆไม่ขยับร่างกายเลยแม้แต่น้อยแต่กลับทำให้เฉียนหลินกระเด็นลอยออกไป!
‘เอื้อก!’
ไม่รู้ว่าเป็เสียงกลืนน้ำลายของใคร ขนตายาวพลิ้วของเย่วิ่นกระตุกขึ้น ทั้งนางและรองเ้าสำนักต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง เมื่อครู่พวกเขาต่างััได้ถึงปราณที่บ้าคลั่งประดุจสายน้ำที่เชี่ยวกราก!
ในโลกใบนี้ จะมีคนที่น่ายำเกรงอยู่พวกหนึ่งที่มีพลังที่น่ากลัวจนสามารถใช้คำว่าสายน้ำที่เชี่ยวกรากมาเปรียบเทียบได้ ซึ่งพลังปราณระดับนั้นเมื่อถูกปลดปล่อยออกมาแล้วสามารถที่จะพังทุกอย่างให้ราบเป็หน้ากลองได้!
คนประเภทนี้น่ากลัวเป็อย่างมาก เพราะพวกเขาต่างก็ผ่านประสบการณ์ในการต่อสู้มามากมายเสียจนนับไม่ถ้วน อีกทั้งในตอนที่ยังเยาว์วัย พลังกายของพวกเขาก็น่ากลัวเช่นนี้ พลังที่อัดแน่นอยู่ภายในปราณสามารถกำราบศัตรูลงได้ และนี่เป็สิ่งที่บ่งชี้ถึงศักยภาพของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
‘อัจฉริยะ’ รองเ้าสำนักถอนหายใจออกมาอย่างใจหาย สายตาจ้องมองไปยังเต้าหลิงที่ทำหน้าไม่รู้ความด้วยแววตาลุกโชน เขาอดที่จะกล่าวพึมพำข้างในใจไม่ได้ว่า ‘หากให้เวลาเขาสักสองสามปี เขาจะต้องกลายเป็จอมยุทธ์ที่เก่งกาจอย่างแน่นอน…’
ั์ตาของรองเ้าสำนักฉายแววดุดันขึ้นมา เขาััได้ถึงความแข็งแกร่งของเต้าหลิง เกรงว่าหวังหลิ่งก็ไม่อาจทัดเทียบ หากเต้าหลิงไม่ชิงตายซะก่อน เขาจะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแคว้นชิงแน่
“อ๊าก!” เฉียนหลินร้องออกมาอย่างน่าเวทนา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา เขารู้สึกเหมือนกับว่าร่างจะแหลกเหลวเป็ดังเช่นเศษธุลี จะยืนก็ยืนไม่ขึ้น
“เต้าหลิง!” เฉียนหลินขบกรามแน่นพลางกล่าวออกมาอย่างเคียดแค้น สายตาจ้องมองไปยังร่างเงาที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าพลันบิดเบี้ยว ไอสังหารเย็นเยียบถูกปล่อยออกมาไม่หยุด ภายในใจยังคงคิดหาจังหวะทีเผลอ หวังจะพุ่งเข้าไปโจมตีอีกครั้ง
เต้าหลิงมองกลับไปด้วยสายตานิ่งเฉยทว่ากลับทำให้เฉียนหลินถึงกับตัวสั่นสะท้าน เขารู้สึกราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับอสูรที่โเี้ ทำให้หัวใจของเขาเต้นไม่เป็จังหวะ
เต้าหลิงหาได้สนใจอีกฝ่ายไม่ การประลองเมื่อสักครู่คงทำให้เฉียนหลินฉลาดขึ้นมาบ้าง ภายในร่างของเต้าหลิงเมื่อครู่นี้เหมือนกับมีคลื่นพลังโหมซัดสาดประดุจน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากออกมาจากร่าง แต่ละเส้นพลังเหมือนกับม้าป่าที่คลุ้มคลั่ง จึงทำให้ตัวเขาไม่อาจใช้พลังได้อย่างใจนึก
“นี่คงเป็ผลที่ตามมา ต้องรีบหาวิธีฝึกฝนความแข็งแกร่งทางกายโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นคงจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาแน่” เต้าหลิงย่นคิ้วเข้าหากัน ปราณของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นมาก ทว่าด้วยความเร็วที่ก้าวะโ จึงส่งผลทำให้การควบคุมพลังภายในร่างนั้นไม่ดีเท่าที่ควร
ในขั้นหลอมกายานั้น ปกติแล้วคนทั่วไปจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนร่างกายนานถึงสองปี จึงจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งมั่นคง ทว่าเขาใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็กลับสามารถก้าวข้ามสองปีนั้นได้ ทำให้ฐานพลังของเขาไม่เสถียรนัก
‘วิชาสยบฟ้าช่างน่ากลัวเสียจริง หากไม่ระวังเื่รากฐานแล้วละก็ มีหวังได้ถูกวิชาสยบฟ้ากลืนกินเสียเองแน่’ เต้าหลิงขบริมฝีปากแน่น เขาจะต้องคิดหาวิธีแก้ไขผลที่ตามมาเสียก่อน
สายตาของผู้คนต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ภายในใจอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้ นี่ใช่เทพแห่งการนอนจริงๆ หรือ? เหตุใดถึงได้น่ากลัวเพียงนี้ มีคนกลุ่มหนึ่งรู้สึกเสียดายเป็อย่างมาก เพราะเมื่อก่อนพวกเขาชอบรวมหัวกันกลั่นแกล้งเต้าหลิง ตอนนี้จึงเป็กังวลว่าจะถูกเต้าหลิงเอาคืน
“อาจารย์เย่วิ่น เ้าโชคดีนักที่ได้พบอัจฉริยะที่โดดเด่นเช่นนี้” รองเ้าสำนักยิ้มพลางมองไปที่เย่วิ่น ภายในใจก็พลันคิดไปว่าแม่นางช่างน่าอิจฉายิ่ง
“ข้าเองก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย” เย่วิ่นยกมุมปากขึ้นฉีกยิ้มชวนหลงใหล ฟันขาวเรียงตัวสวยดั่งผลึกหินล้ำค่า หางคิ้วเรียวยกขึ้นอย่างยินดี เื่ประหลาดนี้เกินกว่าที่นางคิดเอาไว้มากโข
“ไม่แน่ว่าเขาอาจจะจารึกชื่อลงไปในศิลาเทพยุทธ์ได้….” นางกระชับฝ่ามือขาวเนียน ดวงตาฉายแสงเปล่งประกายน่ามองออกมา
เมื่อได้ยินเสียงกล่าวพึมพำของเย่วิ่น รองเ้าสำนักก็มองค้อนไปที่นางแล้วส่งเสียงฮึออกมาเบาๆ “อาจารย์เย่วิ่น เ้าอายุยังน้อย ถึงวรยุทธ์ของเ้าจะสูงกว่าข้า ทว่าเ้ารู้หรือไม่ว่าศิลาเทพยุทธ์นั้นคืออะไร?”
ความหมายในคำพูดที่เขาแฝงเอาไว้นั้นก็คือ อย่างเ้านี่น่ะหรือที่จะสั่งสอนศิษย์อัจฉริยะขนาดนั้นออกมาได้? อย่าเพ้อฝันเกินไปหน่อยเลยเพราะว่าศิลาเทพยุทธ์นั้นเป็ศิลาที่เอาไว้ใช้ทดสอบพลังขั้นหลอมกายา มีเพียงอัจฉริยะที่โดดเด่นเหนือผู้ใดใต้หล้าจึงจะมีสิทธิ์จารึกชื่อลงไป เพื่อให้คนรุ่นหลังกราบไหว้บูชา
หนังตาของเย่วิ่นกระตุกขึ้น นางใกับความคิดของตัวเองไม่น้อย คนที่สามารถจารึกชื่อไว้ในศิลาเทพยุทธ์ได้ต่างก็เป็อัจฉริยะที่มีชื่อเสียง หากเต้าหลิงเป็คนประเภทนั้น เขาคงจะถูกขุมพลังอำนาจใหญ่ๆ ดึงตัวไปตั้งนานแล้ว จะมาอยู่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้ได้อย่างไร?
แม้แต่อัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิง ก็ยังไม่ติดอันดับหนึ่งในร้อยของศิลาเทพยุทธ์ ซึ่งความยากของมันนั้นเหมือนกับการขึ้นไปบน์ก็ไม่ปาน
เย่วิ่นรู้ดีว่าศิลาเทพยุทธ์นั้นตั้งอยู่ในแคว้นชิงมานานหลายร้อยปี เหล่าอัจฉริยะจำนวนมากั้แ่สมัยโบราณกาลมาจนถึงตอนนี้ต่างก็ได้จารึกชื่อเอาไว้ที่ศิลานั้น!
แค่คิดก็รู้ได้ทันทีว่าการจะจารึกชื่อลงบนศิลาเทพยุทธ์นั้น เป็เื่ที่ยากเกินจะพรรณนาได้
“ทว่าหากเขาได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ภายภาคหน้าจะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน” ั์ตาใสของเย่วิ่นมองไปยังร่างของเต้าหลิงพลางกล่าวชมเชยออกมา
“ไม่ผิด อัจฉริยะในสำนักเล็กๆ กับอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ๆ ย่อมเทียบกันไม่ได้ ภายในตระกูลใหญ่ย่อมมีทั้งทรัพยากรล้ำค่าที่ใช้ในการฝึกฝนอยู่มากมาย ทั้งยังมีเืของสัตว์อสูรโบราณรวมถึงของเหลวล้ำค่าที่เอาไว้ใช้กลั่นหลอมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย” รองเ้าสำนักขบริมฝีปากพลางกล่าวต่อ “อัจฉริยะที่น่ากลัวเหล่านี้ สามารถเดินทางไปได้ทั่วแคว้น ทั้งยังมีพลังการต่อสู้ที่น่าเกรงขาม!”
รองเ้าสำนักอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ อัจฉริยะเ่าั้ล้วนแต่มีผู้คุ้มกันของตระกูลคอยติดตาม พวกเขามักจะออกเดินทางไปยังโบราณสถานที่เก่าแก่เพื่อหาทรัพยากรที่ช่วยขัดเกลาความแข็งแกร่ง ทว่าหากเทียบกับเต้าหลิงที่ชั้นวรรณะต้อยต่ำแล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อรองเ้าสำนักจากไป สายตาคู่สวยของเย่วิ่นก็หันไปมองที่เต้าหลิง พลางยิ้มแล้วกล่าวออกมา “มากับข้า”
เมื่อเสียงของนางสิ้นสุดลง สายตาอิจฉาริษยาของคนคนหนึ่งก็มองไปที่เต้าหลิง นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นเย่วิ่นยิ้มให้กับคนอื่น อีกทั้งนางยังบอกให้เขาเดินไปกับนางด้วย
ใบหน้าของเฉียนหลินหม่นไหม้ แววตาทอประกายความหวาดผวากับปัญหาน่ากลัวที่เขาพึ่งจะค้นพบว่าตัวเองเกือบจะกลายเป็ขยะไปเสียแล้ว
“พลังของข้า” เขาลองพยายามฟื้นคืนพลังภายในร่าง ทว่าก็ต้องพบกับความเ็ปทรมานเมื่อกล้ามเนื้อแต่ละมัดในร่างฉีกขาด เขาใจนแทบสิ้นสติ เมื่อพบว่ามันไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้แล้ว
“เต้าหลิง ข้าจะฆ่าเ้า! ใครหน้าไหนก็ช่วยเ้าไม่ได้ทั้งนั้น!” เฉียนหลินขบกรามสบถอย่างเคียดแค้น ั์ตากลายเป็สีแดงสดคล้ายดวงตาของสัตว์อสูร ก่อนที่เขาจะเดินกะเผลกราวกับคนพิการกลับบ้านไป
เต้าหลิงเดินตามเย่วิ่นออกมา พวกเขาทั้งสองเดินไปตามถนนสายเล็กในเมืองชิงสือ เขามองเสี้ยวหน้าขาวหยกพลางเอ่ยถามออกไปอย่างอดไม่ได้ “ท่านอาจารย์ ท่านมีเื่อะไรอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินดังนั้น เย่วิ่นก็หันมองมาที่เต้าหลิงพลางยิ้มออกมาอย่างขุ่นเคือง “เต้าหลิง เ้าปกปิดเอาไว้ได้แเีเสียจริง ขนาดข้าก็ยังถูกหลอก เ้าคิดว่ามันสนุกมากใช่หรือไม่?”
ประโยคสุดท้ายที่นางกล่าวออกมา ทำให้เต้าหลิงขนลุกขนพอง เขารีบตอบออกไปทันทีว่า “ข้าจะกล้าหลอกท่านได้อย่างไร ความจริงแล้วข้าพึ่งจะทะลวงขั้นพลังเมื่อไม่กี่วันนี้เอง”
เย่วิ่นกลอกตา เพิ่งจะทะลวงไปไม่กี่วันอย่างนั้นหรือ? ใครจะไปเชื่อกัน? นางจึงแผดเสียงต่ำกล่าวออกมา“เ้าจะปกปิดพลังที่แท้จริงมันก็เื่ของเ้า ข้าจะไม่ถามอีก แต่ในอีกห้าวันก็จะเป็วันสอบเข้าสำนักซิงเฉินแล้ว เ้าคิดว่าจะสอบผ่านได้หรือไม่?”
“ก็คงต้องดูตอนนั้นแล้ว” เต้าหลิงตอบพลางเกาหัวแกรกๆ
“เ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าต้องดูตอนนั้น?” เย่วิ่นส่ายหน้าพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “สำนักซิงเฉินเป็ขุมพลังขนาดใหญ่แห่งแคว้นชิง ถึงแม้จะไม่สามารถเข้าสำนักซิงเฉินได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะไปเข้าขุมพลังอำนาจอื่นๆ ได้ แต่ทว่าหากเทียบกับสำนักซิงเฉินแล้วถือว่ายังห่างชั้นอยู่อีกมาก”
“บนโลกใบนี้ ทรัพยากรชั้นสูงล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในมือของผู้มีอำนาจทั้งสิ้น ในเมื่อเ้าไม่มีอำนาจอีกทั้งไม่มีตระกูลคอยหนุน ก็มีแต่จะต้องเข้าร่วมกับผู้ที่มีอำนาจใหญ่เท่านั้น ภายภาคหน้าเ้าจึงก้าวไปได้ไกล”
เย่วิ่นรู้จักโลกใบนี้เป็อย่างดี หาก้าที่จะปีนให้สูงขึ้นก็จำเป็ที่จะต้องมีพละกำลังที่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นคงได้อยู่เป็สามัญชนไปชั่วชีวิตแน่!
โดยเฉพาะคนอย่างเต้าหลิง อัจฉริยะส่วนใหญ่มักจะตายกันเร็ว โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าสู่โลกโหดร้ายที่มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งอยู่มากมาย ในสายตาคนเ่าั้ เต้าหลิงต่ำต้อยยิ่งกว่ามดตัวหนึ่งเสียอีก
“ในเมื่อข้าทดสอบผ่านแล้ว การเข้าสำนักซิงเฉินก็คงจะไม่ยากแล้วใช่หรือไม่?” เต้าหลิงเอ่ยถาม ภายในใจก็หวังว่าจะได้เข้าสำนักซิงเฉิน ว่ากันว่าที่นั่นเต็มไปด้วยยอดฝีมือ ทั้งยังมีวิทยายุทธ์มากมายหลายอย่าง นอกจากนี้ยังมีการแจกทรัพยากรที่ใช้สำหรับการฝึกในทุกๆ เดือน ด้วยเหตุนี้ทำให้ใครต่อใครก็อยากเข้าสำนักซิงเฉิน
“ข้าก็ไม่อาจจะบอกได้ ในทุกๆ ปีจะมีคนมาสมัครสอบเข้าสำนักซิงเฉินหลายแสนคน ซึ่งสำนักซิงเฉินจะรับศิษย์ใหม่เพียงปีละหนึ่งพันคนเท่านั้น”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าละอ่อนของเต้าหลิงก็พลันหนักอึ้ง เขากล่าวพึมพำขึ้นมาในลำคอ “คนสมัครสอบหนึ่งแสนคนอย่างนั้นหรือ? จะเป็ไปได้อย่างไร?”
“เ้านี่ยังอ่อนต่อโลกเสียจริง เ้าคิดว่าสำนักเล็กๆ อย่างสำนักชิงซานจะมีคนอยู่เท่าใด? เื่พวกนี้ในภายหลังเ้าจะเข้าใจเอง” เย่วิ่นยิ้ม “โลกใบนี้กว้างใหญ่นัก แค่แคว้นชิงแคว้นเดียวก็กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา อัจฉริยะก็ยังมีอีกตั้งมากมาย อย่าคิดล่ะว่าพลังขั้นหลอมกายาแค่สามสี่หมื่นชั่งนั้นสุดยอดแล้ว ขั้นหลอมกายาเป็เพียงขั้นแรก ส่วนขั้นสถิติญญาก็เป็เพียงประตูทางเข้าเท่านั้น”
เต้าหลิงถอนหายใจออกมาอย่างวิตก เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินเื่นี้ ไม่คิดเลยว่าการรับสมัครศิษย์ครั้งหนึ่งจะมีผู้เข้าร่วมนับแสนคน ระดับความยากแค่คิดก็รู้แล้ว เพราะว่าคนที่จะผ่านเข้าไปได้นั้นมีเพียงแค่หนึ่งพันคนเท่านั้น
ในตอนนั้นเอง พวกเขาทั้งสองก็มาหยุดอยู่กลางลานกว้างสวยงามแห่งหนึ่ง ั์ตาสีดำสนิทของเต้าหลิงสอดส่องออกไปรอบๆ ดูแล้วที่นี่น่าจะเป็ที่พักอาศัยของเย่วิ่น
เมื่อเดินเข้ามาในห้อง เย่วิ่นก็ยิ้มออกมา “เมื่อครู่ข้าเห็นพลังภายในร่างกายของเ้าดูแล้วเชี่ยวกรากอยู่ไม่น้อย เ้าคงจะมีปัญหาในการฝึกฝนใช่หรือไม่?”
“ท่านอาจารย์หลักแหลมยิ่งนัก” เต้าหลิงหัวเราะแห้ง พลันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางพาข้ามาที่นี่ทำไม?
“เ้าอยากควบคุมพลังของเ้าให้ได้ดั่งใจหรือไม่?” นางหรี่ตามองพลางยิ้มออกมาน้อยๆ
เต้าหลิงรีบพยักหน้าในทันใด ทว่าพอเห็นรอยยิ้มของนาง ในใจก็พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้น
เย่วิ่นยกยิ้มมุมปากแล้วนั่งขัดสมาธิลงพลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงยั่วยวน “มาให้ข้าช่วยเ้าสิ…”
